วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

จากใต้ขึ้นเหนือ จากสูงลงต่ำ

วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๘ ผมนั่งรถตู้มาจากบัตเตอร์เวิร์ธ ถึงสถานีขนส่งหาดใหญ่เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. 


ต้องหารถกลับกรุงเทพให้ได้...ผมตรงไปที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ บขส.โดยไม่รอช้า ก่อนหน้านั้นผมสอบถามไว้แล้วทราบว่ามีรถ ปอ.2 จากหาดใหญ่ไปกรุงเทพฯ ถ้าใช้สิทธิ์ผู้สูงอายุ ก็ได้ลดราคาเหลือเพียง ๓ ร้อยกว่าบาท แต่วันนั้นโชคผมไม่ดี! ยังอยู่ในช่วงสงกรานต์ที่นั่งจึงเต็มหมด เหลือเพียงรถวีไอพีที่ค่าโดยสารลดแล้วเหลือ ๙๑๐ บาท  ผมไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ ถ้าต้องการเดินทางกลับกรุงเทพด้วยรถ บขส. ในคืนนั้น...


สำหรับทริปนี้ครอบครัวของน้องเมเปิ้ลได้มอบเงินสนับสนุนการเดินทางของผมมา ๒,๐๐๐ บาท ผมจึงตัดสินใจซื้อตั๋ววีไอพี ๙๑๐ บาทเพื่อให้การเดินทางปลอดภัยและเที่ยวให้สนุกสมเจตนารมณ์ของผู้สนับสนุน นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งรถ VIP ๒๔ ที่นั่ง.....


ขอถ่ายรูปมาให้เพื่อน ๆ ดูหน่อยว่าเจ้ารถ VIP เป็นเช่นไร ค่าโดยสารถึงได้แพงเป็นพัน! อย่างแรกก็คือ เบาะนั่งสบาย แถวละ ๓ ที่นั่ง...


มีที่ว่างให้เหยียดแข้งเหยียดขาได้อย่างสบาย


เป็นรถที่มี AC outlet ให้ผู้โดยสารได้เสียบชาร์จมือถือด้วย...


มีของว่างแจกให้เมื่อรถออกจากสถานีขนส่งหาดใหญ่...


พร้อมผ้าห่ม...


แถมเลี้ยงข้าวฟรีอีก ๑ มื้อในระหว่างทาง...


นั่นคือครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผมได้นั่งรถโดยสาร VIP  วันนี้ผมได้กลับมาใช้บริการเจ้าเมล์เขียว (ขวัญใจคนจน) อีกครั้ง!


ค่าโดยสารจากห้างฉัตรไปเชียงใหม่ ๕๐ บาท  วันนี้ไม่มีที่ว่าง ผมต้องนั่งบนพื้น


ความร้อนจากพื้นเหล็กทำให้คล้ายกับนั่งอยู่บนกระทะร้อน ๆ แต่ผมทนได้ ไม่เคยบ่น นั่งรถวีไอพีกับนั่งรถคันนี้ก็เหมือนกันตรงที่ว่ามันพาผมไปยังจุดหมาย แต่เด็กชายคนที่เห็นต้องยืนไป เพราะไม่สามารถทนได้กับความร้อนจากพื้นเหล็ก...


พัดลมซึ่งเป่าลมร้อนออกมาทำท่าเหมือนกับว่าจะหลุดตกลงมาจากข้างบน!!


ถึงดอยตินั่นแหละ ผมถึงได้ย้ายไปนั่งเบาะ...



รสชาติของชีวิตมันอยู่ตรงนี้แหละ!

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

Why Indonesia?

ก่อนวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๘ ผมมีความคิดเพียงแค่อยากเดินทางด้วยรถไฟฟรีอีกสักครั้ง เพราะต่อไปจะไม่มีบริการนี้ให้ใช้อีกแล้ว ตอนนั้นผมก็ยังไม่คิดถึงประเทศอินโดนีเซียแม้แต่น้อย...


