วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Travellin' light ไปพม่า - ตะวันทอแสง

วันศุกร์ที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๖ จำได้ว่าตอนบ่าย ๆ ผมเดินขึ้น Mandalay Hill แล้วใช้กล้อง Rollie 35 บันทึกภาพเบื้องล่างเก็บไว้...


แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเมื่อเวลาผ่านเลยไป ๓๑ ปี... วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗ ผมมีโอกาสได้กลับไปปีนสู่ยอด Mandalay Hill อีกครั้ง  คราวนี้บรรยากาศดีกว่าครั้งก่อน เพราะพระอาทิตย์กำลังตกดิน



บ้านเรือนเบื้องล่างเปลี่ยนไปเยอะ...



แม้ตัววัดและสิ่งก่อสร้างข้างบนนี้ก็เช่นกัน...






สมัยก่อนยังไม่มีกระเบื้องปูพื้นและการประดับประดาเช่นนี้...




และนี่คือภาพ Mandalay Hill ในอดีต...



วันนี้แสงสีบน Mandalay Hill เปลี่ยนไป...



แต่ตะวันทอแสงไม่เคยเปลี่ยน...

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ผู้ไม่ยอมแพ้

เพื่อน ๆ คงจะเคยได้ยินประโยคทองของ Ernest Hemingway ที่ว่า “A man can be destroyed but not defeated.” และได้เห็น ไคล์ เมย์นาร์ด (Kyle Maynard) ชายพิการผู้ไม่ยอมแพ้ในโลกอินเทอร์เน็ต…


ในนิตยสารคู่สร้างคู่สมฉบับวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ คุณประพนธ์ได้เขียนไว้ว่า…

ใครที่คิดว่าชีวิตของตัวเองลำบากยากเย็นแสนสาหัส มันอาจช่างเล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับ ไคล์ เมย์นาร์ด (Kyle Maynard) เจ้าของอัตชีวประวัติจากหนังสือชื่อ “No Excuses” (ไม่มีข้ออ้าง) ที่เขาต้องเผชิญมาตั้งแต่แรกเกิด


ไคล์ เมย์นาร์ด ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เกิดเมื่อปี ๒๕๒๙ ในสภาพร่างการผิดปกติ เรียกว่าพิกลพิการยิ่งกว่าขอทานทั้งหลายที่เราเคยเห็นตามสะพานลอยข้ามถนน ไคล์เกิดมาพร้อมกับภาวะที่เรียกว่าหายากมากเพราะแขนสองข้างมีแค่ท่อนบน ขาก็กุดแค่เข่าเหมือนเป็นตอสั้น ๆ

เมื่อเขาโตเต็มที่ วัดความสูงได้แค่ประมาณ ๑๒๐ ซม. เท่านั้น

คนพิการแขนขากุดมาแต่กำเนิดแบบไคล์นี้ ตามสถิติทางการแพทย์มีอยู่แค่ ๑ ใน ๒-๓ ล้านรายเท่านั้น หลายคนคิดว่าคงต้องใช้ชีวิตอยู่บนเก้าอี้รถเข็น และมีคนคอยช่วยดูแลช่วยเหลือไปตลอดชีวิต อาชีพที่จะทำได้คงมีแค่เป็นขอทานอย่างเดียว แต่สำหรับไคล์ เมย์นาร์ดแล้ว.. มันไม่ใช่

เชื่อไหมว่าเขาสามารถช่วยตัวเองได้ทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่แขนกุดแค่ศอก ขาด้วนแค่เข่า แต่ไคล์ก็สามารถกินอาหารเองได้ เขียนหนังสือได้ด้วยลายมือสวยงาม พิมพ์ดีดได้เร็ว ๕๐ คำต่อนาที เล่นกีฬาได้ และเล่นได้ดีถึงขนาดได้เป็นแชมป์มวยปล้ำ เป็นนักยกน้ำหนักทำลายสถิติโลกในท่าเบนซ์เพรสดัดแปลง โดยยกได้ถึง ๓๖๐ ปอนด์หรือ ๓ เท่าของน้ำหนักตัว

เขาใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ การแต่งตัว ซึ่งนอกจากกลัดกระดุมแล้ว เขาทำทุกอย่างเองได้หมด รวมทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือ และการขับรถ

ไคล์ทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้ ก็ด้วยแรงบันดาลใจในทัศนคติที่ว่า “ไม่มีข้ออ้าง” ของเขานั่นเอง เขาไม่ยอมให้ข้อจำกัดทางร่างกายมาขวางเส้นทางแห่งความฝันของตนเองอย่างเด็ดขาด…..


