วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569

วัดท่าแฉะ - โบราณสถานเวียงลอ

  
ากวัดเวียงป่าสัก (W5) ผมปั่นจักรยาน 150 เมตร ถึงวัดท่าแฉะ (W6) 

 
 วัดท่าแชะ 
กลุ่มโบราณสถานตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองโบราณเวียงลอไปทางทิศตะวันตกของวัดเวียงป่าสัก พบฐานอาคาร 2 ส่วน ส่วนแรกอยู่ในแนวแกนเดียวกันคือวิหาร (หมายเลข 2) และเจดีย์ส่วนที่สองเป็นวิหารขนาดใหญ่(หมายเลข 1) อาคารวางตัวในแนวแกนทิศตะวันออก – ตะวันตก หันหน้าไปทางตะวันออก ทั้งนี้ยังพบร่องรอยสระน้ำด้านหลังวิหารขนาดใหญ่และด้านหน้าวิหารขนาดใหญ่พบบ่อน้ำ   

วิหารหมายเลข 1 

วิหารสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 12.70 เมตร ยาว 21.80 เมตร มีบันไดทางขึ้นหลักอยู่กึ่งกลางด้านหน้าทางทิศตะวันออกและบันไดทางทิศใต้ใกล้กับห้องท้ายวิหาร พื้นวิหารอาจมีการปูอิฐ เสาวิหารด้านหน้าห้องท้ายวิหารก่อเป็นเสาอิฐที่มีฐานเสาหินรูปกลมมีรูตรงกลางสำหรับเข้าเดือยเสาไม้ตั้งไว้ ส่วนห้องท้ายวิหารเป็นฐานซุ้มพระประธานขนาดใหญ่มีฐานเสาหินรูปกลมมีรูตรงกลางสำหรับเข้าเดือยเสาไม้ตั้งไว้รอบด้านด้านละ 2 ต้น ซุ้มพระประธานอยู่ในผังสี่เหลี่ยมประกอบด้วยฐานเขียงรับฐานบัวเท่าที่เหลืออยู่คือ
หน้ากระดานล่างและบัวคว่ำ สันนิษฐานว่าน่าจะมีการยกเก็จ 2 ชั้น ภายในเป็นห้องคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่ง (ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3.30 ม.) มีความเป็นไปได้ที่จะเจาะช่องประตูให้แลเห็นพระประธานไว้ทางด้านหน้าทิศตะวันออก 

  

วิหารหมายเลข 2 

มีการก่อสร้างทับซ้อนอย่างน้อย 2 สมัย วิหารสมัยแรก ขนาดกว้าง x ยาวประมาณ 8.20 x 10.20 เมตร มีบันไดทางขึ้นกึ่งกลางด้านหน้าทางทิศตะวันออก อาคารสมัยที่ 2 สร้างซ้อนทับอาคารสมัยที่ 1 โดนขยายส่วนฐานออกไปด้านหน้าประมาณ 3 เมตร แต่ด้านกว้างแคบกว่าอาคารสมัยที่ 1 ประมาณ 85 เซนติเมตร ด้านบนอาคารปูอิฐ ส่วนท้ายของอาคารมีฐานชุกชีและแท่นบูชาตั้งอยู่กึ่งกลางด้านหน้าฐานชุกชี  ฐานวิหารในสมัยนี้เป็นฐานเขียงสูงต่อด้วยฐานเขียงเหนือจากนั้นไม่มีร่องรอย  

วัดเวียงป่าสัก - โบราณสถานเวียงลอ

ากวัดกู่บวกกู่ (W4) ผมปั่นจักรยาน 450 เมตร ถึงวัดเวียงป่าสัก (W5)

 

