วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562

วัดพู ต้องไปดูให้ได้

เคยไว้ผมยาวตอนไปเที่ยวปราสาทนครวัดที่เขมร เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๙  ผมซื้อบัตรผ่านเข้าชม (๑ วัน) ๒๐ ดอลล่าร์...


ปั่นจักรยานจาก "ด้วยรักจำปาสัก" ไปด้วยกันกับอาจารย์หมู (ยังคิดถึงไม่วาย ถ้าไม่ตายคงได้กลับไปเยือน) ตอนไปวัดพูลาวใต้ ค่าบัตรผ่านประตู ๕๐ พันกีบหรือ ๒๐๐ บาท วันนั้น ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๐ อาจารย์หมูแย่งออกสตางค์ให้!



ได้แผ่นพับมาด้วย ๑ ฉบับ เสียดายถ้าจะเก็บใส่กล่องไว้เฉย ๆ อยากนำมาสแกนให้เพื่อน ๆ ได้ดูดังนี้...













วัดพู ต้องไปดูให้ได้ เพื่อน ๆ ต้องหาโอกาสไปเที่ยวนะครับ!

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562

The Final Trip - แค่ลองดูก่อน

วันนี้...ผมลองประกอบตะแกรงท้ายจักรยานและนำกระเป๋าที่มีอยู่มาติดตั้ง


เริ่มรู้สึกว่าเมื่อติดตั้งแล้วมันมิได้เบาหรือคล่องตัวเหมือนครั้งแรกที่ไปมะละกาเมื่อปี ๒๕๖๐ เอาเสียเลย! อาจเป็นเพราะ final trip ครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ยาวไกล คงไม่ใช่ไปแค่อาทิตย์สองอาทิตย์แล้วกลับบ้าน!


อย่างไรก็ตาม ผมก็เอาเสื้อผ้าไปมากไม่ได้อยู่แล้ว เท่าที่นำมากองไว้ก็มี เสื้อจิงโจ้ ๓ ตัว กางเกงขาวยาวลูกฟูก (ซื้อมา ๓๐ บาท) ๑ ตัว กางเกงสะดอ ๒ ตัว โสร่งที่ Gigi ให้มาจากพม่า ๑ ผืน ผ้าเช็ดตัว ๑ ผืน ผ้าขนหนูเช็ดหน้า ๑ ผืน เสื้อยืด (ผ้า cotton 100%) ๓ ตัว เสื้อเชิตแขนสั้น (บาง) ๒ ตัว กางเกงว่ายน้ำ ๑ ตัว กางเกงใน ๒ ตัว ผ้าเช็ดหน้า ๒ ผืน...


ส่วนเสื้อกันหนาว ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ตัวสีขาวที่โน้ตตัวเล็กให้มา หรือตัวสีน้ำเงินที่ซื้อมาจากซาปาเวียดนาม เสื้อกันฝนยังไม่ได้ซื้อ...


ผมยังไม่ได้นำถุงนอน เต็นท์ และเครื่องใช้อย่างอื่น ๆ มารวม คิดว่ากว่าจะครบจบสิ้นกระบวนการก็คงอีกนาน! 

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562

The Final Trip - เตรียมกล้อง

บริษัท SpaceX ของ Elon_Musk ได้ส่งดาวเทียม Starlink หลายพันดวงขึ้นไปโคจรให้บริการโครงข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม...


ภาพจาก spacex.com

เมื่อต้นปีมีตัวแทนบริษัทอินเทอร์เน็ตมาเสนอขาย package อินเทอร์เน็ตดาวเทียมซึ่งสามารถใช้ได้ทุกแห่งหนบนผืนโลกโดยคิดค่าบริการเดือนละ 100 FB Coin หรือประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ผมก็ยังไม่อยากใช้อยู่ดี อยากจะเป็นคน low-tech มากกว่า คือมีเพียง smart phone ราคาถูก อาศัยต่อเชื่อมกับ wifi ตามที่พักหรือ hot spot เท่าที่หาได้ 


ส่วนกล้องถ่ายรูปก็ใช้เจ้า Canon Powershot ที่มีอยู่ มันเป็นเจ้าแห่งความอดทนจริง ๆ ใช้งานมา ๗ ปี กระแทกพื้นหลายครั้งก็ยังดีอยู่...



กล้องตัวนี้ใช้แบตเตอรี่ NB-6L/NB-6LH ชาร์จไฟเต็มแล้วสามารถถ่ายภาพได้ประมาณร้อยกว่าบาน เมื่อ ปี ๖๒ ผมซื้อแบตฯ แทน จากเว็บ Lazada มาก้อนนึง (ราคา ๒๘๙ บาท) ปรากฏว่าใช้ได้ดีครับ!