แม้ว่าจะมีเรื่องราวของไคล์มากมายอยู่ในเน็ต ผมก็อยากจะนำบทความช่วงแรกของคุณประพนธ์มาเก็บไว้เพื่อให้เพื่อน ๆ อ่าน อยากให้เรื่องราวของไคล์เป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่ยอมแพ้ง่าย ๆ

มีชายคนหนึ่งแขนขาดีพร้อม สติปัญญาก็เป็นเลิศ หน้าตาก็อย่างที่เห็นนี่แหละ…


พี่ชายของผมเอง!  ชายผู้นี้ใช้เวลาวันละกว่า ๒๐ ชั่วโมงนอนอยู่บนเดึยง ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวัน ๆ มาได้ ๕-๖ ปีแล้ว!

ระหว่างไคล์ เมย์นาร์ดกับพี่ชายของผม  ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน!!!

Travellin' light ไปพม่า - สถานีรถไฟมัณฑะเลย์

ผมชอบสถานีรถไฟกรุงมัณฑะเลย์ตรงที่ว่ามันอยู่ใจกลางเมือง จากที่พักเดินไปก็ได้... 


ถ้าขี้เกียจเดิน...จะให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างไปส่ง ก็ต้องจ่าย ๑,๐๐๐ จ๊าด


หลังจากเติมพลังให้ร่างกายด้วยอาหารมื้อแรกราคา ๑๔ บาท สิ่งที่ผมจะต้องทำต่อ คือการสำรวจเส้นทางไปสถานีรถไฟ  เนื่องจาก Travellin' light ไปพม่าครั้งนี้ ผมมีความคิดที่จะนั่งรถไฟจากมัณฑะเลย์ไปมิตจีนา (รวมทั้งพินอูลวินด้วย)  แม้ว่าจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับขบวนรถ ค่าโดยสาร และเวลาเข้าออก จากเว็บ The Man in Seat 61 แล้ว แต่ผมก็ต้องไปดูทางหนีทีไล่ไว้ก่อน  จะได้รู้ช่องทาง เผื่อเวลาขึ้นรถไฟจริง ๆ จะได้ไม่งก ๆ เงิ่น ๆ!

บนเส้นทาง ผมเดินผ่านวัดฮินดูซึ่งอยู่ด้านขวามือ


ถึงสามแยกบนถนน 79 และถนน 27 (ใกล้ ๆ กับจุดที่รถบัส Air Asia จอดรับส่งผู้โดยสาร) ผมเลี้ยวขวา เดินไปตามถนนเลียบกำแพงรั้วรถไฟ...


ผมเห็นเพิงที่พัก ผู้คนหลับนอนบนพื้นถนน กองขยะ คนเก็บขยะ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ไม่กล้ายกกล้องขึ้นเก็บภาพเหล่านั้นไว้ เกรงว่าจะรุกล้ำเสรีภาพของผู้อื่นเกินไป!  


เดินไปประมาณ ๓ บล็อคถนน ผมก็เห็นสะพานลอยข้ามทางรถไฟอยู่เบื้องหน้า...


หยุดอยู่กลางสะพาน ผมถ่ายภาพรางเหล็กไว้ ๑ บาน คิดว่าความกว้างของรางคงจะเท่ากับของไทยเรา



ผมมองไปข้างหน้า เห็นอาคารสถานีรถไฟ ดูคล้ายกับว่าอาคารเก่าที่แท้จริง คือส่วนที่อยู่ชั้นล่างสุด ส่วนตึกที่อยู่ข้างบนนั่นน่าจะสร้างเสริมขึ้นมาทีหลัง ดูมันไม่เข้ากันเลย อย่างนี้ไม่เคยเห็นนะ!