วัดเวียงป่าสัก 
โบราณสถานวัดเวียงป่าสัก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกในพื้นที่ใกล้กับโบราณสถานกู่บวกกู่ พบเฉพาะฐานวิหารขนาดใหญ่  วางตัวในแนวทิศตะวันออก - ทิศตะวันตก และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง วิหารในระยะแรกมีแผนผังอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออก เสาวิหารเป็นเสาก่ออิฐสี่เหลี่ยมจัตุรัสรองรับโครงสร้างหลังคาซึ่งคงเป็นเครื่องไม้มุงด้วยกระเบื้องดินขอ  สถาปัตยกรรมส่วนฐานของวิหารในยุคนี้มีลักษณะเป็นชุดฐานบัว (ฐานหน้ากระดานล่าง – บัวคว่ำ – ท้องไม้ – บัวหงาย – ฐานหน้ากระดานบน) ท้ายวิหารมีร่องรอยการทำเป็นห้องสี่เหลี่ยมภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานไว้ในแบบมณฑปท้ายวิหาร หรือซุ้มโขงพระเจ้าท้ายวิหาร ฐานซุ้มโขงหรือมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปนั้นมีลักษณะเป็นชุดฐานเขียงสี่เหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกัน 3 ฐาน วิหารในระยะที่สองเป็นการขยายพื้นที่ส่วนหน้าทางทิศตะวันออก ทำให้วิหารมีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมยกเก็จด้านหน้า 2 ชั้น ด้านหลัง 1 ชั้น  ขนาดอาคารกว้าง 8.60 ม. ยาว 25 ม. มีแนวบันไดทางขึ้นหลักอยู่กึ่งกลางของวิหารด้านทิศตะวันออก และแนวบันไดทางขึ้นด้านข้างอาคาร ในส่วนยกเก็จทั้งทิศใต้และทิศเหนือ และมีฐานชุกชีขนาดใหญ่ขยายเต็มห้องท้ายวิหาร (ซึ่งอาจยังคงการใช้ซุ้มโขงพระประธานไว้) ฐานเสาวิหารในระยะที่สองนี้เป็นแท่งหินทรายทรงกระบอกมีรูตรงกลางส าหรับเข้าเดือยไม้ พื้นวิหารไม่มีการปูอิฐ รูปแบบฐานวิหารในส่วนยกเก็จที่ก่อเพิ่มเติมนั่น ประกอบด้วยฐานหน้ากระดานล่าง - บัวคว่ำ - ท้องไม้ที่ประดับเส้นลวดบัวลูกแก้วอกไก่ 2 เส้น – บัวหงาย –ฐานหน้ากระดานบน 


 
ในส่วนโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่พบ คือ พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณพระประธานในวิหาร ขนาดหน้าตักกว้างราว 1.20 ม. สูงราว 1.50 เมตร ทำให้สันนัษฐานว่านอกเหนือจากพระประธานก่ออิฐถือปูนในคูหามณฑล น่าจะมีการประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายเรียงไว้หลายองค์ รวมทั้งชิ้นส่วนกระเบื้องดินเผา (ดินขอ) ที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ จึงทำให้สันนิษฐานถึงโครงสร้างหลังคาของวิหารแห่งนี้ได้
 
ที่มา : รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ การศึกษามรดกศิลปกรรมในเมืองโบราณเวียงลอ โดย ผศ. ดร. ชาญคณิต อาวรณ์ กันยายน พ.ศ. 2580 
 







ดีใจที่ได้มาพบเห็นโบราณสถานเหล่านี้ ผมลืมภาพโบสถ์วิหารในวัดหรูวัดดังไปเลย!

วัดกู่บวกกู่ - โบราณสถานเวียงลอ


ากวัดหนองผำ (W3) ผมปั่นจักรยาน 450 เมตร ถึงวัดกู่บวกกู่ (W4)... 

