วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

FB Trip ไปอุตรดิตถ์ - เกริ่นนำ

ผมกลับมาจาก "FB Trib ไปอุตรดิตถ์" ตั้งแต่บ่ายวันวานนี้ สรุปได้ว่าทริปนี้เป็นการเดินทางด้วยรถไฟและจักรยานพับที่ใช้เงินน้อยที่สุด แต่กลับได้ประสบการณ์มากเกิน..ชนิดที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อน!!  

เช่นเดียวกับที่ได้ไปพม่าเมื่อเดือนเมษาฯ ซึ่งยังเล่าค้างไว้อีกเยอะ...ผมได้ปั่นจักรยานเที่ยวอุตรดิตถ์ ไปยังสถานที่ ๆ เคยไปเมื่อ ๓๑ ปีที่แล้ว!

เขียนเรื่อง "Travellin' light ไปพม่า" มาได้เกือบเดือน ผมเพิ่งเล่าได้แค่สองวันแรกในมัณฑะเลย์เอง! ยังมีรูปและเรื่องราวอีกมากมายที่จะนำเสนอ  พอดีเกิดได้ปั่นจักรยานพับเที่ยวเมืองอุตรดิตถ์ขึ้นมาอีก ข้อมูลจึงมาประดัง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เรื่องพม่าก็น่าเขียน เรื่องเมืองลับแลก็น่าเล่า ยังไม่รวมถึงเรื่องช่างเหอะ และอื่น ๆ   เอาเป็นว่าผมจะค่อย ๆ สอดแทรกสลับกันไปก็แล้วกัน  วันนี้ผมขอเกริ่นนำสักเล็กน้อยก่อน!

อยากนำภาพ "พระวิหารหลวง วัดพระแท่นศิลาอาสน์" ซึ่งได้บันทึกไว้ด้วยกล้อง Rollei 35 เมื่อปี ๒๕๒๖ มาให้เพื่อน ๆ ดู...


จักรยานที่ตั้งอยู่ตรงกองหิน คือ "เจ้าอามุย" ซึ่งเคยบันทึกไว้ว่า...
"อามุย" คือจักรยานที่ให้คุณธวัชประกอบขึ้น เพื่อใช้เดินทางไปยุโรป ตามความฝันเฟื่องในช่วงนั้น อามุยใช้ล้อ 27"  มี 3 speeds ใช้อานหนังแบบรถสามล้อ น่าเสียดายที่เจ้าอามุยถูกขโมยไปเมื่อครั้งที่ไปทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผมพาเจ้า Coyote  ไปตั้งอวดโฉมอยู่หน้าป้ายวัดพระแท่นศิลาอาสน์...


ใครจะนึกว่าเมื่อผ่านไป ๓ ทศวรรษ...วัดพระแท่นศิลาอาสน์จะเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้!


FB Trip ครั้งนี้ใช้เวลา ๓ วัน ๒ คืน นับตั้งแต่ผมนำจักรยานพับปั่นออกจากบ้านไปยังสถานีรถไฟห้างฉัตร ก่อนที่จะนั่งรถไฟฟรีไปลงที่สถานีอุตรดิตถ์ แล้วนำจักรยานพับออกปั่น   ด้วยวงล้อขนาด ๒๐ นิ้วของเจ้า Coyote  มันพาผมไปยังที่ต่าง ๆ ที่อยากไป อาทิ :-

  • ตลาดคลองโพ
  • วัดเกษมฯ
  • ถนนบรมอาสน์ (โรงแรมวิวัฒน์ที่เคยไปเล่นอิเล็คโทน ตึกที่เคยพัก รวมทั้งอาคารพาณิชย์ที่เคยไปเช่าอยู่ ฯลฯ)
  • ตลาดเก่าทุ่งยั้ง
  • พระบรมธาตุทุ่งยั้ง
  • พระแท่นศิลาอาสน์
  • วัดพระยืน
  • วัดพระนอน
  • อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก
  • อำเภอลับแล
  • เส้นทางจักรยานอำเภอลับแล
  • เส้นทางไปน้ำตกแม่พูล
  • วัดวาอารามบนเส้นทางไปน้ำตกแม่พูล
  • น้ำตกแม่พูล
  • กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20
  • หนองพระแล