มั่นใจแล้วว่าเป็นสถานีรถไฟ...ผมเดินตรงไป เห็นที่พักผู้โดยสารทางด้านขวา


ชอบสีเก้าอี้อ่ะ...


มีขบวนรถไฟจอดอยู่เบื้องล่าง....


เห็นป้ายชี้ทางลงไปยังชานชาลา 4-5...


นั่นคือบันไดลง...


บนเก้าอี้มีคนนั่งรอ บนพื้นก็มีคนนอนรอ ผู้โดยสารบางคนปูเสื่อนอนรอกันข้ามวันข้ามคืนเชียวล่ะ


ต้องหาห้องขายตั๋วให้ได้... เจอแล้วครับ!  รู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน...เวลามาซื้อตั๋วจะได้ไม่ต้องหา!

\
ผมไปยืนดูป้ายราคาค่าโดยสารรถไฟจากมัณฑะเลย์ไปมิตจีนา เห็นได้ว่าเค้าไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินั่ง ordinary class! 


มีบอร์ดแสดงเวลาเดินรถเป็นไฟวิ่ง ภาษาพม่าอ่านไม่ออก แต่ก็มีภาษาอังกฤษสลับ...


นาฺฬิกาข้างบนนั่นบอกเวลา ๑๖.๒๒ น. ผมต้องรีบไปที่ Tourist Information บนถนน 68 ใกล้ ๆ กับโรงแรม Mandalay Swan  เพื่อขอข้อมูลการท่องเที่ยว จำได้ว่าเคยไปที่นั่นเมื่อ ๓๑ ปีที่แล้วเพื่อซื้อตั๋วเรือ!

ผมรีบออกจากสถานีรถไฟ...เลี้ยวซ้าย...เดินไปตามถนน 78 จนถึงถนน 26  เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงไป!


ต้องเดินอีกไกล ไหวมั้ยลุง? 

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บล็อกใหม่


ผมใช้บริการ wordpress ในการเขียนบล็อก "ฟังลุงน้ำชาคุย" โดยทำไว้ ๒ ตัว (มีเนื้อหาเหมือนกันแต่รูปแบบของ theme ต่างกัน)  ตัวหนึ่งใช้ server ของ wordpress.com ซึ่งมีโฆษณาปรากฏในบล็อก อีกตัวหนึ่งอยู่บน server ของ wichai.net  ซึ่งไม่มีโฆษณา แต่ทุกอย่างจะหายไปหมด เมื่อผมไม่สามารถจ่ายค่า hosting หรือ พูดง่าย ๆ คือ เมื่อตายไปทุกอย่างใน wichai.net ก็จะสิ้นสุดลง...

ในขณะเดียวกันผมก็เขียนบล็อก "ช่างเหอะ" โดยใช้บริการของ blogger.com เท่าที่ผ่านมาการเขียนบล็อกและการอัพโหลดภาพบน blogger.com ราบรื่นดี แม้เน็ตที่ใช้จะช้าแต่ก็ยังคงทำได้ การแก้ไขสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ที่สำคัญคือผมมีความหวังลึก ๆ ว่าหากผมตายไป... เรื่องราวที่เขียนไว้ หรือภาพที่อัพโหลดเก็บไว้ใน cyber world ก็อาจยังคงเหลืออยู่!

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากสร้างบล็อกใหม่ขึ้นมาอีกตัว ควบคู่กับบล็อก"ช่างเหอะ"  เพื่อใช้เล่าเรื่องการเดินทางในรูปแบบของลุงน้ำชาโดยเฉพาะ ผมตั้งใจที่จะเขียน และ publish ก่อนตรงนี้ แล้วค่อย copy นำไปลงในบล็อก"คุยกับลุงน้ำชา" ทั้ง ๒ แห่ง

วันนี้ขอลองทดสอบดูก่อนว่าหน้าตาของบล็อกใหม่จะเป็นเช่นไร...

