แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารภี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารภี แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

FB Trip ไปสารภีครั้งที่ ๒

ขอกลับมาเขียนเรื่อง "FB Trip" (การเดินทางโดยมีจักรยานพับแนบข้างไปด้วย) อีกครั้ง พอดีช่วงนี้ยังไม่มีโอกาสได้แบกเป้ไปไกล ๆ เปิดปฏิทินดูแล้วก็ยังหาช่วงเวลาเหมาะสมสำหรับการไปลาวใต้ไม่ได้! ผมคงต้องนำจักรยานขึ้นรถไฟไปลงตามสถานีในจังหวัดใกล้เคียง แล้วปั่นเที่ยววัดวาอาราม หาภาพมาฝากเพื่อน ๆ เป็นการแก้ขัดไปก่อน!


ผมยังยืนยันว่า FB Trip เป็นการท่องเที่ยวที่ประหยัดและสะดวกสำหรับทริประยะสั้น ๆ  ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากไปเที่ยวอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ผมก็แค่นำจักรยานขึ้นรถไฟฟรีขบวน 408 (เชียงใหม่ - นครสวรรค์) ไปลงสถานีรถไฟเด่นชัย หาที่พักราคาถูกใกล้ ๆ ให้ได้แล้วใช้เวลา ๔-๕ ชั่วโมงปั่นเที่ยว วันรุ่งขึ้นก็ตื่นให้ทันสัมผัสบรรยากาศยามเช้า ใช้เวลาอีกเกือบครึ่งวันให้คุ้มค่าก่อนนั่งรถไฟขบวน 407 กลับ...




แนะนำให้เดินทางในช่วงวันอังคาร-พฤหัส เพราะรถไฟจะว่าง...นั่งสบายมากกกก


นำจักรยานพับขึ้นรถไฟไม่มีปัญหา รฟท. ประกาศไว้แล้วว่าไม่ต้องเสียค่าระวาง


จากห้างฉัตรถึงสารภีใช้เวลาไม่ถึง ๒ ชั่วโมง มีภาพดี ๆ ให้เห็นตลอดทาง....





จากสถานีป่าเส้า เจ้าดีเซลรางเปิดหวูด เร่งเครื่องตรงไปยังสถานีสารภี!!  ถึงแล้วจ้า...


สถานีย่อยรายทางอย่างนี้ส่วนใหญ่จะถูกจัดไว้อย่างสวยงาม เพื่อน ๆ รู้สึกได้เมื่อก้าวลงสู่ชานชาลา...


ผมกางจักรยานออกแล้วดูนาฬิกา เพิ่งบ่าย ๒ โมงครึ่ง ยังมีเวลาอีกไม่น้อยกว่า ๔ ชั่วโมง โพยในมือบอกชื่อวัดที่จะต้องตามเก็บดังนี้...

  • วัดป่าแคโยง
  • วัดกองทราย
  • วัดผางยอง
  • วัดดอนจืน
  • วัดเชียงแสน
  • วัดกอมะม่วงเขียว


ลุยเล้ยยยยยยยยย......

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ห้างฉัตร - ป่าเส้า

เพื่อน ๆ ที่รักครับ!  ผมเขียนเรื่องการเดินเที่ยวในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘ มาอย่างต่อเนื่อง ยังคงมีอีกหลายแห่งที่ได้ไปเยือน นอกจากนั้นวันรุ่งขึ้นก็ยังได้เช่าจักรยานปั่นเที่ยวอีกครึ่งวัน ผมคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าจะเล่าให้ได้ครบถ้วน พอดีเมื่อวานนี้ได้นำจักรยานขึ้นรถไฟจากสถานีห้างฉัตรไปลงที่สถานีป่าเส้า (ลำพูน) แล้วปั่นไปเชียงใหม่ ระหว่างทางมีโอกาสแวะชมวัดหลายวัด (ถ่ายภาพไว้เกือบ ๔๐๐ บาน) ก็เลยอยากจะหยุดเรื่อง "Travellin' light ไปเขมร" เอาไว้ก่อน...แล้วหันมาเขียนเรื่อง "FB Trip" ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ 

๑๒.๑๕ น. ผมปั่นจักรยานพับออกจากบ้าน ใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาทีถึงสถานีห้างฉัตร...


พับจักรยานตั้งไว้... รอขึ้นรถไฟขบวน 407 วิ่งจากนครสวรรค์ไปเชียงใหม่


เวลารถเข้าคือ ๑๒.๔๕ น. แต่วันนี้เสียเวลา...


รอจนบ่ายโมงกว่า เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าจะไปลงไหน ผมตอบว่า "ป่าเส้า" พร้อมกับยื่นบัตรประชาชนให้เพื่อขอตั๋วฟรี คงเป็นเรื่องน่าแปลกไม่น้อยที่ผู้โดยสายซึ่งมีอยู่คนเดียวในวันนี้จะนำจักรยานไปลงที่สถานีป่าเส้า...


ประมาณบ่ายโมงครึ่งรถไฟเข้าเทียบชานชาลา ผมสวมหมวกกันน็อค สะพายกล้อง หิ้วจักรยานด้วยมือขวา กดปุ่มเปิดประตูเมื่อรถจอดสนิท เป็นผู้โดยสารคนเดียวจริง ๆ ที่ก้าวขึ้นไปบนขบวนม้าเหล็ก วันนี้ผู้โดยสารไม่มาก มีที่ว่างเยอะ ผมตั้งจักรยานไว้...แล้วครอบครองพื้นที่เบาะขนาดนั่ง ๓ คนไปคนเดียวตลอดทาง


ผมจำสถานีที่จะต้องผ่านได้หมด วันนี้มากับเจ้า D50 ขอกดชัตเตอร์เก็บภาพสถานีปางม่วงไว้ ๑ บาน...