โชคดีมีญาติอยู่อุตรดิตถ์ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก (แถมมีอาหารกินฟรีทุกมื้อ)  ทริปครั้งนี้...ผมจึงมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเท่าที่เคยทำมา คือใช้เงินไปทั้งหมดแค่ ๘๐ บาทเอง!!  ใช้เงินน้อยแต่ได้ประสบการณ์และการเรียนรู้มากมาย  แค่ภาพที่ถ่ายกับป้ายน้ำตก...ผมก็ได้เห็นซึ่งสังขารอันร่วงโรย!



ความภูมิใจสำหรับทริปครั้งนี้คือการได้นำเจ้า Coyote ไปจอด ณ จุดที่เคยนำเจ้าอามุยไปจอด....


เกือบจะเป็นจุดเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านไปถึง ๓๑ ปี...


บ่าย ๒ โมง...วันศุกร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผมปั่นจักรยานกลับถึงบ้านที่ลำปางโดยสวัสดิภาพ  แวะเอามะไฟหวาน มะนาวและพริกขี้หนูที่ซื้อบนรถไฟไปฝากเพื่อนบ้าน (ร้านลำแต้)


ก่อนที่จะกลับเข้าบ้าน...


การเดินทางสิ้นสุดลงแล้ว แต่เรื่องราวยังมีให้เขียนอีกมากมายครับ...

วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

FB Trip ไปอุตรดิตถ์ - ว่าด้วยสาเหตุ

มื้อเที่ยงวันนี้... ผมทำวุ้นเส้นผัดไข่ และต้มมะระใส่กุ้งแห้ง ๙ ตัว  ยกลงไปให้พี่ชาย แล้วกลับขึ้นมาเอาน้ำเย็นไปให้อีก ๑ ขวด บอกกำชับว่า "อย่าลืมกินยานะ กินหรือเปล่า?"  พี่ชายตอบเสียงดังว่า "กิน...ยาโรคเก๊าท์ ตอนนี้ไม่ปวดอีกเลย"  ได้ท่า...ผมรีบบอกทันทีว่า "ถ้างั้น...ก็ลงไปหาซื้อกินเองได้บ้างแล้วมั้ง?"  พี่ชายผมเชิดหน้ามองออกไปทางหน้าต่าง ไม่ตอบ... ไม่ใส่ใจ!



"แขนขาก็ดีครบ  ไม่ปวดไม่บวมแล้ว ทำไมถึงพอใจที่จะนอนรออาหารวันละ ๓ มื้อ ดั่งลูกนกรอให้แม่คาบหนอนมาป้อน?  นี่ก็เข้าปีที่ ๖ แล้วนะ!!!  ฤาว่าจะรอให้ผมล้มหมอนนอนเสื่อเสียก่อน จึงค่อยคิดช่วยตัวเอง!!!  บางทีถึงตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้"....ผมแค่คิด แต่ไม่ได้พูด (รู้ตัวว่าพูดมามาก พูดจนตัวเองจะเป็นบ้าอยู่แล้ว) 

ตอนลงไปเก็บจาน ผมเห็นข้าวกล้องเหลือคาชาม...



ผมรู้ว่าพี่ชายไม่ชอบกินข้าวกล้อง จึงเหลือส่วนหนึ่งทิ้งไว้ (พร้อมกับขนมชิ้นเล็ก ๆ อีก ๑ ชิ้น) ข้าวที่เห็นเป็นข้าวกล้องอย่างดีหุงให้ใหม่ ๆ!   คนไม่เคยควักเงินซื้อข้าวมาหุง...ไม่รู้หรอกว่าทุกวันนี้ข้าวสารแพงขนาดไหน!  

ต้องยอมรับว่า ผมรู้สึกเดือดดาลกับท่าทางของพี่ชาย ถึงกับโพล่งออกไปว่า "พรุ่งนี้จะไปเชียงใหม่ หากินเอาเองนะ ตังค์มีใช่มั้ย?"

