วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปเวียดนาม – Hue Hostel

"Hue Hostel" เลขที่  40 ถนน Chu Van An เป็นที่พักราคาถูกในเมืองเว้...


ผมจ่ายแค่คืนละ $5 เท่านั้นสำหรับ dorm bed ในห้องปรับอากาศ...


เตียง ๒ ชั้นก็จริง แต่ฟูกหนา ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนสะอาด พร้อมหลอดไฟหัวเตียงและเต้าเสียบไฟ (ac outlet)...


ผมได้พักห้อง 201 ซึ่งมีเตียง ๒ ชั้นอยู่ ๒ เตียง รวมพักได้ ๔ คน...


ห้องน้ำอยู่หน้าห้องเลยล่ะ..


มีห้องครัวด้วย (เหมือน hostel ในออสเตรเลีย)...


ผมต้มน้ำชงชาและทำบะหมี่สำเร็จรูปกินได้สบาย...


ที่พักสะอาดเพราะมีแม่บ้านสาวสวยคอยดูแล...


Hostel ตกแต่งภายในด้วยภาพเขียน...ดูมีรสนิยม


backpacker ที่มาพักสามารถสอบถามข้อมูลท่องเที่ยว ซื้อตั๋ว หรือจองทัวร์ ได้ที่เค้าน์เตอร์  บริการโดยหนุ่มสาวที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี...


แม้มี PC ต่อเน็ตให้ใช้ฟรีอยู่แค่เครื่องเดียว แต่บนห้องพักก็มี wifi ตลอด ๒๔ ชั่วโมง...


ผมได้ที่พักในเมืองเว้แล้วครับ...


"Travelling is life!"  Hue Hostel เขียนไว้เช่นนั้น...ผมเห็นด้วย! 

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปเวียดนาม – หาที่พักในเมืองเว้

เจ้ารถบัสคันสีน้ำเงินซึ่งผมเรียกวา "กรงไก่" และฝรั่งบางคนเรียกว่า "nightmare bus" จอดแน่นิ่งอยู่ริมทาง ไม่มีวี่แววว่าจะวิ่งต่อไปจนถึงท่ารถ!! 


ไม่มีใครขึ้นมาบอก ขณะที่ฝรั่งบางคนยังคงอยู่บนรถ ผมรีบสวมหมวก คว้าเป้แล้วกระโดดลงจากรถ หาที่สวมรองเท้าก่อนจะยกเป้ขึ้นสะพายหลัง ตัดสินใจที่จะหาทางไปยังที่พักด้วยตนเอง  ในสมุดบันทึกผมจดข้อมูลที่พักในเมืองเว้เตรียมไว้ ๓ แห่งแล้วดังนี้....
ที่พักในเว้ (hostels)
- Tigon Hostel 11B Nguyen Cong Tru Street, Hue, มี dorm bed $6 พร้อมอาหารเช้า
- Imperial Hostel 29 Vo Thi Sau Street mixed dorm with AC $7 with fan $5
- Hue Hostel 40 Chu Van An Street $5
กำลังจะออกก้าวเดินก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้ามาจอดอาสาพาไปส่ง ผมเอาชื่อที่พักในสมุดให้ดู ชี้ที่จะไป Hue Hostel บนถนน Che Van An สารถีเรียก ๓๐,๐๐๐ ดอง ผมต่อเป็น ๒๐,๐๐๐ ดอง เค้าส่ายหัว แต่พอเห็นผมทำท่าจะออกเดินต่อก็ตกลง จักรยานยนต์พาผมพุ่งทะยานไปตามถนนซึ่งดูกว้าง ไม่สับสนเหมือนในฮานอย ไม่นานนักก็ไปจอดส่งตรงสามแยกอันเป็นที่ตั้งของ Hue Hostel...


ผมจ่ายเงินสองหมื่นแล้วเดินเข้าไปใน hostel  เห็นครอบครัวเวียด ๓ คนกำลังหม่ำข้าวกลางวันอยู่ที่โต๊ะด้านขวามือ  เด็กหนุ่มหน้าตาดีพูดภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำ(คงเป็นลูกชาย) รีบลุกขึ้นมาต้อนรับ แจงว่ามีห้อง dorm ปรับอากาศ คืนละ $5 ไม่มีอาหารเช้า ผมตกลงพักด้วยความพอใจ หนุ่มหล่อเก็บ passport ผมไว้ แล้วนำหน้าพาผมเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพัก...


หาที่พักในเมืองเว้ง่ายกว่าที่ฮานอย...ผมคิดในใจ!

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Travellin' light ไปเวียดนาม - แม่ค้าเจ้าเล่ห์


ผมเคยเขียนไว้ใน "ข้อควรระวัง" ว่า "เมื่อซื้อเครื่องดื่มหรือขนมจากแม้ค้า พยายามอย่าจ่ายด้วยแบงค์ใหญ่ให้เค้าทอน ให้เตรียมเงินไว้ให้พอดี หรือไม่ก็เป็นตังค์ย่อย นับเงินทอนให้ดี หากรู้ว่าถูกโกงให้พูดเสียงดัง อย่าปล่อยเลยตามเลย..."


วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ผมบันทึกไว้ว่า...
รถจอดให้กินอาหารและเข้าห้องน้ำ บอกว่า "๑๕ นาที" แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่! - รถจอดนานกว่าครึ่งชั่วโมง - ล้างรถและฉีดน้ำล้างกระจก - ผู้โดยสารลงไปซื้อของกินและเข้าห้องน้ำ สกปรกแต่ก็ใช้ได้ - ล้างหน้า + ฉี่ - ชายหรือหญิงปะปนกัน -  นอนอยู่ตำแหน่งเดิมนานเกินควร พอลงจากรถรู้สึกเวียนหัว แต่อาการปวดหลังเบาลง - จำเป็นต้องหาอะไรรองท้องเพื่อกินยา..

มีมุมขายของอยู่ทางด้านขวามือ ผมจำเป็นต้องหาอะไรกิน ดูที่เมนู สั่งกาแฟเบอร์ดี้ ๑ กระป๋อง ราคา ๑๒,๐๐๐ ดอง และโยเกิต ๑ ถ้วย ๑๐,๐๐๐ ดอง ไม่มีตังค์ย่อย ต้องจ่ายด้วยแบงค์ ๑๐๐,๐๐๐ ดอง เตือนตนเองเรื่องแม่ค้าเจ้าเล่ห์อยู่แล้ว ยังไม่ทันไรก็เจอเข้าซะแล้ว!!  หญิงเวียด(เสื้อลาย) รับเงินไปแล้วแทนที่จะทอนให้ กลับทำเฉย พอทวงก็ทอนให้แต่ไม่ครบ แสร้งหันไปทำอย่างอื่น ต้องทวงอีกด้วยเสียงดังจนหลาย ๆ คนหันมาดู ผมสัมผัสได้ทันทีว่าแม่ค้าเจ้าเล่ห์ใช้วิธีนี้หาเศษหาเลยกับชาวต่างชาติอยู่เป็นนิจ...



ผมกินโยเกิตและกาแฟแล้วขึ้นรถไปกินยา จากนั้นก็ไปห้องน้ำอีกครั้ง...


พอคนขับสตาร์ทเครื่องเปิดเครื่องปรับอากาศ  ผู้โดยสารต่างทยอยขึ้นรถ อากาศยังคงอบอ้าว มีผู้โดยสารชาวเวียดนามลงไปบ้างแล้ว ฝรั่งคู่หญิงชายทางด้านขวาย้ายลงไป เจ้าหนุ่มคนอยู่กลางย้ายไปแทนที่ ผมขยับไปนอนตรงกลาง เหลืออยู่ ๓ คนทำให้นอนสบายขึ้น แต่ก็ยังอึดอัด!!

ด้วยความเร็วประมาณ ๖๐-๗๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถวิ่งต่อไปอีกเป็นชั่วโมงจนถึงเมืองเว้  ไปจอดดับเครื่องอยู่ข้างถนน ขนสัมภาระและให้ผู้โดยสารชาวเว้ลง ใช้เวลานานทีเดียว เมื่อเรียบร้อยคนขับก็สตาร์ทเครื่องเสียงดัง "แชะ ๆๆๆ" แต่ไม่ติด  ฝรั่งนักท่องเที่ยวคนหนึ่งพูดกับเพื่อนเสียงดังว่า "The bus breaks down!!"

อากาศบนรถเริ่มร้อนจนผมเหงื่อซึม!

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Travellin' light ไปเวียดนาม - sleeper bus

เคยอ่านเรื่องรถนอน(sleeper bus)ในเมืองจีนว่าชายคนหนึ่งต้องนอนชิดติดกับผู้หญิง ผมก็ยังนึกภาพไม่ออก เพราะไม่เคยมีประสบการณ์กับรถโดยสารประเภทนี้มาก่อน ก็เพิ่งมาเจอที่เวียดนามนี่แหละ!  ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ประมาณ ๕ โมงเย็น รถตู้มารับผมจาก Central Backpackers Hostel ไปขึ้นรถนอน เพื่อเดินทางไปเมืองเว้


บนรถตู้มีผู้โดยสารอยู่บ้างแล้ว...


ไปจอดแวะรับผู้โดยสารตามจุดต่าง ๆ อีก ๒-๓ แห่ง ก่อนที่จะพาทุกคนไปส่งที่หน้าบริษัท...


วุ่นวายน่าดูครับ พนักงานสาวพิมพ์ boarding pass จากเครื่อง printer นำมาแจกให้ผู้โดยสาร...


ประมาณ ๑๘.๐๐ น. รถบัสคันใหญ่ก็วิ่งมาจอด...