 
ปีนี้ผมตัดสินใจสั่งมาอีกก้อน ราคา 30 FB coins แพงขึ้นอีกหน่อย สินค้ามาแล้วครับ!  ตกลงแล้วผมมีแบตเตอรี่กล้องทั้งหมด ๓ ก้อนในการเดินทาง คงได้กดชัตเตอร์กันสบายใจ...
 

เพื่อน ๆ เคยประสบปัญหาไปถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ประทับใจแล้ว กดชัตเตอร์เก็บภาพได้ไม่กี่บานถ่านก็หมดไม่มีเปลี่ยน หรือบางทีก็การ์ดเต็มมั้ยครับ?  เมื่อ ๑๐ ปีก่อนใช้ Memory Card ขนาด ๑-๒ GB ซึ่งเก็บไฟล์ภาพได้ไม่มาก พอสัญญาณเตือนว่าการ์ดเต็ม ผมก็ต้องลบภาพเก่า ๆ ทิ้งเพื่อให้เก็บภาพต่อให้ได้...

เดินทางครั้งสุดท้ายต้องไปนาน มีแนวโน้มว่าจะถ่ายภาพได้เป็นหมื่น ๆ บาน ผมคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีเม็มโมรี่การ์ดที่เก็บไฟล์ภาพได้หลายร้อย GB?  ดูในเว็บ shopee มี micro SD card ขนาด 256 GB ขายในราคา ๓๑๒ บาท



ตระหนักว่าคงไม่ใช่ Samsung ของแท้ แต่ราคามันโดนใจ อยากจะเสี่ยงซื้อมาลองใช้ ผมตัดสินใจสั่งมาแล้วครับ...



การ์ดขนาด 256 GB ใบละ ๓๐๗ บาท ส่งฟรีเร็วรี่มาส่งถึงหน้าบ้าน  ผมรับสินค้าแล้วแกะซองเอาการ์ดออกมาใส่กับกล้องด้วยใจระทึก อยากรู้ว่ามันจะใช้ได้จริงหรือ?



โห...มันสามารถบันทึกภาพเก็บได้เป็นหมื่น ๆ ถ่ายวิดีโอเป็นพัน ๆ นาที กล้องมันบอกได้แค่ 9999 และ 999'99'' ถ้ามีตัวเลขอีกหลัก คงแสดงได้มากกว่านั้น!!



"แชะ" ผมลองกดชัตเตอร์ถ่ายภาพดู มันทำงานได้ปกติ ไม่เชื่องช้าหรือติดขัด เปิดดูภาพที่ถ่ายไว้ได้! ไม่แน่ใจว่าเจ้าการ์ดตัวนี้จะใช้งานได้จริงหรือเปล่า...ผมลองตรวจสอบด้วย File Explorer  "โอครับ!"


เป็นอันว่าหมดห่วง!  วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ผมจะออกเดินทางพร้อมกล้องถ่ายรูปดิจิตอลที่มีแบตเตอรี่ ๓ ก้อนและมี memory card 249 GB เป็นที่แน่นอน!

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562

The Final Trip - travelling budget

เหลือเวลาอีกเดือนกว่า ๆ การเดินทางก็จะเริ่มต้นแล้ว ผมนึกถึงเพลงของ Ray Charles ที่ว่า "Hit the road Jack and don't you come back no more."   
 
ภาพจาก wikipedia - thanks!

ก่อน hit the road ผมมีสิ่งที่ต้องทำหลายอย่าง เรื่องหนึ่งคือ "Money Plan" เป็นสิ่งที่ต้องจัดการหลังจากวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดประกันชีวิตกรุงไทยแอกซ่าที่ผมทำไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จำนวนเงินเอาประกันคือ ๑๖๖,๖๖๗ บาท พอดีผมไม่เสียชีวิต...จะได้รับเงินคืนร้อยละ ๑๘๒ ของจำนวนเงินเอาประกัน


ภาพจาก pixabay.com - thanks!

เช้าวันนี้ (จันทร์ ๑๘)  ผมขี่แมงกะไซค์ไปเช็คที่ธนาคารกรุงไทยสาขาเขลางค์นคร พบว่ามีเงินโอนจากทางบริษัทประกันฯ เข้าบัญชีผมแล้ว วันนี้แหละเป็นวันที่รอคอย มาพร้อมกับเงินที่ใช้เวลารอคอยมา ๑๐ ปี คราวนี้จะได้ใช้มันซะที  เดินทางไม่ว่าครั้งใด ตั้งแต่ไหนแต่ไร...ผมไม่เคยพกเงินสดทีละมาก ๆ (ปกติก็ใช้จ่ายไม่มากอยู่แล้ว) อย่างไปพม่าผมก็แลกเงินดอลล่าร์จาก Super Rich บอกเค้าว่า “ไปพม่าขอแบ้งค์ใหม่”