ไม่ไหวแล้วครับ อย่าให้ผมต้องถึงกับไปพบจิตแพทย์เลย! บอกพี่ชายว่าจะไปเชียงใหม่ แต่ผมจะนั่งรถไฟฟรีไปอุตรดิตถ์ เมืองที่ผมเคยไปเล่น electone เมื่อปี ๒๕๒๖...


เคยขี่จักรยานไปพระธาตุทุ่งยั้ง...


ไม่รู้ว่าจะได้ไปหรือเปล่า ถ้าได้ไปจริง ผมจะถ่ายภาพมาให้เพื่อน ๆ ได้ดูนะครับ...

งั่ม ๆ ยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย เดี๋ยวคืนนี้ค่อยว่ากัน!

Update - ๑๙.๒๒ น. ทำโจ๊กไปให้พี่ชาย ผมบอกว่าพรุ่งนี้จะไปอุตรดิตถ์  ให้เตรียมตังค์ไว้ด้วย ถ้ามีคนนำอาหารมาส่ง ให้จ่ายเค้าไป พี่ชายตอบว่า "เอ่อ" ....จบข่าว!

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Travellin' light ไปพม่า - ตลาดเซโจ (Zegyo Market)

เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๕ ผมเขียนบล็อกเรื่อง "ไปพม่าเมื่อ ๒๙ ปีที่แล้ว – ภาพเก็บตกในมัณฑะเลย์" กล่าวถึงตลาดเซโจ (Zegyo) ที่มัณฑะเลย์ไว้ว่า...
เที่ยวมัณฑะเลย์…ผมไม่ได้เข้าชมพระราชวัง (Royal Palace) ทั้ง ๆ ที่นั่งรถเมล์ผ่านไปผ่านมา แค่มองเข้าไปก็เห็นแล้วว่า…งดงาม และกว้างใหญ่ (กำแพงแต่ละด้านยาว ๑.๖ กิโลเมตร)จริง ๆ พอดีนักเดินทาง(กึ่งฤาษี)อย่างผมก็ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับสถานที่ใหญ่โตรโหฐานสักเท่าไหร่ อีกทั้งตัวเองก็มีรองเท้าฟองน้ำสวมใส่ไปคู่เดียว คงไม่เหมาะสมแน่ถ้าผมจะไปเดินชมภายในพระราชวัง…  พอมีเวลาเหลือ ไปเที่ยวตลาดเซโจ (Zegyo Market) ดีกว่า…
พร้อมกันนั้น ผมก็ได้โพสต์รูป "ถนน #26"  และ "ตลาดเซโจ" ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Rollei 35 ไว้ด้วยดังนี้...



นี่คือภาพแผนที่ซึ่งใช้นำทางในสมัยนั้น...


เช้าวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๗  ผมได้กลับไปเดินบนถนน #26 และ #27 อีกครั้ง...


ตรงมุมถนนได้พบหนุ่มพม่าใจดี...


ได้แผนที่มัณฑะเลย์มาอีก ๑ ฉบับ (ดังที่ได้เขียนเล่าไว้ ที่นี่)


๓๑ ปีผ่านไป ตลาดเซโจกลายเป็นตึกใหญ่อย่างที่เห็น!


เพื่อน ๆ ลองเปรียบเทียบกับภาพเก่าของถนน #26 และตลาดเซโจที่อยู่ข้างบนดูนะครับ  ทุกวันนี้ไม่มีรถม้าให้เห็นอีก  มีแต่แมงกะไซค์เต็มไปหมด!!


ถนนหนทางและบ้านเรือนเปลี่ยนไป...


