แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเดินทาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเดินทาง แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

FB Trip ไป อช.แม่ปิง - เสียงจากนกขมิ้น



"....ร่อนเร่พเนจร ไม่รู้จะนอนไหนเอย"  เสียงเพลงนกขมิ้นแว่วหู... ตาแก่เมืองรถม้าคิดถึงการหาที่หลับนอนระหว่างเดินทางร่อนเร่
นกขมิ้น...
ค่ำคืนฉันยืนอยู่เดียวดาย เหลียวมองรอบกายมิวายจะหวาดกลัว
มองนภามืดมัวสลัวเย็นย่ำ ค่ำคืนเอ๋ย ฮือ…..ฮื้อ….ฮือ…ฮือ..ฮือ...
ยามนภาคล้ำไปใกล้ค่ำ ยินเสียงร่ำคำบอกเจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย
เจ้าดอกขจร นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย เอ๋ย…..เล่านกเอย
อกฉันทุกวันเฝ้าอาวรณ์ เหมือนคนพเนจรฉันนอนไม่หลับเลย
หนาวพระพายพัดเชย อกเอ๋ยหนาวสั่น สุดบั่นทอน ฮือ…..ฮื้อ….ฮือ…ฮือ...ฮือ….
ยามนี้เราหลงทางกลางค่ำ ยินเสียงร่ำคำบอกเจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย
เจ้าดอกขจร ฉันร่อนเร่พเนจร ไม่รู้จะนอนไหนเอย… เอ๋ย….โอ้หัวอกเอย…
ภาพนกขมิ้นและเนื้อเพลงจาก palungjit.org (ขอขอบคุณ)


เดินทางไปยุโรปนับว่าลำบากที่สุด ผมต้องปูผ้าพลาสติกนอนบนพื้นเรือโดยสารจากกรีซไปอิตาลี...



ต้องนอนหนาวรออยู่หน้าโฮสเทลที่ยังไม่เปิด นอนในตู้โทรศัพท์ นอนข้างสถานีรถไฟซูริค! นั่งหลับที่สถานีรถไฟเวนิส  ประสบการณ์สอนให้ผมแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ  จนกระทั่งได้ปั่นจักรยานในมาเลเซีย ขากลับมาจากออสเตรเลียผมขี่จักรยานจากสิงคโปร์ ผ่านชายฝั่งตะวันออก (east coast) ใช้เวลาเกือบ ๑ สัปดาห์กว่าจะได้กลับเข้าไทยที่สุไหงโก-ลก


จำได้ว่าไม่เคยกังวลเรื่องที่พักหลับนอนในประเทศมาเลเซีย ผมแค่ปั่นจักรยานไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก! วันแรกเจอหนุ่มมาเลย์ ๓ คน ชวนให้พักค้างคืนที่บ้านพักในสวนเกษตร (2)  วันรุ่งขึ้นเดินทางต่อถึง Mersing (3) ใกล้ค่ำแล้วผมเข้าไปนั่งอยู่ในสวนสาธารณะเล็ก ๆ ริมชายหาด มีหนุ่มมาเลเซียเชื้อสายจีนมาพาผมไปนอนพักที่บ้าน...



มาวันนี้ระหว่างขี่จักรยานมาตามเส้นทางจากสถานีรถไฟหนองหล่ม ผมก็มองสองข้างทาง ดูว่ามีที่พักค้างคืนที่ไหนบ้าง? มีเยอะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนหลวงหมายเลข 106 (ลำพูน-ลี้) มีศาลาพักร้อนตั้งอยู่ริมทางเป็นระยะ ๆ


ปั่นมาเจอฝน... ผมเลี้ยวเข้ามาหลบยังศาลาหลังหนึ่ง คิดว่าตรงนี้ก็นอนพักค้างคืนได้!