มีป้ายของกรมศิลปฯ ตั้งอยู่ พิมพ์ให้เพื่อน ๆ อ่านง่าย ๆ แล้วดังนี้

โบราณสถานวัดกู่่บวกกู่
วัดกู่บวกกู่ ตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของแม่น้ำอิง ภายในพื้นที่เมืองโบราณเวียงลอ ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา มีอาคารหลักซึ่งถูกใช้ในหน้าที่เป็นวิหารที่มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยวางตัวในแนวทิศตะวันออก - ตะวันตก มีขนาดกว้าว 11.50 เมตร ยาว 27.00 เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือ อาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นอาคารโถง มีเสาอาคารก่อด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยม รับโครงสร้างส่วนบนซึ่งเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง พบชิ้นส่วนกระเบื้องดินขอเป็นจำนวนมากจากการขุดแต่ง อาคารมีการก่อสร้างทับซ้อน 2 สมัย ในสมัยแรกเป็นอาคารมีขนาดเล็กกว่าสมัยที่ 2 มีร่องรอยการขยายพื้นที่ออกไปทางด้านทิศตะวันตก และมีการสร้างลานประทักษิณเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่วิหารและเจดีย์เข้าด้วยกัน ในส่วนของเจดีย์ ปัจจุบันพบเพียงส่วนฐานเขียง มีขนาด 9 x 9.50 เมตร และทางด้านทิศตะวันออกพบแท่นวางสิ่งสักการะ อายุสมัยกำหนดให้อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 23 จากหลักฐานโบราณวัตถุ ภาชนะดินเผา จากแหล่งต่าง ๆ ในพื้นที่ล้านนาและเครื่องถ้วยที่ผลิตในสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911 - 2109) ซึ่งแพร่หลายในพื้นที่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 22 และจากตัวอักษรที่มีการจารึกลงบนก้อนอิฐที่ขุดพบ นิยมใช้ในพุทธศตวรรษที่ 21 -23 

กู่บวกกู่ : ตั้งอยู่ถัดจากวัดหนองผําไปทางทิศตะวันตกใกล้แนวกําแพงเมืองเวียงลอ โบราณสถานในกลุ่มนี้ประกอบด้วยเจดีย์ซึ่งคงเหลือเพียงฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนเหลื่อมกัน 2-3 ชั้น ด้านตะวันออกของเจดีย์มีแท่นบูชาขนาดเล็กตั้งอยู่ ถัดจากแท่นบูชาเป็นวิหารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก มีบันไดทางขึ้น 3 ทาง โดยบันไดทางขึ้นหลักอยู่ทางทิศตะวันออก มีบันไดขนาดเล็กอีก 2 บันได อยู่ในแนวผนังด้านทิศเหนือ (ค่อนไปทางตะวันตก) และด้านทิศตะวันตกของอาคาร โดยบันไดที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกนี้มีขนาดเล็กกว่าด้านเหนือและอยู่ใกล้ตําแหน่งหลังฐานชุกชีวิหาร ทําให้สันนิษฐานได้ว่าบันไดนี้น่าจะใช้สําหรับให้ภิกษุสงฆ์เดินขึ้นสู่วิหาร พื้นวิหารปูด้วยอิฐทั้งแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่และอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เต็มพื้นที่แต่บางส่วนมีสภาพผุเปื่อย อิฐบางก้อนมีจารึกตัวอักษรธรรมล้านนา และวาดภาพลายเส้นบุคคลและสัตว์ โดยมีภาพสําคัญเป็นภาพบุคคลแต่งเครื่องทรง สวมมงกฏนั่งบนหลังช้าง ซึ่งน่าจะเป็นบุคคลชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองของเวียงลอ และเป็นไปได้ว่าบุคคลในภาพวาดนั้นน่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับผู้ที่ปั้นอิฐได้พบเห็นจึงนํามาวาดเป็นภาพไว้บนก้อนอิฐจึงเป็นภาพวาดที่สื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตและสภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นว่าคงมีความสงบสุข บริเวณพื้นที่ส่วนท้ายวิหารพบร่องรอยฐานชุกชีสภาพปรักหักพัง แต่จากตําแหน่งของบันไดขนาดเล็กที่พบด้านหลังฐานชุกชี ทําให้สันนิษฐานได้ว่าแท่นชุกชีนี้คงก่อสร้างไม่เต็มพื้นที่ผนังด้านหลังเพราะต้องเว้นช่องให้ภิกษุเดินจากบันไดด้านตะวันตกเข้าสู่ในวิหาร การขุดตรวจบนพื้นวิหาร พบว่าวิหารหลังนี้มีการก่อสร้างและบูรณะครั้งใหญ่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง โดยในการก่อสร้างครั้งแรก พื้นวิหารมีลักษณะเป็นพื้นปูอิฐและอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นในปัจจุบันประมาณ 20 เซนติเมตร โดยวิหารในยุคแรกสร้างนี้มีแท่นสงฆ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ติดแนวผนังด้านทิศใต้ของวิหาร และมีฐานเสาเป็นหินทราย ต่อมาจึงมีการปรับระดับปูอิฐยกพื้นวิหารให้สูงขึ้นทําให้อิฐพื้นวิหารในยุคที่ 2 นี้ปูทับขึ้นบนแท่นสงฆ์และฐานเสาเดิมโดยการบูรณะซ่อมแซมในครั้งที่ 2 นี้น่าจะเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 21 เพราะได้พบหลักฐานสําคัญคือชิ้นส่วนเศียรพระพุทธดินเผารูปทรงเครื่องซึ่งแสดงความสัมพันธ์กับศิลปะปูนปั้นที่ประดับผนังวิหารวัดเจ็ดยอดเมืองเชียงใหม่ที่สร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 20– ต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ดังนั้นการบูรณะวิหารหลังนี้จึงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังการสร้างวิหารวัดเจ็ดยอดเล็กน้อย อุโบสถตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของวิหาร มีลักษณะเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก สภาพค่อนข้างปรักหักพังพบร่องรอยของอิฐปูพื้นและฐานชุกชีขนาดเล็กอยู่ติดผนังด้านท้ายอาคาร ผลการขุดแต่งพบหลักฐานว่าอุโบสถหลังนี้มีการก่อสร้างบูรณะ 2 ครั้งเช่นกัน โดยการบูรณะในครั้งที่ 2 นั้น ได้ขยายอาคารออกไปด้านทิศเหนือทําให้พื้นอาคารในยุคนี้ปิดทับใบเสมาของอุโบสถในยุคที่ 1 ไว้ด้านใน 
 