ผมดีใจที่สามารถนำภาพตลาดเซโจในอดีตมาให้เพื่อน ๆ ได้ดู  ตัวเองก็แทบไม่เชื่อสายตากับการเปลี่ยนแปลง!   wikipedia กล่าวว่า ตลาดเซโจสร้างในสมัยพระเจ้ามินดง ใช้เนื้อที่ ๑๒ เอเคอร์ (เกือบ ๓๐ ไร่) เพื่อเป็นศูนย์รวมสินค้าการเกษตร เครื่องเพชรเครื่องพลอย เงินทอง และสินค้าหัตถกรรมอื่น ๆ ตลาดถูกไฟไหม้เสียหายหมดเมื่อปี ๒๔๔๐  ต้องสร้างใหม่อีกครั้งในปี ๒๔๔๖ โดยการออกแบบของ  Count Conte Calderari ชาวอิตาเลียน ด้วยโครงสร้างแบบก่ออิฐถือปูน (ถ้าไม่ผิดคงเป็นตลาดเซโจอย่างที่ผมได้ถ่ายภาพไว้นั่นแหละ)  ในปี ๒๕๓๓ ( ๗ ปีหลังจากที่ผมได้ไปเยือนและถ่ายภาพมา)  ตลาดเซโจซึ่งสร้างตามรูปแบบยุคอาณานิคมก็ถูกทุบทิ้ง แล้วสร้างเป็นศูนย์การค้าอย่างที่เห็น...

ผมเคยบันทึกไว้เมื่อปี ๒๕๒๖ ว่า...
เผลองีบไปหน่อย!  ตอนเย็นผมอาบน้ำแล้วออกไปเดินตลาดอีกครั้ง ซื้อสับปะรด ๐.๕๐ จ๊าด ขนมปัง ๓ จ๊าด (พบทีหลังว่าขี้นรา) และ มะม่วง ๒ จ๊าด  ผมขอซื้อขนม…คนขายกลับไม่เอาตังค์  เค้าแถมให้พรี ๆ พร้อมใส่ถุงให้ด้วย!!
หุหุ สับปะรดราคาครึ่งจ๊าดที่ตลาดเซโจ... มีใครเชื่อบ้าง?  ขนมให้ฟรีอีกต่างหาก!!!

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Travellin' light ไปพม่า - บรรยากาศยามเช้าที่มัณฑะเลย์

๕ เมษายน ๒๕๕๗... วันนี้เป็นวันที่ ๓ ในมัณฑะเลย์  ตื่นนอนด้วยอาการวิงเวียนนิด ๆ... ผมบอกตัวเองว่าถ้าไม่มั่นใจ วันนี้ก็อย่าเช่าจักรยานขี่เลย! คนสูงวัยจะทำอะไรก็ต้องคิดบวกลบคูณหารให้ดีว่าคุ้มหรือเปล่า?


จริง ๆ แล้ว ทุกครั้งที่เดินทางกับ Air Asia ผมจะต้องซื้อประกันพ่วงไว้ด้วย (จ่าย ๒๙๙ บาท สำหรับ package เดินทาง ๑๑-๓๐ วัน) เจ็บป่วยก็เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่ขออย่าให้เป็นอะไรจะดีกว่า ไม่สนุกเลย หากจะต้องมาแข้งขาหัก่ หลังจากออกเดินทางได้แค่ ๓-๔ วัน!

(Tips - ถ้าไม่สบายไปหาหมอ นอกจากใบเสร็จรับเงินแล้ว อย่าลืมขอรายงานจากหมอด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเคลม)

ผมตื่นแต่เช้า แล้วย่องลงไปอาบน้ำล้างหน้าสีฟัน...รีบเร่งเร็วพลันแต่งตัวทันใด รับประทานอาหารเร็วไว เสร็จแล้วจะได้รีบไป "เตียวแอ่ว" (เดินเที่ยว)  

หลังจากเสริมพลังด้วยอาหารเช้าแบบที่เรียกกันว่า American Breakfast (ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องไปกินเลียนแบบพวกที่อยู่คนละซีกโลกกับเราด้วย)  รู้สึกว่าดีขึ้น... ผมพร้อมแล้วสำหรับการท่องเที่ยวมัณฑะเลย์ในวันที่สาม  ออกไปยืนอยู่บนถนน 25 ถ่ายภาพบรรยากาศยามเช้าหน้าโรงแรม Royal ไว้ ๑ บาน