พอฝนหยุดก็ปั่นต่อ.... ต้องแข่งกับเวลาและทางชัน


เข้าเขตบ้านสันป่าสัก หลักกิโลเมตรบอกว่าอีก ๒๐ กิโลเมตรถึงเมืองลี้ ถ้าปั่นเต็มที่คงต้องใช้เวลาอีกชั่วโมงกว่า...


ไปได้อีกนิดเดียว ฝนก็โปรยปรายลงมาอีก ผมเห็นศาลาอยู่ด้านขวามือ...



หักเลี้ยวเข้ามาแล้วยกรถขึ้นหลบฝนบนศาลา นาฬิกาบอกเวลา ๑๗.๓๐ น. ผมตัดสินใจนอนที่นี่ในคืนนี้



ดวงอาทิตย์จวนลับฟ้า...


ไม่นานนักความมืดก็มาเยือน...พร้อม ๆ กับฝูงยุงหิวกระหาย!

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

travel abroad in the old days

เพื่อน ๆ ที่รักครับ... สมัยนี้คนไทยไปต่างประเทศไม่ง่ายเหมือนเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วจริง ๆ นะ!


แต่ก่อนผู้โดยสารซื้อตั๋วเครื่องบินสามารถ open วันเดินทางกลับได้ (ยังไม่ต้องระบุ) ต่างกับทุกวันนี้ซึ่งเห็นบอกว่าต้องกำหนดวันกลับไว้ก่อน ถ้าจะเลื่อนเป็นวันอื่นก็ค่อยแจ้งทีหลัง และดูเหมือนว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมด้วย 


เคยซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับสิงคโปร์-ซิดนี่ย์ เป็นตั๋วอายุ ๑ ปี แล้ว open ขากลับไว้ ผมเที่ยวเมืองจิงโจ้ไปเรื่อย ๆ พอนึกอยากกลับบ้าน ก็แวะไปที่ทำการของสายการบินนั้นเพื่อ confirm วันบินกลับ  ทุกอย่างง่ายมาก...ไม่ต้องมีพิธีรีตอง แต่เดี๋ยวนี้การเดินทางไปเมืองนอกยุ่งยากกว่าเดิม คนรุ่นใหม่อาจไม่ทราบ 

ไปญี่ปุ่นแม้ไม่ต้องใช้วีซ่า แต่ก็อยู่ได้แค่ ๒ อาทิตย์ แล้วต้องแสดงตั๋วเครื่องบินที่มีกำหนดเวลากลับไว้อย่างแน่ชัด ที่สนามบินเค้ามีสิทธิ์ไม่ให้เข้าประเทศ หุหุ...ผมไม่อยากไปญี่ปุ่น เสียค่าตั๋วเครื่องบินเป็นหมื่นแล้วเที่ยวได้แค่นั้น สู้แบกเป้ไปนอนตีพุงบนดอยขุนตานดีฝ่า!

จากดอนเมืองผมเคยบินไปไซ่ง่อนหรือนครโฮจิมินห์กับแอร์เอเซีย มีตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (คิดว่าจะเดินทางกลับทางบกเข้าประเทศกัมพูชาแล้วกลับไทยทางอรัญประเทศ) คนอื่นได้ขึ้นเครื่องกันหมด แม่เสือเสื้อแดงกักผมไว้เป็นคนสุดท้ายแล้วโทรแจ้งเจ้านาย บอกว่าเป็นกฏ ต้องมีตั๋วไป-กลับ เธอขู่ผมว่าถ้าทางเวียดนามส่งตัวกลับจะต้องจ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์เอง ไปเสี่ยงเอาก็แล้วกัน!