(ที่มา - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคนริมน้ําอิง โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเวียงลอ ตําบลลอ อําเภอจุน จังหวัดพะเยา โดยนายชิต กาศสนุก และ นายมนัส เวียงลอ หัวหน้าโครงการและคณะ)
 
 

ป้ายบรรยายเกี่ยวกับ "อุโบสถ" กล่าวว่า...

อาคารอยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวตามแนวทิศตะวันออก - ตะวันตก มีขนาดกว้าง 5.20 เมตร ยาว 9.50 เมตร พบก้อนหินกรวดแม่น้ำปักล้อมรอบอาคารอย่างมีแบบแผน ลักษณะการใช้งานเป็น "สีมา" จากหลักฐานดังกล่าว อาคารหลังนี้ถูกใช้งานในหน้าที่ "อุโบสถ" และพบร่องรอยหลักฐานการก่อสร้างแบ่งได้ 2 สมัย สมัยแรกเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า และในสมัยต่อมาได้มีการขยายพื้นที่ใช้งานไปทางด้านทิศเหนือ การรื้อถอน "สีมา" เดิมออก แต่กลบฝังไว้ในพื้นที่ได้ทำการขยาย โบราณวัตถุที่พบคือชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาที่พอมีที่มาจากแหล่งเตาล้านนา เช่น เตาพาน เตาสันกำแพง เตาพะเยาฯ จากแหล่งสุโขทัย - ศรีสัชนาลัย และเครื่องถ้วยที่ผลิตในสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911 - 2109) ซึ่งแพร่หลายในพื้นที่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 22 ยังพบก้อนอิฐที่มีการจารึกตัวอักษรที่นิยมในพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 อุโบสถของวัดกู่บวกกู่มีการใช้งานในพุทธศตวรรษที่ 20 - 23


 
 
 
 

 

 
แดดเริ่มร้อนแล้วครับ...ไปต่อดีฝ่า!!