สองจิตสองใจอยู่เหมือนกันว่าจะเดินเที่ยวหรือปั่นจักรยานดี?  ในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะย่ำต๊อก ไม่มีอะไรดีกว่าใช้ ๒ ขา!  อย่างไรก็ตาม ถ้าเพื่อน ๆ ไม่อยากเดิน ผมขอแนะนำให้ใช้บริการสามล้อรับจ้าง หรือที่เรียกว่า Trishaws  ซึ่งไม่แพงอย่างที่คิด!  หาสารถีที่พูดภาษาอังกฤษได้ พาเราเที่ยววันนึง...เต็มที่ให้ไปเลย ๑๐,๐๐๐ จ๊าด หรือประมาณ ๓๕๐ บาท คุ้มสุด ๆ ครับ เป็นการกระจายรายได้ให้ผู้ทำมาหากินอย่างสุจริต หรือที่กล่าวว่า "Money should be circulated" อ่ะ!


ถนนหนทางยังว่างอยู่...


ผมเริ่มออกเดิน ในขณะที่ผู้คนเริ่มออกจากบ้านคล้ายนกออกจากรัง!



แสงแดดยามเช้าทำให้การถ่ายภาพย้อนแสงได้บรรยากาศไปอีกแบบนึง...


ร้านรวงส่วนใหญ่ยังปิดอยู่...


บ้างก็กำลังจะเริ่มให้บริการ...


ที่พร้อมแล้วก็มี...


บูธขายหมากพลูสำหรับคนเปรี้ยวปาก...


ขายน้ำมันสำหรับมอเตอร์ไซค์...


ผมเดินไปตามถนน 26 จนถึงหอนาฬิกา (clock tower)  เห็นแล้วคิดถึงหอนาฬิกาที่ ๕ แยกนครลำปาง...


ยังไม่ ๙ โมง...


ซูมให้เพื่อน ๆ ดูชัด ๆ...


ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้มาสัมผัสบรรยากาศยามเช้ากลางใจเมืองมัณฑะเลย์ด้วยกัน!

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – ตั๋วเรือไปพุกาม


ดูจากแผนที่ ถ้าขี่จักรยานถึงรูปปั้นสิงห์คู่ บนถนน 89 (ใกล้กับวัด Waiyan Bontha) ก็แสดงว่าผมอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ Gaw Wein แล้ว...


ป้ายข้างหน้าบอกว่าผมมาถูกทาง...



เห็นคลอง Thinga Yarzar อยู่ด้านขวา...


สุดถนน 35 ผมก็ได้พบกับแม่น้ำอิรวดี   จอดถ่ายภาพจักรยานคันเก่งไว้หน่อย แล้วค่อยขี่ไปท่าเรือ (jetty)



เว็บ myanmars.net กล่าวไว้ว่า...
Gaw Wein Jetty is a historical Jetty of ancient Mandalay, used by the British to put an end to the Third Myanmar Empire. Gaw Wein means west gate or the west entrance of Mandalay. King Thibaw was exiled to India from this jetty by the British. This jetty is located at the corner of 35th Street and Strand Road in Mandalay.
ผมมองลงไป เห็นเรือจอดเทียบอยู่หลายลำ...


มีทั้งเรือเร็วเรือช้า...


ผมมองหาที่จำหน่ายตั๋ว ไม่รู้จริง ๆ ว่ามันอยู่ตรงไหน ท้องฟ้ามืดครึ้ม ดูท่าว่าจะมีพายุ....

เห็นชาวพม่ากลุ่มหนึ่งยืนอยู่บริเวณเกาะกลางถนน ตรงข้ามกับท่าเรือ ผมจูงจักรยานไปหา แล้วถามว่าจะหาซื้อ boat ticket ได้ที่ไหน?  โชคดีมีคนหนึ่งที่พอจะเข้าใจภาษาอังกฤษ เขาตะโกนสอบถามคนอื่น ๆ เป็นภาษาพม่า  ผมไม่เข้าใจ...ได้แต่มองหน้าคนนั้นที คนโน้นที ในที่สุดเขาก็อาสาพาไปส่ง คว้าจักรยานยนต์แล้วออกขี่นำหน้า...ให้ผมปั่นจักรยานตาม (เส้นสีแดงในภาพถ่ายดาวเทียม)