เพื่อน ๆ โปรดอย่าได้รำคาญนะครับ

Travellin’ light ไปพม่า – อาหารมื้อแรก

การเดินทางแบบเบาตัว (travellin’ light) ของผมครั้งนี้ แตกต่างกับทุกครั้งที่ผ่านมาตรงที่ไม่มีเสบียงอาหารใส่เป้มาด้วย   “ท่องพม่า”ครั้งที่แล้วผมรู้แล้วว่าจะสามารถหาของกินในพม่าได้ไม่ยาก และไม่แพงด้วย ผมอยากจะนั่งบนเก้าอี้ตัวเตี้ย ๆ หรือบนม้ายาวกินข้าวปลาอาหารอย่างที่ชาวบ้านเค้ากินกัน

เดินทางมาถึงมัณฑะเลย์แล้วได้เข้าที่พักตั้งแต่บ่ายโมง นับว่าเป็นกำไรสูงสุด ผมตั้งใจจะใช้เวลาแต่ละนาทีอย่างมีค่า บ่าย ๒ โมง…ได้เวลาออกทัวร์! ก่อนแต่งตัวออกจากเกสต์เฮ้าส์ ผมลงไปอาบน้ำ แล้วถือโอกาสถ่ายภาพห้องน้ำ(รวม)มาให้เพื่อน ๆ ดู

โปรดกรุณาอย่าต่อว่าผมเลย  ที่นำภาพห้องน้ำสกปรก ๆ หรือห้องนอนแคบ ๆ มาโพสต์ไว้  ภาพดูไม่สวยงาม (แตกต่างกับที่นอนหรือห้องน้ำในโรงแรมหรูอย่างที่นักเดินทางหลายท่านนำไปโพสต์ไว้ในเว็บ)   เพื่อจะได้มาก็ต้องพกกล้องลงไปอาบน้ำด้วย  ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นว่า การท่องเที่ยวแบบติดดินเช่นผม จะต้องพบกับความไม่สะดวกสบายอย่างไรบ้าง


อย่างเช่นในห้องน้ำ มันจะมีแมลงสาบซึ่งผมทั้งเกลียดทั้งกลัวออกมาทักทายทันทีที่ก้าวเข้าไป….


แต่งตัวเสร็จผมออกจากห้อง ก้าวลงบันไดด้วยความระมัดระวัง พอเท้าสัมผัสพื้นเมื่อใด… ก็ปลอดภัยเมื่อนั้น!

แม้จะมีแผนที่เมืองมัณฑะเลย์ดาวน์โหลดเก็บไว้ในมือถือ แต่มันไม่สะดวกที่จะใช้ ผมจึงขอ free map ซึ่งทางเกสต์เฮ้าส์ถ่ายเอกสารไว้แจกมา ๑ ใบ พร้อมกับซื้้อน้ำเย็นมาด้วย ๑ ขวด (๓๐๐ จ๊าด)


ก้าวออกมายืนอยู่ด้านหน้าโรงแรม…ผมสูดหายใจเต็มปอด รู้สึกดีใจที่ตัวเองได้มายืนอยู่ในมัณฑะเลย์สมความตั้งใจ


ผมเอามือลูบท้อง จริง ๆ แล้วก็มิได้หิวโหยอะไร (ทั้ง ๆ ที่วันนี้มีแค่กาแฟ ๑ แก้วกับปาท่องโก๋ ๓ ตัว) แต่ก็ต้องบอกตัวเองให้หาอะไรกินก่อน

จาก Royal Guest House  เดินไปทางพระราชวัง  ยังนับก้าวได้ไม่มาก…ผมก็ถึงสี่แยก


ที่หัวมุม (จุดเหลือง) ผมเห็นแม่ค้ากำลังขายอะไรอยู่ก็ไม่รู้!


หยุดดูก่อน… ผมเห็นผู้เป็นสามีกำลังขูดมะพร้าว



ชายชาวพม่าเชื้อสายอินเดียคนหนึ่งเรียกให้ผมได้ลองชิม…


อีกคนหนึ่งชวนให้นั่งร่วมโต๊ะ…


ผมยกนิ้ว ๑ นิ้วบอกแม่ค้าก่อนที่จะนั่งลง รินน้ำชาอุ่น ๆ ดื่มรอ ไม่นานนักอาหาร (ถามชื่อแล้วแต่จำไม่ได้) ก็มาถึง


มองดูก็คล้าย ๆ ขนมเบื้องของไทยแต่ไม่มีรสหวาน ปราศจากเนื้อสัตว์  ไส้ประกอบด้วยมะพร้าว มะเขือเทศ ต้นหอม และอะไรอีก ๒-๓ อย่าง  มาพร้อมกับใบสะระแหน่ พริกขี้หนู มะนาว และหอมแดง  ผมบีบมะนาวใส่แล้วหยิบเข้าปาก  ตามด้วยหอมแดง ใบสะระแหน่ กัดพริกขี้หนูแล้วเคี้ยวตาม  โห…เก๋าเน่!  อร่อยจัง!