วัดหนองผำ - โบราณสถานเวียงลอ

ากวัดสารภี (1) ผมปั่นจักรยานระยะ 550 เมตร ถึงวัดหนองผำ (2)...
 

กู่หนองผํา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดศรีชุม ใกล้กันมีหนองน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า “หนองผํา” ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของชื่อโบราณสถานแห่งนี้ วัดกู่หนองผําประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง ที่สําคัญคืออาคารหลังที่ 1 ซึ่งเป็นอาคารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางตัวในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก ภายในอาคารสามารถแบ่งพื้นที่ใช้งานออกได้ 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 คือส่วนฐานซึ่งตั้งรองรับตัวอาคารมีลักษณะเป็นพื้นที่โล่งทางด้านตะวันออกและด้านเหนือ (ลักษณะคล้ายระเบียงในบ้านยุคปัจจุบัน) มีบันไดทางขึ้นอยู่ในแนวฐานอาคารด้านเหนือค่อนไปทางตะวันออก และในแนวฐานอาคารด้านตะวันตก บนฐานอาคารด้านทิศใต้มีอาคารขนาดเล็กมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีร่องรอยการก่อซ่อมแซมไม่ต่ํากว่า 3 ครั้ง บนอาคารส่วนนี้ไม่พบร่องรอยอิฐปูพื้นและฐานชุกชี จากรูปแบบแผนผังและหลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่พบ สันนิษฐานว่าอาคารนี้น่าจะเป็นที่พักหรือกุฏิสงฆ์มากกว่าที่จะเป็นอาคารที่ใช้ในศาสนพิธี นอกจากนี้คําบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าเคยมีผู้ลักลอบขุด บริเวณอาคารหลังนี้พบว่ามีการก่ออิฐเป็นกรอบเรียงตามแนวยาวคล้ายช่องเล็กๆหลายช่อง ภายในพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์จํานวนมาก

อาคารหลังที่ 2 นั้นตั้งอยู่ทางตะวันออกของอาคารหลังที่ 1 ลักษณะเป็นส่วนฐานของอาคารขนาดเล็กซึ่งอาจเป็นแทนบูชาหรือกู่บรรจุกระดูก ส่วนอาคารหลังที่ 3 พบเพียงส่วนฐานของอาคารเตี้ยๆ ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารเอนกประสงค์หรือศาลา
 
โบราณวัตถุสําคัญที่พบจากการขุดแต่งหรือชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายจํานวนมาก ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาล้านนา ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนและลูกปัดคาร์เนเลี่ยน กําหนดอายุจากรูปแบบจารึกบนก้อนอิฐ และศิลปกรรมของพระพุทธรูปที่พบโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุการใช้งานอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 - ปลายพุทธศตวรรษที่ 23
 

วัดสารภี - โบราณสถานเวียงลอ

"เวียงลอ" คือจุดหมายที่ผมบอกตัวเองตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้วว่าต้องมาเยือนให้ได้...

 

เขียนลงบล็อกไว้ก็หลายครั้ง เช่น October 18, 2023 - โบราณสถานเวียงลอ ทริปทดสอบสหัสเดชครั้งที่ 3 (ห้างฉัตร - เวียงลอ)    Tuesday, August 05, 2025 - "เวียงลอ"...จะต้องรออีกเมื่อใด? Tuesday, September 23, 2025 - FB Trip ไปเวียงลอ - วางแผน  ออกเดินทางจากบ้านห้างฉัตรมาเวียงลอก็ 2-3 ครั้งแล้ว! แต่ทุกครั้งผมมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง...ก็ต้องถอยกลับ (เท่าที่จำได้คือปั่นจักรยาน สหัสเดช จากห้างฉัตรได้แค่เมืองปาน อีกครั้งพาเจ้า Banian ไปถึงสถานีขนส่งอาเขตเชียงใหม่แล้วพบว่าซื้อตั๋วรถเมล์เขียว (Green Bus) ไปพะเยาไม่ได้) 