ผู้โดยสารขึ้นรถ ส่วนใหญ่เก็บสัมภาระไว้ใต้ท้องรถ ส่วนผมมีแค่เป้ใบเล็ก นำขึ้นบนรถได้ พอก้าวขึ้นบันไดรถ คนขับก็ยื่นถุงพลาสติกเปิดปากให้  ผมเป็นงง!!!  ไม่รู้จริง ๆ ว่าให้มาทำไม??? ต้องใช้เวลาหลายวินาที กว่าสมองจะสั่งงานแล้วบอกให้รู้ว่า นี่คือรถนอน...ผู้โดยสารทุกคนต้องถอดรองเท้า (ทั้งเหม็นและไม่เหม็น) ใส่ลงในถุงพลาสติก มัดปากถุงแล้วถือติดมือขึ้นไปบนรถ เอาไปซุกเก็บไว้ที่ไหนก็ได้ใกล้ตัว


sleeper bus หรือ sleeping bus  ดูแล้วเหมือนกรงเลี้ยงไก่ เค้าแบ่งที่นอน ๒ ชั้นเป็น ๓ แถว มีทางเดินแคบ ๆ อยู่ระหว่างกลาง...


ผมไม่ชอบรถแบบนี้แม้แต่น้อย ยิ่งมาได้ที่นอนหมายเลข 16 ซึ่งอยู่ท้ายรถ ต้องนอนเรียงกัน ๕ คน (ทั้งหญิงและชาย) จะลุกนั่งตัวตรงก็ไม่ได้เพราะหัวติดเพดาน มีพื้นที่น้อยมาก ขยับตัวก็ไม่สะดวก ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่านอนอยู่ในโลงศพ(coffin)  มิน่าเล่าบางคนถึงเรียกรถนอนเวียดนามอย่างนี้ว่า "death bus" หรือ "nightmare bus"


สาวยุโรปวัย ๒๐ กว่านอนอยู่ทางด้านซ้าย...


เธอยกเท้าขึ้นเหยียบพนักบ่อย ๆ! ผมไม่ค่อยสบายใจนัก...เกรงว่าเท้าตัวเองจะเหม็น!!


ทางด้านขวามือของผมคือ...ฝรั่งหนุ่ม ๒ คนและสาว ๑ คน!


ผู้โดยสารเวียดนามจะได้ที่นอนชั้นล่างและด้านหน้าซึ่งสบายกว่า...




ส่วนที่ต้องอยู่แบบทรมานก็เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ   คนตัวไม่สูงนักก็ยังพอจะนั่งได้...


มีห้องน้ำบนรถ แต่เหม็นสุด ๆ


ถ้ามีอย่างอื่นให้เลือก...ผมจะไม่เดินทางด้วย sleeper bus เด็ดขาด!

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปเวียดนาม – ภาพเก็บตกก่อนไปเมืองเว้

๒ วันแรกในเวียดนาม ผมใช้ชีวิตอยู่ในฮานอยแบบสบาย ๆ  หลังจากได้ตั๋วรถ open bus ไปเว้ในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗...ผมก็ใช้เวลาเดินเที่ยวดูนี่ดูนั่นไปเรื่อย ๆ (เหนื่อยก็พัก)


รอบ ๆ ทะเลสาบคืนดาบหรือทะเลสาบน้ำเขียว มีภาพให้ผมได้เก็บตกอยู่เสมอ...


ขอนำภาพมาแบ่งปันสักนิด...



Siesta time...






Love is real, real is love.  Love is feeling, feeling love....


So lonely she was!  ถ้าอยู่จนถึงวัยที่เห็น...ผมจะเป็นเช่นนี้หรือเปล่า?


อนุสาวรีย์สมเด็จพระจักรพรรดิลี้ไท่โต้ (Lý Thái Tổ) ผู้ทรงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ฮานอยเมื่อปี พ.ศ. ๑๕๕๓ อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบ...



ขอนำเมนูเครื่องดื่มมาให้ดูเพื่อให้ทราบว่าถูกแพงแค่ไหน กาแฟเอสเปรซโซถ้วยละ ๓๓,๐๐๐ ดอง หรือประมาณ ๕๐ บาท.....


ไม่เคยซื้อดื่ม...ผมหันไปดับกระหายด้วยเต้าฮวยเย็นราคาแก้วละ ๒๐,๐๐๐ ดอง



ยึดร้านอาหารริมทางเป็นที่พึ่ง...


ข้าวต้มผสมข้าวโพดใส่เต้าหู้รสเค็มและมะเขือดอง ราคาชามละ ๑๐,๐๐๐ ดอง ผมกิน ๒ ชาม หมดแค่ ๒ หมื่น (๓๐ บาท)... อิ่มสุด ๆ


ภาพเก็บตกมีมากมาย ทั้งที่ต้องแอบถ่าย...


ภาพที่ต้องรีบถ่าย...


และหนุ่มเวียดนามรูปหล่อ subject ผู้ตั้งท่าให้ผมบันทึกภาพด้วยความเต็มใจ....


มีภาพมากมาย... แต่นำมาโพสต์ได้แค่เนี้ยเองจ้า!!