พายุแรงขึ้น ผมต้องออกแรงปั่นฝ่าทั้งลมและฝุ่น ตามไปจนถึง cabin เล็ก ๆ (ลักษณะคล้าย ๆ ตู้คอนเทนเนอร์) ตั้งอยู่ริมทางที่ผมปั่นผ่านไปแล้วครั้งหนึ่ง หนุ่มพม่าผู้ใจดีพาผมเปิดประตูเข้าไปใน office  มีชายลักษณะคล้ายคนจีนพูดภาษาอังกฤษได้ดี กับพนักงานสาวอีก ๑ คน เขาบอกว่าที่นั่นไม่ได้เป็นที่จำหน่ายตั๋ว slow boat   แต่เป็นบริษัทท่องเที่ยวที่มีเรือล่องระหว่างมัณฑะเลย์และพุกาม เป็น "River Cruise" ราคาค่าโดยสารพร้อมอาหารคือ $45   คงจะดูออกว่าเจ้าหมอเนี่ยคงไม่สนใจซื้อเป็นแน่แท้แต่ก็ยังต้อนรับขับสู้...สาวพม่ายื่นน้ำดื่มขนาดครึ่งลิตรให้ ๑ ขวดเพื่อดับกระหาย

ผมถามว่าแล้วจะซื้อตั๋ว slow boat ที่ต้องการได้ที่ไหน?  คำตอบคือต้องไปซื้อที่ท่าเรือโน่น  อ้าว...ผมไปมาแล้วไม่เห็นมีที่ขายตั๋วเลย เค้าบอกว่าต้องลงไปซื้อถึงข้างล่าง ตกลงผมต้องขี่จักรยานย้อนกลับไปอีกหรือเนี่ย?   พายุกระหน่ำแรงขึ้น ผมลืมตาแทบไม่ขึ้นเพราะฝุ่น ต้องแข็งใจปั่นจักรยานต้านลมกลับไปท่าเรือ (เส้นสีเขียว) 

พอไปถึง เทวดาคงจะปรับลูกบิดเร่งเต็มที่ ทั้งลมทั้งฝุ่นทำเอาผมเกือบยืนไม่ติด ต้องหลับตาและกลั้นหายใจ...พยายามประคองจักรยานเอาไว้ไม่ให้ล้ม!!


ใบไม้ร่วงหล่น พร้อมกับเสียงหวีดหวิวของลมพายุ ผมอยากถ่ายวิดีโอมาให้เพื่อนดู...แต่ไม่สำเร็จ

ไม่ได้เดินลงไปดูข้างล่าง (ตรงที่มีเรือเทียบ) เพราะเชื่อว่าคงไม่มีตั๋ว slow boat จำหน่าย! ผมจูงจักรยานไปที่เกาะกลางถนนอีกครั้ง เจอหนุ่มพม่าคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์นำทางผมไปหาซื้อตั๋วยังคงอยู่ที่นั่น ผมบอกว่าที่ไปส่งเมื่อกี้นี้ไม่มีตั๋วเรือ(ช้า)อย่างที่ต้องการ  ท่าทางของผมคงจะดูน่าเวทนาสุด ๆ หนุ่มพม่าเดินไปหาคำตอบอีกครั้ง  แล้วกลับมาบอกว่าคราวนี้จะพาไปที่ใหม่ ให้ขี่จักรยานตามไปอีก  ผมจูงจักรยานลงไปตั้งตัวแล้วปั่นตามไป (เส้นสีฟ้า)  ผมพยายามถีบสุดแรงเพื่อตามให้ทัน  เลี้ยวขวาออกไปตามถนนอีกเส้นหนึ่ง จนถึงอาคารสองชั้น ประตูหน้าต่างทาสีเขียว หนุ่มผู้มีน้ำใจบอกผมว่า "ที่นี่แหละ"

จริงด้วย!  มาถูกที่แล้ว ที่นั่นคือ Inland Water Office เป็นที่จำหน่ายตั๋วเรือไปพุกาม  ผมขอบคุณ จับมือกันก่อนที่เขาจะขี่รถออกไป...