เพื่อน ๆ เห็นมั้ยครับว่าการที่เราเลือกเดินทางเอง ไม่ว่าจะแบบไหน? หรืออย่างไร? มันมิได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน ยกตัวอย่างเช่นประเทศเยอรมัน เคยนั่งเรือจากกรีกไปอิตาลี-สวิตเซอร์แลนด์-และเยอรมัน ผมมีแค่วีซ่าอิตาลี เจ้าหน้าตรวจหนังสือเดินทางเปิดคู่มือดูว่ามีประเทศไหนที่คนไทยไม่ต้องใช้วีซ่า ก็เห็นเค้าประทับตราให้ โดยไม่หาเรื่องกักตัวเราไว้เหมือนเป็นเช่นอาชญากรข้ามชาติอะไรเลย!  ในอดีตขอให้มีเงินทุนในการเดินทางพอประมาณ มีหนังสือเดินทาง มีหลักฐานพร้อม (ประเทศไหนใช้วีซ่าก็เตรียมไปหรือไม่ก็ไปขอเอาข้างหน้า) ก็ใช้ได้แล้ว 



ผมนั่งเรือจากเบลเยี่ยมข้ามช่องแคบไปขึ้นที่ Dover ประเทศอังกฤษ ขอวีซ่าไปเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ด่านโดเวอร์เพียงขอดูเงินสดที่ติดตัวไป แม้จะไม่มาก ก็ยังให้ผมผ่านเข้าอังกฤษได้สบาย ๆ 

แล้วเพื่อน ๆ ทราบด้วยมั้ยครับว่าก่อนนี้คนไทยไปนิวซีแลนด์ก็ไม่ต้องใช้วีซ่าเช่นเดียวกับเยอรมัน?

การยื่นขอวีซ่าสำหรับประเทศที่ต้องใช้วีซ่าก็ทำได้ง่าย สมัยก่อนไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นพัน ๆ บาท ปัจจุบันนี้ค่าธรรมเนียมวีซ่าแพงมาก ปากีสถาน ๑,๗๐๐ บาท พม่าขึ้นราคาอีกเท่าตัว (แม้ว่าบินไป-กลับ ๑๕ วันไม่ต้องใช้วีซ่า) 

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ผมยืนอยู่ที่ Quaid-e-Azam`s Mausoleum เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน... 



ก่อนหน้านั้นได้รับแผ่นพับจากการท่องเที่ยวปากีสถาน วันนี้ขอนำมาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้...


  





   

อยากให้อ่านตรงนี้...


บนแผ่นพับอายุ ๓๔ ปียังเขียนอีกว่า
If you are motoring in from Iran, a724 km journey will take you from the border post to Quetta. The road from Quetta branches at Rohri 400 km for Lahore and Karachi....
And if you are motoring to or from India, the India-Pakistan border at Wagah will lead you in or out of Pakistan..... 
เห็นมั้ยครับ? ว่าการเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่แต่ละประเทศควรทำ! ต้องให้สิทธินักเดินทางเข้าออกทางถนนหนทางด้วย มิใช่ต้อนให้เข้าประเทศแต่ทางเครื่องบินอย่างเดียว 

ถนนหนทางเชื่อมต่อทุกแห่งหน แต่หัวใจบางคนถูกกีดกันด้วยกฎระเบียบที่เพื่อนมนุษย์ตั้งขึ้นมา!

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562

The Final Trip - แค่ลองดูก่อน

วันนี้...ผมลองประกอบตะแกรงท้ายจักรยานและนำกระเป๋าที่มีอยู่มาติดตั้ง


เริ่มรู้สึกว่าเมื่อติดตั้งแล้วมันมิได้เบาหรือคล่องตัวเหมือนครั้งแรกที่ไปมะละกาเมื่อปี ๒๕๖๐ เอาเสียเลย! อาจเป็นเพราะ final trip ครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ยาวไกล คงไม่ใช่ไปแค่อาทิตย์สองอาทิตย์แล้วกลับบ้าน!


