แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แผ่นพับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แผ่นพับ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อุบลราชธานีมีของดีมากมาย


"อุบลราชธานี" เป็นอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งอยู่ในความประทับใจของผม...


ถ้ามีโอกาส...ก็จะกลับไปปั่นจักรยานเที่ยวเมืองอุบลฯ อีก ที่พักก็ไม่แพงครับ (คืนละ ๒๐๐ บาท)


จังหวัดนี้จัดการเรื่องการท่องเที่ยวได้อย่างดี มีแบบแผน แผ่นพับซึ่งพิมพ์แจกโดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุบลราชธานีทำให้ผมทราบว่าอุบลราชธานีมีของดีมากมาย!



            
 

ถ้าจะเที่ยวอุบลฯ ให้ทั่ว ผมว่าน่าจะอยู่ซัก ๑ เดือนครับ! 

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

travel abroad in the old days

เพื่อน ๆ ที่รักครับ... สมัยนี้คนไทยไปต่างประเทศไม่ง่ายเหมือนเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วจริง ๆ นะ!


แต่ก่อนผู้โดยสารซื้อตั๋วเครื่องบินสามารถ open วันเดินทางกลับได้ (ยังไม่ต้องระบุ) ต่างกับทุกวันนี้ซึ่งเห็นบอกว่าต้องกำหนดวันกลับไว้ก่อน ถ้าจะเลื่อนเป็นวันอื่นก็ค่อยแจ้งทีหลัง และดูเหมือนว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมด้วย 


เคยซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับสิงคโปร์-ซิดนี่ย์ เป็นตั๋วอายุ ๑ ปี แล้ว open ขากลับไว้ ผมเที่ยวเมืองจิงโจ้ไปเรื่อย ๆ พอนึกอยากกลับบ้าน ก็แวะไปที่ทำการของสายการบินนั้นเพื่อ confirm วันบินกลับ  ทุกอย่างง่ายมาก...ไม่ต้องมีพิธีรีตอง แต่เดี๋ยวนี้การเดินทางไปเมืองนอกยุ่งยากกว่าเดิม คนรุ่นใหม่อาจไม่ทราบ 

ไปญี่ปุ่นแม้ไม่ต้องใช้วีซ่า แต่ก็อยู่ได้แค่ ๒ อาทิตย์ แล้วต้องแสดงตั๋วเครื่องบินที่มีกำหนดเวลากลับไว้อย่างแน่ชัด ที่สนามบินเค้ามีสิทธิ์ไม่ให้เข้าประเทศ หุหุ...ผมไม่อยากไปญี่ปุ่น เสียค่าตั๋วเครื่องบินเป็นหมื่นแล้วเที่ยวได้แค่นั้น สู้แบกเป้ไปนอนตีพุงบนดอยขุนตานดีฝ่า!

จากดอนเมืองผมเคยบินไปไซ่ง่อนหรือนครโฮจิมินห์กับแอร์เอเซีย มีตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (คิดว่าจะเดินทางกลับทางบกเข้าประเทศกัมพูชาแล้วกลับไทยทางอรัญประเทศ) คนอื่นได้ขึ้นเครื่องกันหมด แม่เสือเสื้อแดงกักผมไว้เป็นคนสุดท้ายแล้วโทรแจ้งเจ้านาย บอกว่าเป็นกฏ ต้องมีตั๋วไป-กลับ เธอขู่ผมว่าถ้าทางเวียดนามส่งตัวกลับจะต้องจ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์เอง ไปเสี่ยงเอาก็แล้วกัน!