Travellin' light ไปอินโดนีเซีย ผมก็แลกเงินริงกิตมาเลเซียที่ร้าน "รุ่งทรัพย์การท่องเที่ยว" ถนนเยาวราช



และแลกเงินรูปีอินโดนีเซียที่ "ซุปเปอร์ริชเท็กซัส" 



ไปเที่ยวแต่ละครั้งไม่เคยหมดเงิน... ผมมักจะมีเหลือติดกระเป๋ากลับมาทุกที



ผมจะนำเงินทั้งหมดเข้าบัญชีออมทรัพย์ซึ่งเชื่อมโยงกับบัตรเครดิต ระหว่างการเดินทางก็ไม่ต้องพกเงินสดติดตัวจำนวนมาก ผมสามารถกดเงินแต่ละสกุลจากตู้เอทีเอ็มในต่างประเทศได้เลย!



  Travelling budget ก้อนนี้ หมดแล้วก็หมดเลย หมดทั้งหนทางหรือแม้กระทั่งลมหายใจ!

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562

บ้านเปียงงาม หลวงน้ำทา

เดือนเมษา ๒๕๕๕ ผมไป สปป.ลาว เป็นครั้งแรก ขึ้นรถที่สถานีขนส่งหลวงน้ำทาไปอุดมไชย แล้วต่อรถไปไกลถึงเดียนเบียนฟูและซาปา...



ครั้งต่อไปในหน้าหนาวผมกลับไปหลวงน้ำทาแล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองสิง



พักในเมืองหลวงน้ำทา ผมได้แผ่นพับจาก tourist office มาฉบับนึง เป็นรายละเอียดการท่องเที่ยวแบบเดินเท้า (trekking) ไปบ้านเปียงงาม....








ระยะทางจากท่าอากาศยานหลวงน้ำทา (1) ไปบ้านเปียงงาม (3) ๓.๒ กิโลเมตรเท่านั้น เพื่อน ๆ ขี่จักรยานไปก็ได้  ผมเองไปถึงแค่บ้านดอนขุ่น (2)...




บ้านเปียงงามเป็นหมู่บ้านไทยดำเล็ก ๆ อย่างที่เห็น...



จำได้ว่าวันนั้นผมปั่นจักรยานไปบ้านตอนมูนแทน...


ถ้าได้ไปหลวงน้ำทาอีกที ผมคงไม่รอรีที่จะไปบ้านเปียงงาม...

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562

The Final Trip - travel with weapons

วันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ผมเขียนเรื่อง "รู้แล้วว่าตัวอะไร"  ลงในบล็อกท่องโลกใจความว่า...
เมื่อคืนนี้นอนฟังเสียงดมกลิ่น "ฟืดฟาด" และเสียงย่ำเท้ารอบเต็นท์...ผมไม่ได้ลุกขึ้นไปดูว่ามันเป็นตัวอะไร! 



เพื่อน ๆ ที่รักถ้าได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสายตาของผม คงจะพอจำได้ว่าผมเป็นคนสายตาสั้นมาก ๆ ชีวิตผมทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านไหน ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของสายตา ตอนเรียนหนังสือ ม.ศ. ๓ ที่มงฟอร์ต มองกระดานไม่เห็นก็คิดว่าแค่พอให้จบก็พอ ไปเรียนต่อเทคนิค ทุ่งมหาเมฆ...ตอนอยู่ปี ๔ ก็ยังต้องสวมแว่นตาหนาเตอะ



 พอขึ้นปี ๕ ได้เปลี่ยนไปสวมคอนแทคเลนส์แบบแข็ง...



ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่ต้องสวมแว่น เวลาเดินทางต้องพกตลับใส่เลนส์และน้ำยาไปด้วยเสมอ...



ลำบากครับ! เนื่องจากดวงตาคนเราต้องได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจเกิดอาการตาแดงหรืออักเสบ ผู้สวมคอนแทคเลนส์แบบแข็งเวลานอนก็ต้องถอดออกใส่ตลับแล้วแช่น้ำยา เพื่อน ๆ ลองคิดดูสิครับว่านักเดินทางสายตาสั้นที่สวมคอนแทคจะลำบากแค่ไหน? ไหนจะต้องมีน้ำสะอาดไว้ล้างมือ และมีแว่นตาสำรองเตรียมไว้เวลาไม่สวมคอนแทค ยิ่งคนตาสั้นเกินพันอย่างผม พอถอดคอนแทคออกแล้วอยู่ในความมืด สภาพก็ไม่ต่างจากคนตาบอดคนหนึ่งเท่านั้น!  ด้วยเหตุนี้ผมจึงมิได้ลุกขึ้นดูว่าเสียงฟืดฟาดนั้นมันเป็นตัวอะไรกันแน่?  แต่ก็มิได้รู้สึกกลัวหรือที่ฝรั่งพูดว่า "get cold feet" เพราะผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่เสือ หรือสัตว์ร้ายที่จะมาทำอันตราย ความอ่อนเพลียจากการปั่นจักรยานร้อยกว่าโลทำให้ผมหลับเป็นตาย (sleep like a log) จนถึงเช้า...

วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ฟ้าสางแล้ว...ผมคืบตัวออกจากดักแด้ (ถุงนอน) ขยับไปรูดซิปเต็นท์แล้วโผล่หน้าออกดู ท่ามกลางม่านหมอกบาง ผมเห็นภาพเบลอ ๆ ของวัวตัวใหญ่สามตัวกำลังยืนอยู่ห่าง ๆ มันมองมายังผมอย่างเฉยเมย (ขอนำภาพ animation น่ารักมาประกอบด้วย จริง ๆ แล้วมันเป็นวัวสีดำนะครับ – ขอขอบคุณภาพจาก clipartbest.com)



เนื่องจากไม่มีรูปสถานที่จริงเก็บไว้ ผ่านมาแล้ว ๓ ทศวรรษปัจจุบันนี้เส้นทางที่ผมปั่นจักรยานไปกัวลาลัมเปอร์กลายเป็นทางหลวงอย่างดีหมดแล้ว ผมพยายามค้นหาในอินเทอร์เน็ตเพื่อนำภาพมาประกอบ อยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นภาพแบบเดียวกับเช้าวันที่ผมออกปั่นจากจุดพักแรมในบิดอร์มุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์  ได้จาก YouTube มา ๑ บานครับ ไม่แตกต่างกันเท่าใด ผมจำได้ว่ามีธารน้ำไหลผ่านใต้สะพาน หลังจากเดินลงไปล้างหน้าชำระร่างกาย (1) เก็บข้าวของแล้วผมก็ออกเดินทางต่อ...


แต่งภาพซะหน่อยเพื่อให้เห็นถุงทะเลหนักอึ้ง...อิอิ

บรรยากาศเช่นนี้เลยล่ะ...ผมต้องปั่น ๑๓๗ กิโลเมตรไปพบกับ Milon ที่ซากเครื่องบินเก่าหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัวลาลัมเปอร์เวลา ๖ โมงเย็น!
สำหรับ Final Trip ในปี ๒๕๖๖ ผมจะปั่นจักรยานผ่านมาเลเซียอีกครั้ง คงต้องพักแรมค้างคืนอยู่ริมทาง คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๐  แม้ว่าปัจจุบันนี้ประเทศมาเลเซียจะเจริญจนดูผิดหูผิดตา แต่บรรดาป่าใหญ่ริมทางหลวงก็ยังคงมีสภาพที่น่ากลัวและอันตรายไม่น้อย คงไม่มีเสือหรือหมีควาย แต่สัตว์ดุร้ายหรือมีพิษอื่น ๆ รวมทั้งผู้ประสงค์ร้ายก็อาจมีเข้ามาประชิดติดตัวนักปั่นผู้เดินทางมาอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย... ใครจะรู้?

ฉะนั้นแล้วจึงต้องมีอาวุธติดตัวไว้ป้องกันตนเอง ของเหล่านั้นจะต้องสามารถนำผ่านด่านหรือสถานีตำรวจเข้าไปได้ด้วย ผมยังคงใช้วิธีการเดิมในการเดินทางครั้งสุดท้าย คือมีมีดพับพกไปด้วย ๑ เล่ม 




อันนี้พับแล้วเหลือนิดเดียว เก็บไว้ในกระเป๋าคาดเอวได้....


ถ้ามิได้นำขึ้นเครื่อง ก็พออ้างได้ว่าเอาไว้ปอกผลไม้...


ยังไม่พอครับ ต้องมีอาวุธขนาดใหญ่อีกสักอย่าง  ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ใช้ trick เดิมอีกนั่นแหละ 


Tuning hammer หรือที่เรียกว่าค้อนจูน เป็นเสมือนค้อนที่เหมาะมือมาก ๆ พกไปกับอุปกรณ์ตั้งเสียงเปียโน มัดรวมกันแล้วเอายัดไว้ในเป้ได้สบายมาก (ทำให้ดูแล้ว)



ผมคิดว่ากระทิงตัวใหญ่ก็ใช้สู้ได้ แถมเครื่องมือดังกล่าวยังใช้ตั้งสายเปียโนหาเงินในต่างแดนได้ด้วย...