อย่างไรก็ตาม ผมก็เอาเสื้อผ้าไปมากไม่ได้อยู่แล้ว เท่าที่นำมากองไว้ก็มี เสื้อจิงโจ้ ๓ ตัว กางเกงขาวยาวลูกฟูก (ซื้อมา ๓๐ บาท) ๑ ตัว กางเกงสะดอ ๒ ตัว โสร่งที่ Gigi ให้มาจากพม่า ๑ ผืน ผ้าเช็ดตัว ๑ ผืน ผ้าขนหนูเช็ดหน้า ๑ ผืน เสื้อยืด (ผ้า cotton 100%) ๓ ตัว เสื้อเชิตแขนสั้น (บาง) ๒ ตัว กางเกงว่ายน้ำ ๑ ตัว กางเกงใน ๒ ตัว ผ้าเช็ดหน้า ๒ ผืน...


ส่วนเสื้อกันหนาว ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ตัวสีขาวที่โน้ตตัวเล็กให้มา หรือตัวสีน้ำเงินที่ซื้อมาจากซาปาเวียดนาม เสื้อกันฝนยังไม่ได้ซื้อ...


ผมยังไม่ได้นำถุงนอน เต็นท์ และเครื่องใช้อย่างอื่น ๆ มารวม คิดว่ากว่าจะครบจบสิ้นกระบวนการก็คงอีกนาน! 

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562

The Final Trip - travel with weapons

วันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ผมเขียนเรื่อง "รู้แล้วว่าตัวอะไร"  ลงในบล็อกท่องโลกใจความว่า...
เมื่อคืนนี้นอนฟังเสียงดมกลิ่น "ฟืดฟาด" และเสียงย่ำเท้ารอบเต็นท์...ผมไม่ได้ลุกขึ้นไปดูว่ามันเป็นตัวอะไร! 



เพื่อน ๆ ที่รักถ้าได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสายตาของผม คงจะพอจำได้ว่าผมเป็นคนสายตาสั้นมาก ๆ ชีวิตผมทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านไหน ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของสายตา ตอนเรียนหนังสือ ม.ศ. ๓ ที่มงฟอร์ต มองกระดานไม่เห็นก็คิดว่าแค่พอให้จบก็พอ ไปเรียนต่อเทคนิค ทุ่งมหาเมฆ...ตอนอยู่ปี ๔ ก็ยังต้องสวมแว่นตาหนาเตอะ



 พอขึ้นปี ๕ ได้เปลี่ยนไปสวมคอนแทคเลนส์แบบแข็ง...



ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่ต้องสวมแว่น เวลาเดินทางต้องพกตลับใส่เลนส์และน้ำยาไปด้วยเสมอ...



ลำบากครับ! เนื่องจากดวงตาคนเราต้องได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจเกิดอาการตาแดงหรืออักเสบ ผู้สวมคอนแทคเลนส์แบบแข็งเวลานอนก็ต้องถอดออกใส่ตลับแล้วแช่น้ำยา เพื่อน ๆ ลองคิดดูสิครับว่านักเดินทางสายตาสั้นที่สวมคอนแทคจะลำบากแค่ไหน? ไหนจะต้องมีน้ำสะอาดไว้ล้างมือ และมีแว่นตาสำรองเตรียมไว้เวลาไม่สวมคอนแทค ยิ่งคนตาสั้นเกินพันอย่างผม พอถอดคอนแทคออกแล้วอยู่ในความมืด สภาพก็ไม่ต่างจากคนตาบอดคนหนึ่งเท่านั้น!  ด้วยเหตุนี้ผมจึงมิได้ลุกขึ้นดูว่าเสียงฟืดฟาดนั้นมันเป็นตัวอะไรกันแน่?  แต่ก็มิได้รู้สึกกลัวหรือที่ฝรั่งพูดว่า "get cold feet" เพราะผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่เสือ หรือสัตว์ร้ายที่จะมาทำอันตราย ความอ่อนเพลียจากการปั่นจักรยานร้อยกว่าโลทำให้ผมหลับเป็นตาย (sleep like a log) จนถึงเช้า...

วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ฟ้าสางแล้ว...ผมคืบตัวออกจากดักแด้ (ถุงนอน) ขยับไปรูดซิปเต็นท์แล้วโผล่หน้าออกดู ท่ามกลางม่านหมอกบาง ผมเห็นภาพเบลอ ๆ ของวัวตัวใหญ่สามตัวกำลังยืนอยู่ห่าง ๆ มันมองมายังผมอย่างเฉยเมย (ขอนำภาพ animation น่ารักมาประกอบด้วย จริง ๆ แล้วมันเป็นวัวสีดำนะครับ – ขอขอบคุณภาพจาก clipartbest.com)



เนื่องจากไม่มีรูปสถานที่จริงเก็บไว้ ผ่านมาแล้ว ๓ ทศวรรษปัจจุบันนี้เส้นทางที่ผมปั่นจักรยานไปกัวลาลัมเปอร์กลายเป็นทางหลวงอย่างดีหมดแล้ว ผมพยายามค้นหาในอินเทอร์เน็ตเพื่อนำภาพมาประกอบ อยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นภาพแบบเดียวกับเช้าวันที่ผมออกปั่นจากจุดพักแรมในบิดอร์มุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์  ได้จาก YouTube มา ๑ บานครับ ไม่แตกต่างกันเท่าใด ผมจำได้ว่ามีธารน้ำไหลผ่านใต้สะพาน หลังจากเดินลงไปล้างหน้าชำระร่างกาย (1) เก็บข้าวของแล้วผมก็ออกเดินทางต่อ...


แต่งภาพซะหน่อยเพื่อให้เห็นถุงทะเลหนักอึ้ง...อิอิ

บรรยากาศเช่นนี้เลยล่ะ...ผมต้องปั่น ๑๓๗ กิโลเมตรไปพบกับ Milon ที่ซากเครื่องบินเก่าหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัวลาลัมเปอร์เวลา ๖ โมงเย็น!
สำหรับ Final Trip ในปี ๒๕๖๖ ผมจะปั่นจักรยานผ่านมาเลเซียอีกครั้ง คงต้องพักแรมค้างคืนอยู่ริมทาง คล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๐  แม้ว่าปัจจุบันนี้ประเทศมาเลเซียจะเจริญจนดูผิดหูผิดตา แต่บรรดาป่าใหญ่ริมทางหลวงก็ยังคงมีสภาพที่น่ากลัวและอันตรายไม่น้อย คงไม่มีเสือหรือหมีควาย แต่สัตว์ดุร้ายหรือมีพิษอื่น ๆ รวมทั้งผู้ประสงค์ร้ายก็อาจมีเข้ามาประชิดติดตัวนักปั่นผู้เดินทางมาอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย... ใครจะรู้?

ฉะนั้นแล้วจึงต้องมีอาวุธติดตัวไว้ป้องกันตนเอง ของเหล่านั้นจะต้องสามารถนำผ่านด่านหรือสถานีตำรวจเข้าไปได้ด้วย ผมยังคงใช้วิธีการเดิมในการเดินทางครั้งสุดท้าย คือมีมีดพับพกไปด้วย ๑ เล่ม 




อันนี้พับแล้วเหลือนิดเดียว เก็บไว้ในกระเป๋าคาดเอวได้....


ถ้ามิได้นำขึ้นเครื่อง ก็พออ้างได้ว่าเอาไว้ปอกผลไม้...


ยังไม่พอครับ ต้องมีอาวุธขนาดใหญ่อีกสักอย่าง  ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ใช้ trick เดิมอีกนั่นแหละ 


Tuning hammer หรือที่เรียกว่าค้อนจูน เป็นเสมือนค้อนที่เหมาะมือมาก ๆ พกไปกับอุปกรณ์ตั้งเสียงเปียโน มัดรวมกันแล้วเอายัดไว้ในเป้ได้สบายมาก (ทำให้ดูแล้ว)



ผมคิดว่ากระทิงตัวใหญ่ก็ใช้สู้ได้ แถมเครื่องมือดังกล่าวยังใช้ตั้งสายเปียโนหาเงินในต่างแดนได้ด้วย...