Facebook พะเยาบ้านฉัน เขียนไว้ว่า...
เวียงลอ เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่มีอายุมากกว่า ๙๐๐ ปี ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งในภาคเหนือ ในเขตโบราณสถานเวียงลอ พบซากกำแพงเมืองเก่า พระธาตุ วัดเก่าแก่และวัดร้างอยู่มากมาย มีการค้นพบแนวกำแพงเมือง ลักษณะผังเมืองเป็นรูปค่อนข้างกลม แนวกำแพงเมืองเป็นคันดินไม่สูงนัก บางส่วนมีร่องรอยการก่ออิฐเสริมเข้าไปด้วย คูเมืองส่วนใหญ่ตื้นเขิน ภายในตัวเมืองมีบ่อน้ำกรุอิฐจำนวนมาก แต่เดิม เวียงลอ มีวัดร้างกว่า ๕๐ วัด ตามวัดร้างพบพระพุทธรูปหินทรายและพระพุทธรูปทองสำริดจำนวนมาก แต่ถูกทำลายลงไปเกือบหมด พบพระธาตุเจดีย์เก่าแก่ที่สำคัญ ที่วัดพระธาตุหนองห้า เป็นศาสนสถานที่ตั้งอยู่บนลาดชายเนินเขา...

ในที่สุด...วันที่ 23 มกราคม 2569 ผมก็ปั่นจักรยานมาถึงบ้านเวียงลอ...

 
พักที่ "เวียงลอโฮมสเตย์"  เจ็ดโมงเช้า ผมปั่นจักรยานมาถึงสะพานแขวน (B) เพื่อข้ามไปสำรวจโบราณสถานเวียงลอ...
 

 
มีป้ายชื่อวัดที่อยู่ในเขตโบราณสถาน วัดแรกอยู่บนสุดคือ "กู่สาระภี" หรือ "วัดสารภี"
 
 
 
ถ่ายรูปเจ้า Banian ไว้หน่อย...
 
 
แม่น้ำอิงสวยงาม... 
 
 
 
ขี่จักรยานบนสะพานได้นะครับ สุดทางแล้วค่อยยกรถลง ผมเลี้ยวซ้ายไปตามถนนลูกรังเส้นเล็ก ผ่านเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ใช้เครื่องยนต์ (P) กำลังทำงานส่งเสียงดังต่อเนื่อง!!
 
 
ล้อรถหมุนอีกไม่กี่รอบก็ถึง "วัดสารภี" (W) ซึ่งตั้งอยู่ด้านขวามือ ตาแก่บ้านห้างฉัตรเลี้ยวรถเข้าไปตั้งไว้ข้าง ๆ  แล้วเดินสำรวจและเก็บภาพทันที...
 
 
วัดสารภีตั้งอยู่ใกล้สะพานแขวนริมฝั่งแม่น้ําอิงด้านทิศเหนือ โบราณสถานที่พบคือฐานวิหารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าลงทางทิศใต้ซึ่งเป็นตําแหน่งของแม่น้ําอิง (ปัจจุบัน)  ฐานวิหารมีลักษณะเป็นฐานเขียง ประดับส่วนท้องไม้ด้วยแนวอิฐก่อทแยงแบบสลับฟันปลา คล้ายคลึงกับที่พบจากท้องไม้ของกู่ลอมธาตุ พื้นวิหารปูด้วยอิฐ โบราณวัตถุสําคัญที่พบจาการขุดแต่งคือ ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายจารึกบนก้อนนิฐ ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจากแหล่งเตาล้านนา และเครื่องถ้วยจีนอายุราวพุทธศตวรรษที่ 21-22