เพื่อน ๆ เห็นมั้ยครับว่าการที่เราเลือกเดินทางเอง ไม่ว่าจะแบบไหน? หรืออย่างไร? มันมิได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน ยกตัวอย่างเช่นประเทศเยอรมัน เคยนั่งเรือจากกรีกไปอิตาลี-สวิตเซอร์แลนด์-และเยอรมัน ผมมีแค่วีซ่าอิตาลี เจ้าหน้าตรวจหนังสือเดินทางเปิดคู่มือดูว่ามีประเทศไหนที่คนไทยไม่ต้องใช้วีซ่า ก็เห็นเค้าประทับตราให้ โดยไม่หาเรื่องกักตัวเราไว้เหมือนเป็นเช่นอาชญากรข้ามชาติอะไรเลย!  ในอดีตขอให้มีเงินทุนในการเดินทางพอประมาณ มีหนังสือเดินทาง มีหลักฐานพร้อม (ประเทศไหนใช้วีซ่าก็เตรียมไปหรือไม่ก็ไปขอเอาข้างหน้า) ก็ใช้ได้แล้ว 



ผมนั่งเรือจากเบลเยี่ยมข้ามช่องแคบไปขึ้นที่ Dover ประเทศอังกฤษ ขอวีซ่าไปเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ด่านโดเวอร์เพียงขอดูเงินสดที่ติดตัวไป แม้จะไม่มาก ก็ยังให้ผมผ่านเข้าอังกฤษได้สบาย ๆ 

แล้วเพื่อน ๆ ทราบด้วยมั้ยครับว่าก่อนนี้คนไทยไปนิวซีแลนด์ก็ไม่ต้องใช้วีซ่าเช่นเดียวกับเยอรมัน?

การยื่นขอวีซ่าสำหรับประเทศที่ต้องใช้วีซ่าก็ทำได้ง่าย สมัยก่อนไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นพัน ๆ บาท ปัจจุบันนี้ค่าธรรมเนียมวีซ่าแพงมาก ปากีสถาน ๑,๗๐๐ บาท พม่าขึ้นราคาอีกเท่าตัว (แม้ว่าบินไป-กลับ ๑๕ วันไม่ต้องใช้วีซ่า) 

วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ผมยืนอยู่ที่ Quaid-e-Azam`s Mausoleum เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน... 



ก่อนหน้านั้นได้รับแผ่นพับจากการท่องเที่ยวปากีสถาน วันนี้ขอนำมาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้...


  





   

อยากให้อ่านตรงนี้...


บนแผ่นพับอายุ ๓๔ ปียังเขียนอีกว่า
If you are motoring in from Iran, a724 km journey will take you from the border post to Quetta. The road from Quetta branches at Rohri 400 km for Lahore and Karachi....
And if you are motoring to or from India, the India-Pakistan border at Wagah will lead you in or out of Pakistan..... 
เห็นมั้ยครับ? ว่าการเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่แต่ละประเทศควรทำ! ต้องให้สิทธินักเดินทางเข้าออกทางถนนหนทางด้วย มิใช่ต้อนให้เข้าประเทศแต่ทางเครื่องบินอย่างเดียว 

ถนนหนทางเชื่อมต่อทุกแห่งหน แต่หัวใจบางคนถูกกีดกันด้วยกฎระเบียบที่เพื่อนมนุษย์ตั้งขึ้นมา!

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

วัดพระเจดีย์ซาวหลัง

"วัดพระเจดีย์ซาวหลัง" เป็นวัดเก่าแก่สร้างมานานกว่าพันปี ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองลำปาง ห่างจากกำแพงเมืองประมาณ ๒ กิโลเมตร...