ให้มา ๒ ชิ้น ยังไม่พอ ผมสั่งมาอีก ๒ ชิ้น กินจนเกลี้ยงก็อิ่มพอดี!  วันนี้ไม่ต้องกินอีกแล้ว…

ผู้คนที่เห็นผมนั่งกินเช่นนี้ต่างให้ความเป็นกันเอง ผมสังเกตความพึงพอใจได้จากคำพูดและสายตาที่มองมา!


กินเสร็จแล้วเรียกเก็บตังค์ ผมได้ยินว่า”โฟร์ฮันเดร็ด”  โห…ชิ้นละ ๑๐๐ จ๊าดเท่านั้น!

ค่าอาหารมื้อแรกในมัณฑะเลย์ของผม เทียบเป็นเงินไทยแล้ว…แค่ ๑๔ บาทเอง!

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – หาที่พักในมัณฑะเลย์

Royal Guest House เป็นหนึ่งในรายชื่อโรงแรมที่ Lonely Planet แนะนำไว้ในรายชื่อ budget accommodation ผมมีชื่อนี้ไว้ในใจแล้ว…การหาที่พักในมัณฑะเลย์เมื่อเดินทางมาถึงในช่วงบ่ายวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗ จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าหนักใจ… 

Nain หนุ่มพม่าที่ทำงานให้กับ Air Asia พาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์มาส่งที่หน้าตึกสีชมพูสูง ๓ ชั้นบนถนน 25


เห็นชื่อ ROYAL  ไม่ได้จองไว้ล่วงหน้า…ผมหวังว่าที่นี่คงจะมีที่ให้ผมได้ซุกหัวนอน!


เปิดประตูเดินเข้าข้างใน….ผมเห็นเคาน์เตอร์ Reception อยู่ทางด้านซ้าย


มีพนักงานหนุ่มสาวซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดี…


ผมถามว่าพอจะมีห้องพักให้ตาแก่จากเมืองไทยบ้างไหม?   ข้ามาคนเดียว…ขอแบบถูก ๆ หน่อย  คำตอบคือ..มีห้องราคา $12 ห้องน้ำรวม  ผมถามว่ามีถูกกว่านั้นมั้ย?  สาวเจ้าจ้องหน้าผมแล้วบอกว่ามีอยู่ห้องนึง คืนละ ๑๐ เหรียญ จะดูห้องก่อนมั้ย?  จากนั้นก็พาผมไปดู….


ต้องขี้นบันไดไม้ซี่เล็ก ๆ สูงชัน… โชคดีที่ยังมีราวบันไดให้ยึดจับ!



ห้อง 8B อยู่ตรงข้ามห้องเก็บของ มีเตียงนอนอยู่ในห้องแคบ ๆ  อับทึบ…พนักงานต้องขึ้นมาเปิดพัดลมแรงสุดเพื่อไล่อากาศไว้ก่อน!


ในซอกเล็ก ๆ มีโต๊ะตั้งอยู่ พร้อมกระติกน้ำซึ่งไม่มีน้ำสักหยด!


ผมหลับตาเห็นภาพเตียงนอนที่ Mahabandoola Guest House ในย่างกุ้ง จำได้ว่าตอนนั้นผมจ่ายคืนละ $5 แต่วันนี้มีห้องแบบเดียวกันในมัณฑะเลย์ ต้องจ่ายคืนละ $10 ก่อนหน้านั้น Nain บอกผมว่าที่อื่น $20 หรือแพงกว่านั้น!!  เอาก็เอา! ผมตัดสินใจเลือกพักห้องที่ถูกที่สุด จ่ายค่าที่พักก่อน ๒ คืนด้วยธนบัตร $10 ใหม่เอี่ยม ๒ ฉบับ… ได้ใบเสร็จมา


มีที่พักในมัณฑะเลย์แล้วครับ

แต่ตอนขึ้นลงบันไดต้องระวังสุด ๆ ผมบอกตัวเองว่า “ถ้าตกลงไป…จบเกมส์แน่นอน!”