กล้องที่คุณเมธีให้มายังคงใช้งานได้ดี ผมใช้เก็บภาพบนตู้รถมาให้เพื่อน ๆ เห็นว่าผู้โดยสารเค้านั่งกันสบายจริง ๆ



รายนี้นอนหลับไปตลอดทาง...


เก็บภาพนอกหน้าต่างมาฝากด้วยครับ...



หลังจากวิ่งเข้าถ้ำ รถไปจอดที่สถานีขุนตาน - ทาชมภู - ศาลาแม่ทา - หนองหล่ม - ลำพูน แล้วก็ถึง "ป่าเส้า"  





ก็ยังเป็นคนเดียวที่ลงสถานีป่าเส้า ผมเห็น พขร. โบกธงเขียวส่งสัญญาณให้รถวิ่งจากไป....



นำเจ้าเพื่อนยากมาถ่ายรูปหน้าป้ายซึ่งแจ้งว่าสถานีสารภีอยู่ห่างจากป่าเส้าไป ๘.๑๔๒ กิโลเมตร ครั้งก่อนก็ไปลงที่นั่น คราวหน้าผมน่าจะลงที่สถานีลำพูนซึ่งห่างจากที่นี่แค่ ๕.๔๓๒ กิโลเมตรเอง...


ผมหิ้วจักรยานออกมาด้านหลังอาคารสถานี... เหมือนกับที่สารภี


อยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นการจัดบริเวณสถานีรถไฟให้ดูงดงาม...



ใช้เวลาไม่ถึง ๑ นาทีในการกางจักรยานออก...


เรียบร้อยก็โชว์ตัวซะหน่อย...



หยิบแผ่นกระดาษที่ได้จดไว้ว่ามีวัดอะไรอยู่ในเส้นทางออกมาดู...


"วัดป่าเส้า" อยู่ใกล้นิดเดียว!  ผมปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปทันที...

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วัดกู่เสือ อ.สารภี เชียงใหม่


จากวัดเวฬุวัน (1) ผมปั่นจักรยานขึ้นไปอีกประมาณ ๘๐๐ เมตร ถึงวัดกู่เสือ (2)...


ทางด้านซ้ายมือนั่นไง! เส้นทางตรงไปยังซุ้มประตูใหญ่...มองเห็นวิหารอยู่ข้างใน





อ่าน "ประวัติวัดกู่เสือ" ก่อนนะ....
วัดกู่เสือ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๕ เดิมชื่อ "วัดปูเสื้อ" ตำนานเล่าว่า ก่อนที่จะตั้งวัด ณ บริเวณนี้ เคยตั้งอยู่ริมน้ำปิงฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่หยุดพักของพ่อค้าและผู้คนที่เดินทางไปมาระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองลำพูน มีพระธุดงค์รูปหนึ่งได้เดินธุดงค์มาพักที่แห่งนี้ ชาวบ้านต่างพากันมากราบไหว้ และนำภัตราหารมาถวาย เห็นว่าท่านไม่มีอะไรปูนั่ง จึงถอดเสื้อให้ปูนั่ง
ต่อมาท่านได้นำชาวบ้านสร้างวัดขึ้นโดยตั้งชื่อว่า "วัดปูเสื้อ" วัดปูเสื้ออยู่ใกล้แม่น้ำปิง เป็นที่ราบลุ่มและอยู่ทางทิศใต้เวียงกุมกาม สันนิษฐานว่า ครั้งเมื่อน้ำท่วมเวียงกุมกาม วัดจึงถูกน้ำท่วมไปด้วย ประกอบกับเกิดศึกสงครามพม่า ทำให้วัดถูกทำลาย และร้างไปหลายร้อยปี เมื่อมีคนอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ และเห็นว่าวัดปูเสื้อเหลือแต่ซากปรักหักพังมากเกินกว่าจะบูรณะปฏิสังขรณ์ ทั้งยังเป็นที่ราบลุ่มห่างไกลจากถนนใหญ่ ชาวบ้านจึงพากันย้ายมาที่นี่
ต่อมาชาวบ้านพบว่าบริเวณนี้มีกู่ร้าง (เจดีย์ร้าง) จึงได้สร้างวัดใหม่ โดยสร้างเจดีย์ครอบองค์เดิม แล้วเปลี่ย่นชื่อใหม่ว่า "วัดกู่เสือ" ทั้งนี้เนื่องจากมีเสือลำบากท้องแก่ตัวหนึ่งถูกนายพรานยิงมาจากบริเวณกู่แดง และมาคลอดลูกอยู่ใกล้กับกู่ร้าง ชาวบ้านจึงตั้งชื่อวัดว่า "วัดกู่เสือ" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



ถัดจากซุ้มประตู ศาลารูปทรงทันสมัย (1) ตั้งเด่นอยู่ด้านขวามือ....



วิหารหลังใหญ่ (2) ตั้งอยู่ตรงกลางดูงามยิ่ง...





หลังวิหารประดิษฐานพระเจดีย์ (3) สีทองพร้อมรูปปั้นเสือนับสิบ...




พระอุโบสถ (4) เขตสังฆกรรมตั้งอยู่ด้านข้าง...







“ศาลามาต๋ามหน้าบุญ”… เข้าใจว่าคงจะใช้งานเหมือนอาคารศาลาการเปรียญ!



แต่อาคารหรูชั้นเดียวที่เห็นนั้น…ผมมิอาจทราบได้!


ลาก่อน...กู่เสือ!  ตาแก่เมืองรถม้าก้มหน้าปั่นจักรยานออกจากวัด