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

วัดพระธาตุหนองห้า ต.หงส์หิน อ.จุน จ.พะเยา

23 มกราคม 2569... ผมปั่นจักรยานข้ามเขต (1) จากเชียงรายเข้าสู่อำเภอจุน จังหวัดพะเยา
 
ภาพจาก Google Street Views - ขอขอบคุณ
 
ปั่นต่ออีก 1.6 กิโลเมตร ถึงวัดพระธาตุหนองห้า (2) ซึ่งตั้งอยู่ด้านขวามือ ถึงแล้วครับโบราณสถานเวียงลอจุดหมายที่ตั้งความหวังไว้...
 
 
ตื่นตาตื่นใจมาก ๆ กับภาพพระธาตุฯ ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
มีป้ายตั้งอยู่ อ่านหน่อยครับ...
วัดหนองห้า ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขานอกเวียงลอทางทิศตะวันตก ไม่ปรากฏชื่อและประวัติการก่อสร้างชัดเจน ชื่อ "หนองห้า" นั้นมีมากจากพื้นที่ด้านตะวันออกของวัดเดิมเป็นที่หนองน้ำมีต้นห้า(ต้นหว้า)ใหญ่ขึ้นอยู่ จึงเรียกว่า "พระธาตุหนองห้า" ปัจจุบันปรากฏหลักฐานเจดีย์ทรงระฆังศิลปะล้านนา-สุโขทัย อายุราว พุทธศตวรรษที่ 20-21 จำนวน 1 องค์ กรมศิลปากรทำการบูรณะองค์เจดีย์นี้ในปี พ.ศ.2539 ส่วนการสำรวจทางโบราณคดีใน ปี พ.ศ.2547 นั้น ได้พบร่องรอยของฐานวิหารขนาดใหญ่ จมอยู่ใต้พื้นดินด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ กำหนดอายุโบราณวัตถุและรูปแบบสถาปัตยกรรมโบราณแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นและน่าจะใช้งานมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เวียงลอถูกทิ้งล้างไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
มีศาลารายหนึ่งหลัง ประดิษฐานพระพุทธรูป... 



เว็บสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ มีข้อมูลเกี่ยวกับวัดพระธาตุหนองห้า ดังนี้...

โบราณคดีเวียงลอ - วัดพระธาตุหนองห้า (วัดพระธาตุคีรีศรีเวียงลอ) ตำบลหงส์หิน อำเภอจุนจังหวัดพะเยา เรียบเรียงโดย : นายจตุรพร  ทิมเทียนกฤต นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่