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – Naing

Travel light ช่างดีจริง ๆ ไม่ต้องจ่ายค่าโหลดกระเป๋า ไม่ต้องไปยืนรอรับเป้ที่สายพานลำเลียง… ผมเดินสะพายเป้ใบเล็ก ผ่านช่องศุลกากรไปได้โดยง่ายยิ่งกว่าไปจ่ายตลาด…
ผมเป็นคนแรกที่ออกไปยินเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ด้านนอกอาคารสนามบิน  หลังจากแลกเงินจากบูธแลกเงิน ๒๐ ดอลล่าร์  เห็น free shuttle bus ของ Air Asia จอดรออยู่แล้ว… 








แต่ละที่นั่ง มีเสื้อยืดคอกลมสีแดงคลุมอยู่ ถ้า Air Asia   อิอิ มีหลายตัว…น่าจะเอามาแจกผมสักตัวนะ  สีแดงซะด้วย!


คนขับกับชายเสื้อแดงรออยู่ใกล้ ๆ…


ผมต้องรออยู่นานทีเดียวกว่าเค้าจะติดเครื่อง เปิดแอร์ให้ผู้โดยสารขึ้นนั่ง  มีผู้โดยสารไม่เต็มคันรถ ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง  นอกจากผมแล้ว…ก็มีหญิงชายไทยคู่หนึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวา รถรออยู่นานทีเดียว กว่าจะเคลื่อนตัวออกจากสนามบิน…. มุ่งสู่ตัวเมืองมัณฑะเลย์

ระยะทางไกลนะครับ ถ้าหากไม่รู้ว่ามี free shuttle bus แล้วต้องเหมาแท็กซี่เหมือนที่ย่างกุ้ง ผมคิดว่าค่าโดยสารคงไม่ต่ำกว่า $10  ต้องขอบคุณ Air Asia ที่จัดให้มีรถบริการรับส่งฟรีระหว่างสนามบินกับตัวเมือง

พอรถออกวิ่ง ชายหนุ่มเสื้อแดงหน้าตาดีก็เริ่มต้นขอดู boarding pass แล้วนำไปเช็คกับรายชื่อผู้โดยสารที่อยู่ในมือ…


หลังจากเสร็จภาระกิจ ชายหนุ่มที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีก็เริ่มต้นอธิบายร่ายยาวกับฝรั่งที่อยู่ด้านหน้า เสร็จแล้วก็ขยับมาเรื่อย ๆ จนถึงคนไทยสองคนด้านข้าง แล้วก็ถึงผม ทำให้ทราบว่าเค้าพยายามจะแนะนำบริการทัวร์ให้นักท่องเที่ยว พูดจาดีครับ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์  ถามด้วยว่าตั้งใจจะพักที่ไหน พอผมบอกว่า Royal Guest House ก็บอกว่ารู้จักดี อยู่ทางไปบ้านพอดี แล้วจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่ง  ผมถามว่ามีนามบัตรมั้ย?  เขาล้วงกระเป๋าตังค์ออกมา แล้วหยิบนามบัตรส่งให้…


ชื่ออ่านยากหน่อยนะ ผมเรียกเค้าว่า “เหนียง” ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า?  เพื่อน ๆ ที่เดินทางไปมัณฑะเลย์ด้วยสายการบิน Air Asia แล้วใช้บริการ free shuttle bus ก็คงจะมีโอกาสได้เจอหนุ่มคนนี้…

์Naing เป็นคนมีน้ำใจ เขาพาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่หน้า Royal Guest House แถมยังเสนอที่จะพาผมเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ในช่วงบ่ายถึงค่ำในราคามิตรภาพด้วย  แต่พอดีผมอยากจะไปไหนมาไหนด้วยตนเองมากกว่า จึงไม่ได้ใช้บริการนำเที่ยวของเขา

ผมตั้งใจว่าจะเดินไปสถานีรถไฟก่อนเป็นอันดับแรก…