วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปั่นจักรยานในเสียมเรียบ - หัวกะโหลกที่วัดใหม่ (ทุ่งสังหาร)


คว้าหนังสือ "๔ ปี นรกในเขมร" เขียนโดย "ยาสึโกะ นะอิโต" แปลโดย "ผุสดี นาวาวิจิต" ขึ้นมาเปิดหน้า ๒๒๖-๒๒๘ แล้วพิมพ์ข้อความต่อไปนี้มาให้เพื่อน ๆ อ่าน...
ทหารพอลพอตเอาจอบ เสียม และพลั่วมาคืน มีรอยเลือดและเส้นผมติดเป็นกระจุกทุกอัน!
ตอนบ่าย พวกทหารกลับออกจากหมู่บ้าน... ไม่นานนักชาวบ้านที่ออกไปก็หอบเสื้อผ้าเปื้อนดินกลับมา พวกเขาบอกว่า เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ใกล้เนินดินใหญ่สามเนินรอยขุดและฝังกลบใหม่ ๆ ผู้หญิงที่อยู่หลังบ้านร้องไห้จนตาบวม ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาปลอบว่า "รอไปก่อน--- อย่าเพิ่งไปขุดดูอะไรเลย---เดี๋ยวจะโดนข้อหาขบฏ"สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ มีข่าวลือว่า การประหารชีวิตครั้งทึ่ ๒ ผู้จะถูกประหาร คือ พวกที่เคยเป็นข้าราชการของรัฐบาลเก่า พวกหมอ และครู ส่วนครั้งที่ ๓ ก็คือ คนที่มีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คงจะไม่มีใครเหลือรอดชีวิตอยู่เลย
ภาพจาก oknation.net
ตอนกลางคืน เป็นยามที่รู้สึกสยองขวัญที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่ ตอนกลางคืนที่เงียบอยู่แล้ว พอมีเสียงอะไรดังขึ้นหน่อย ทุกคนก็แทบจะกระโดด............
การขาดแคลนอาหารดูจะรุนแรงมากขึ้นยิ่งทุกวัน ที่คิดว่าร้ายแรงจนถึงที่สุดแล้วก็ยังมีแย่ไปกว่านั้นอีก จากข้าวต้มกลายเป็นน้ำข้าว ในที่สุดเหลือเพียงน้ำร้อนเฉย ๆ อาหารสำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่มี ๑๖๐ คน แต่ละวันคือข้าว ๑๖ กระป๋องนม เราแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ๕ กลุ่ม เอาข้าวสารกระป๋องนมไปต้มในหม้อ เห็นเป็นน้ำใส ๆ มองไม่เห็นเม็ดข้าวเลย ได้กินอย่างนี้วันละ ๒ มื้อ ทุกคนต้องไปล่างูบ้าง กบเขียดบ้าง หนูนาบ้าง มากินเป็นอาหาร ฉันก็พลอยได้รับส่วนแบ่งจากพวกเขาอีกทีหนึ่ง ฉันกินแมงป่องพลางนึกถึงกุ้ง ตอนกินกิ้งกือก็นึกถึงกั้ง ขณะที่กินนั้นรู้สึกว่ารสชาติเหมือนกันจริง ๆ
แมงมุมตัวดำ ขายาว ๆ เอามาเผาแล้วทุบกิน มีกลิ่นเหมือนเม็ดอัลม่อนต์ ฉันหาของพวกนี้กินเองไม่ได้ ต้องคอยอาศัยรับส่วนแบ่งจากคนอื่น........
หน้าแรกเขียนว่า "ชาวไทยทั้งหลายสมควรอ่านเรื่องนี้อย่างยิ่ง"  ผมก็อยากให้ได้อ่านกันมาก ๆ เช่นกัน  เผื่อว่าภาพเช่นนี้จะมีให้เห็นน้อยลง!


ภาพจากอินเทอร์เน็ต
ต้องขออภัยที่แทรกความห่วงใยมายังเพื่อนร่วมชาติ ผมแค่อยากเตือนสติให้รู้ว่าหากคนไทยในสังคมก้มหน้ายังคงใช้ชีวิตแบบตัวใครตัวมัน มากด้วยความเกลียดชัง โดยไม่คิดที่จะหันไปศึกษาสิ่งที่เกิดกับเพื่อนบ้านในอดีต  ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าสักวันหนึ่งเราอาจต้องสร้างอนุสรณ์สถานอย่างที่ผมได้ไปเห็นที่วัดทะไมหรือวัดใหม่ขึ้นไว้ในเมืองไทย!


















ผมพูดได้แค่นี้แหละ อีกไม่นานก็จะไปแล้ว คงไม่ทันได้เห็น!  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น