วัดพระธาตุหนองห้า (วัดพระธาตุคีรีศรีเวียงลอ) 
วัดแห่งนี้วางตัวตามแกนทิศด้านตะวันออก – ตะวันตก มีเจดีย์ประธานและวิหาร ตั้งอยู่บนที่ลาดเชิงเขา ที่เป็นที่รู้จักในท้องถิ่นว่า “ดอยจิกจ้อง” ซึ่งพระธาตุหนองห้า ทางด้านตะวันตกของเวียงลอ ประมาณ ๓๗๐ เมตร อยู่พื้นที่ปกครองของ ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา
ที่ตั้งพิกัดภูมิศาสตร์ ละติจูด  ๑๙ องศา ๒๗ ลิปดา ๐๒ ฟิลิปดา เหนือ - ลองติจูด ๑๐๐ องศา ๐๔ ลิปดา ๓๔ ฟิลิปดา ตะวันตก
วัดแห่งนี้อยู่ในกลุ่ม “คามวาสี” และวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่า หรือกลุ่ม “อรัญวาสี” ในพระวินัยกำหนดไว้ว่า วัดฝ่ายอรัญวาสีจะต้องตั้งไม่ห่างจากหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดจนเกินไป คือให้อยู่ในระยะประมาณ ๕๐๐ ชั่วคันธนู เพื่อเอื้อให้พระภิกษุสามารถเดินไปรับการบิณฑบาต ซึ่งในปัจจุบันจากการสํารวจพบว่า มีประมาณ ๑๐ วัด วัดในกลุ่มนี้มีที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขาและยอดเขา ที่ได้รับการขุดค้น ขุดแต่ง และศึกษาทางโบราณคดี คือ วัดพระธาตุหนองห้า (วัดพระธาตุคีรีศรีเวียงลอ) เป็น โบราณสถานแห่งแรกที่ได้รับการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีในปี ๒๕๓๙ นอกจากนี้ยังมี วัดพระธาตุบุนนาค วัดท่าแฉะ และวัดต้นเดื่อที่ได้รับการศึกษาทางโบราณคดีแล้ว
ปี ๒๕๓๙ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ๖ เชียงใหม่ (ในขณะนั้น) ได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะ เจดีย์ประธานวัดพระธาตุหนองห้า  เป็นเจดีย์แบบล้านนา ส่วนฐาน เริ่มจากผังแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ๑ ชั้น ต่อมาชั้นหน้ากระดานยกเก็จ รองรับชั้นบัวคว่ำ หน้ากระดานประดับด้วยชุดลูกแก้วอกไก่และชั้นบัวหงาย ต่อมาเป็นชุดฐานบัวลูกแก้วรองรับองค์ระฆังในแผนผังแปดเหลี่ยม (ได้มีการเปรียบเทียบเจดีย์ประธานวัดลี ตำบลท่าวังทอง จังหวัดพะเยา และเจดีย์หลวง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) ซึ่งเป็นแบบแผนของเจดีย์ล้านในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และคุณสายันต์  ไพรชาญจิตร ได้สันนิษฐานว่าวัดป่าใหม่ ที่มีชื่อปรากฏในศิลาจารึกวัดป่าใหม่ (พย. ๘) คือ วัดพระธาตุหนองห้า ที่ระบุศักราชที่สร้างวัดป่าใหม่ จุลศักราช ๘๕๙(พ.ศ.๒๐๔๐) ตรงกับช่วงรัชกาลพระเมืองแก้ว(๒๐๓๘ – ๒๐๖๘)
จากการขุดหลุมทดสอบ ๒ หลุม ได้พบเศษภาชนะดินเผาที่มีแหล่งผลิตมาจาก เตาเวียงกาหลง/วังเหนือ จังหวัดลำปาง แห่งเตาพาน/โป่งแดง จังหวัดเชียงราย แหล่งเตาพะเยา(เวียงบัว/แม่กา) จังหวัดพะเยาที่มีอายุในช่วง ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัย ร.หมิง มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๑
           **วิหาร ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน ยังไม่ได้ดำเนินการทางโบราณคดี พบร่องรอยของเขื่อนหิน(สร้างเป็นแนวกรอบแล้วนำดินถมเพื่อปรับพื้นที่) และอิฐกระจายตัวอยู่ทั่วไป แต่สันนิษฐานว่าอาจจะเหลือร่อยรอยไม่มากจากการมีการมาทำกิจกรรมในสมัยต่อมา อนึ่งในรายงานการขุดค้น พบแนวผนังอิฐล้มลงไปบนฐานเจดีย์ประธาน และพบตะปูโลหะ อาจจะมามีความเป็นได้ว่าวิหาร เครื่องบนคงจะเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง (?)

                    ------------------------------------------------

อ้างอิง
ศิลปากร,กรม. รายงานการขุดค้นและบูรณะพระเจดีย์วัดพระธาตุหนองห้า.เอกสารอัดสำเนา ,๒๕๓๙.
สรัสวดี อ๋องสกุล ,ประวัตศาสตร์ล้านนา.พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพฯ:อมรินทร์,.2552.
สุจิตต์ วงษ์เทศ, บรรณาธิการ.ประชุมจารึกเมืองพะเยา.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน :, 2538
________,บรรณาธิการ.ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. กรุงเทพ,

เป็นวัดแรกของทริปปั่นจักรยาน-เวียงลอ ผมรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ได้มาถึง!