ซื้อตั๋วกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง...ผมยื่นหนังสือเดินทางให้ พร้อมกับเงิน $15   เจ้าหน้าที่บันทึกลงสมุดแล้วออกตั๋วใบเล็ก ๆ ให้ บอกด้วยว่าเรือออกเวลา 5.30 AM  แต่ให้ไปถึงท่าเรือเวลา 5.00 AM


ซื้อตั๋วเรือได้แล้ว ผมเดินมาหาจักรยาน ลมพายุสิ้นฤทธิ์แล้ว ทิ้งเศษใบไม้ไว้เกลื่อน แถมยังทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ผมได้ยินเสียงหวอรถดับเพลิง เห็นเจ้าหน้าที่ Inland Water ออกมายืนแหงนหน้าดู!


เกือบ ๕ โมงเย็น...เห็นท่าจะต้องกลับที่พักแล้วล่ะ!

ตอนนี้ผมบอกได้แล้วว่าพรุ่งนี้อยู่เที่ยวอีก ๑ วันเต็ม ๆ ก่อนจะนั่งเรือจากมัณฑะเลย์ไปพะโคะคุ (Pakokku) วันมะรืนนี้

วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – Gaw Wein Jetty

จากวัดสันตะมุนี ผมขี่จักรยานไปตามถนนเลียบคูเมือง รู้สึกคล้าย ๆ กับที่เชียงใหม่ ตอนขี่จักรยานผ่านถนนมณีนพรัตน์ไปเล่นดนตรีที่ห้องอาหารศรีสุรางค์ แจ่งหัวริน แต่ที่นี่ต้องไม่ลืมขี่ชิดขวา...


ผ่าน Yadanabon Zoological Gardens (4) ทางด้านขวามือ...


มีท่าเรือ ๓ แห่ง คือ ท่า Kywe Zoon, ท่า Mayan Gyan  (ไป Mingun)  และท่า Gaw Wein


ต้องไปที่ท่า Gaw Wein ซึ่งอยู่ไกลกว่าเพื่อน...


ผมปั่นจักรยานผ่านสิ่งก่อสร้างทั้งเก่าและใหม่...




วัดและเจดีย์มีมากเหลือเกิน (คิดถึงตอนเดินออกจากสถานีรถไฟแฟรงก์เฟิร์ต...จังงังด้วย sex shop)







ระหว่างทาง ผมได้เห็นตลาด ซึ่งมีผักผลไม้จากชนบทมาลงมากมาย....


มีรถทั้งขนของ...ขนคน!


ได้เห็นชีวิตของชาวพม่าแบบไม่ต้องจัดฉาก...


ท่ามกลางการจราจรและการขนส่งที่สับสนวุ่นวาย ไม่มีใครแสดงความฉุนเฉียวหรือขุ่นเคืองให้เห็น!


ทุกคนปฏิบัติไปตามหน้าที่...




หน้าตาก็ยังคงเปื้อนยิ้ม...


คิดแล้วก็อดแปลกใจตัวเองไม่ได้  ไม่รู้ว่าขี่จักรยานฝ่าการจราจรที่หนาแน่น วุ่นวาย และเฉียดฉิวไปได้อย่างไร?  วันนี้ถ้ากลับที่พักได้โดยกระดูกกระเดี๊ยวไม่หักไม่ร้าว คงจะต้องทำเรื่องขอรับประกาศนียบัตรสอบผ่านการขับขี่จักรยานในมัณฑะเลย์ อิอิ!

ความประทับใจที่ได้เต็ม ๆ มาจากเด็ก ๆ กับรอยยิ้มและดวงตาที่ใสซื่อ...





ผมมัวแต่หลงชื่นชมอยู่กับชีวิตผู้คนและเด็กน้อย (ไร้ Tablet) มารู้ตัวอีกทีก็เกือบ ๔ โมงเย็น!

ต้องรีบปั่นไปท่าเรือ Gaw Wein...  ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหาซื้อตั๋วเรือได้ที่ไหน?