ผมมีแผ่นพับวัดพระเจดีย์ซาวหลังเก็บไว้ ๑ ฉบับ มีข้อมูลเกี่ยวกับวัดอยู่ด้วยดังนี้...
๑. ชื่อวัด ตามหนังสือที่ ศธ.๐๔๕/๑๑๖๙ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๒๗ ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ รับรองสภาพว่าเป็นวัดโบราณสร้างก่อนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๘๕ ปรากฏชื่อว่า "วัดพระเจดีย์ซาวหลัง" ชาวบ้านเรียกชื่อ เช่น วัดป่าเจดีย์ซาว วัดเจดีย์ซาวหลัง วัดเจดีย์ซาว
๒. สถานที่ตั้ง ห่างจากตัวเมือง ๔ กิโลเมตร ห่างจากกำแพงเมือง กิโลเมตรที่ ๒ ถนนสายลำปาง - แจ้ห่ม
๓. เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๖๕ ตารางวา
๔. ลักษณะภูมิประเทศ มีทุ่งนาล้อมรอบ ตั้งระหว่างหมู่บ้านวังหม้อและหมู่บ้านห้วยทราย ห่างจากแม่น้ำวัง ๑ กิโลเมตร
๕. ศิลปกรรม แบบพม่า ได้รับการบูรณะในสมัยเจ้าพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองลำปางองค์สุดท้ายเป็นประธานการบูรณะ โดยช่างชาวพม่าที่อาศัยในนครลำปางขณะนั้น (พ.ศ. ๒๔๕๗ - พ.ศ. ๒๔๖๔)
๖. ตำนานศาสนวงศ์ (พ.ศ. ๒๐๐๖) สถานแห่งนี้เรียกกันว่ากุลนคร (เมืองละกอน หรือ ลัวะกอน) เขตอรัญวาสี มีพระอริยะเจ้าผู้สำเร็จอภิญญาสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ความเป็นไปในเมือง ได้อาศัยจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่นี้
๗. พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานให้ยกฐานะของวัดเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
ได้ไปเก็บภาพ "วัดพระเจดีย์ซาวหลัง" มาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้...


ตำนานที่เล่าสืบมาตั้งแต่อดีตกาลกล่าวว่า....
หลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วประมาณ ๕๐๐ ปี พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรื่องในชมพูทวีปและได้แพร่หลายออกไปยังนานาประเทศ อันเป็นผลมาจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ซึ่งพระโมคคัลลีบุตรและพระติสสะเถระเป็นประธาน ได้จัดส่งพระอริยะสงฆ์สาวกออกเผยแผ่ประกาศพระพุทธศาสนาในต่างแดนเป็นครั้งแรก ในกาลนั้นพระอรหันต์เถระเจ้า ๒ รูป ไม่ปรากฏนามได้จาริกมาถึงบริเวณสถานที่แห่งนี้ เห็นว่าเป็นที่สงบเงียบเหมาะที่จะบำเพ็ญสมณธรรม จึงได้เอาเป็นที่พำนักอาศัยและอบรมศีลธรรม สั่งสอน แนะนำพุทธบริษัทในละแวกนั้น ในกาลครั้งนั้นได้มีพญามิลินทร์เป็นเจ้าผู้ครองนครแห่งหนึ่งและมีอำนาจ ได้มีความเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระอรหันต์เถระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง จนรับเป็นผู้อุปัฏฐากด้วยศรัทธาแรงกล้า เจ้าพญามิลินทร์มีความประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปในอนาคต โดยคิดสร้างถาวรวัตถุขึ้นในสถานที่แห่งนี้ จึงได้นำความไปปรึกษากับพระอรหันต์เถระเจ้าทั้ง ๒ รูป ท่านก็เห็นชอบด้วย ได้ใช้มือเสยพระเกศา (เส้นผม) ติดมือมาองค์ละ ๑๐ เส้น รวมกันได้ ๒๐ เส้น แล้วส่งมอบให้เจ้าพญามิลินทร์ตามความประสงค์ เจ้าพญามิลินทร์ได้นำพระเกศาที่ได้มานั้นบรรจุในผอบทองคำเส้นละ ๑ ผอบ รวมทั้งของมีค่าต่าง ๆ นำบรรจุในหลุม แล้วก่อเป็นองค์เจดีย์ขึ้นครอบตามจำนวนเส้นเกศา ประดับด้วยยอดฉัตรทองคำ เพื่อเป็นที่สักการะแก่ชนรุ่นหลังต่อไป...









วิหารหลังเล็กประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน



กล่าวกันว่าใครนับเจดึย์ได้ครบ ๒๐ องค์ ผู้นั้นคือผู้มีบุญ ผมไม่ได้เข้าไปเดินนับข้างในเพราะไม่อยากเหยียบย่ำสนามหญ้าสวยงาม ครั้นจะเดินนับอยู่ข้างนอกก็ร้อนแดด คงต้องยอมรับว่าตัวเองไม่มีบุญ

ขอเพื่อน ๆ ช่วยไปนับแทนด้วยนะครับ!