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562

The Final Trip - ตะแกรงท้ายจักรยาน


สำหรับ the final trip ผมเลือกที่จะใช้เจ้า Banian จักรยานพับจากจีนราคาไม่ถึงหมื่นที่ซื้อไว้เมื่อ ๑๐ ปีแล้ว ด้วยเหตุผลที่ยกมาอ้างโดยตลอดว่ามันง่ายต่อการเดินทางนำจักรยานขึ้นรถลงเรือไปให้ถึงสุดขอบฟ้า 


ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องปั่นจักรยานลูกเดียว อายุเกิน ๗๐ แล้วจะทำอวดเก่งไม่ได้ บางครั้งก็ต้องขึ้นรถไฟหรือ hitchhike อาศัยการโบกรถในเมื่อถึงจุดที่เราปั่นต่อไม่ไหว...



ก่อนหน้า "FB Trip ไปมะละกา" เมื่อเดือนเมษายนปี ๒๕๖๑ ผมสั่งซื้อกระเป๋าติดตะแกรงหลังจักรยานจากจีนมาใช้ ราคาไม่แพง (คิดว่าถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับ Pannier ยี่ห้อดี ๆ ที่คุณแอ้มใช้)


หลังจากครั้งนั้นแล้วผมก็เก็บทั้งจักรยานและกระเป๋าไว้จนได้เวลาที่จะนำออกมาใช้อีกครั้ง สำหรับการเดินทางครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตในปี ๒๕๖๖...

เจ้า Banian กับสัมภาระ ถ่ายที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ ขณะเริ่มต้น FB Trip ไปมะละกา

เคยใช้ตะแกรงหลังที่ถอดออกมาจากเจ้ายักษ์ (Giant) จักรยานทัวริ่งคันเก่า มันใส่กับจักรยานพับได้ก็จริง แต่ก็ต้องดัดแปลงและประกอบติดกับรถตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง...


แต่คราวนี้ผมต้องมีตะแกรงหลังที่ดีกว่านั้น คือสามารถถอดและประกอบง่าย น้ำหนักเบา พับเก็บรวมไว้ในถุงเต๊นท์ได้ในช่วงที่ยังไม่ปั่นจักรยาน 

๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ ตัดสินใจสั่งซื้อตะแกรงท้ายจักรยานทาง Faccbock shop ร้านหน่ายสินค้าออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน ด้วยสนนราคา 30 fb coin คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๓๐๐ บาท...


ผมศึกษาก่อนหน้านั้นแล้ว คิดว่าน่าจะใช้ได้ดีกับเจ้า Banian....




๙ ตุลาคม ๒๕๖๖ สินค้ามาส่งให้ถึงหน้าบ้าน ผมไม่ต้องจ่ายตังค์เพราะชำระด้วย FB coin เรียบร้อยแล้ว


รีบแกะห่อพัสดุออกดู  ทดลองยกเจ้าตะแกรงท้ายแล้วรู้สึกว่าเบาครับ (ประมาณกิโลกว่า ๆ) ถ้าบรรจุรวมกันอย่างนี้ก็ยัดใส่กระเป๋าจักรยานได้สบาย  นี่แหละที่ผมต้องการ... 


ค่ำนี้ก็เลยลองประกอบดูพอคร่าว ๆ เพื่อให้รู้ว่ามันใส่ได้พอดีหรือเปล่า...












มีกระจกสะท้อนแสงด้วยครับ !



จักรยานพร้อม! ตะแกรงหลังพร้อม! กระเป๋าพร้อม! คงไม่มีอะไรที่จะมาขัดขวาง The Final Trip อีกแล้ว!