แต่ในระหว่างที่ค้นหาข้อมูลก็เกิดไปพบกับโปรโมชั่นพิเศษของ AirAsia มีตั๋วเครื่องบินจากปีนัง
(ประเทศมาเลเซีย) ไปเมดาน (ประเทศอินโดนีเซีย) ในราคา (ไป-กลับ) คิดเป็นเงินไทยคือ ๗๕๐ บาท
 (ไม่มี fuel charge) เมื่อรวมค่าภาษีสนามบิน ค่าเลือกที่นั่งและค่าธรรมเนียมใช้บัตรเครดิตแล้ว ทั้งหมดเป็นเงิน 1,820.44 บาท ผมจึงตัดสินใจที่จะบินไปเมดานโดยขึ้นเครื่องที่สนามบินปีนัง นี่คือคำตอบว่าทำไมทริปเดือนเมษายนที่ผ่านมาผมจึงได้เลือกที่จะไปอินโดนีเซีย...


หลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ได้ ๑ สัปดาห์เต็ม ผมบอกได้ว่าอินโดนีเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งน่าแบกเป้ไปเที่ยว อยากให้เพื่อน ๆ ได้พิจารณา...หากกำลังวางแผนที่จะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

ทีนี้หันมาดูค่าภาษีสนามบิน (Airport Tax) ซึ่งทุกคนต้องจ่ายกันหน่อย...
มาเลเซีย เก็บ MYR 65 = 540 บาท
อินโดนีเซีย เก็บ Rp 200,000 = 382 บาท
ไทย เก็บ 700 บาท

ผมลองเข้าไปดูในเว็บ AirAsia แล้วค้นหาข้อมูล เพื่อนำมาเปรียบเทียบให้ดูว่า ถ้าจะบินไปกลับระหว่างดอนเมืองกับกัวลานามูจะต้องใช้เงินเท่าไหร่? ลองหาตั๋วโปรโมชั่นดูนะครับ หากเดินทางไปวันที่ ๗ พฤษภาคม ค่าตั๋ว 990 บาท กลับวันที่ 15 พฤษภาคม ค่าตั๋ว 990 บาท เมื่อรวมค่าภาษีสนามบินของไทยและอินโดนีเซียแล้วเป็นเงิน 3,245 บาท เสียค่าเลือกที่นั่งและค่าธรรมเนียมใช้บัตรอีก 232 บาท รวมแล้วใช้เงินทั้งสิ้น 3,477 บาท

ผมไปขึ้นเครื่องที่ปีนังต้องจ่าย 1,820 บาท แต่ถ้าขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองก็จ่าย 3,477 บาท มากกว่าประมาณเกือบเท่าตัว แต่ไม่ต้องเดินทางไปปีนังให้ลำบาก จึงอยากแนะนำว่าถ้าเพื่อน ๆ จะไปเยือนจังหวัดสุมาตราของอินโดนีเซีย ก็ให้บินตรงจากดอนเมืองไปกัวลานามูจะดีกว่า....



สำหรับทริปที่ผ่านมานั้นผมรู้สึกพอใจ เพราะตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะขอใช้บริการรถไฟฟรีอีกสักครั้ง อีกทั้งยังอยากเห็นเมืองเบตงและเมือง Baling ของประเทศมาเลเซียอีกด้วย...


ยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับทริป Travellin' light ไป Bukit Lawang ผมจึงยังบอกไม่ได้ว่าใช้เงินไปเท่าไหร่ สำหรับการเดินทางครึ่งเดือน ด้วยระยะทาง ๔,๐๐๐ กิโมเมตร เก็บภาพมาทั้งหมด ๒,๗๔๘ บาน!

แลกเงินที่เยาวราช... ผมซื้อเงินอินโดนีเซีย ๑,๐๐๐,๐๐๐ รูปี (ใช้เงิน ๒,๗๕๐ บาท) และเงินมาเลเซีย ๓๐๐ ริงกิต (ใช้เงิน ๒,๖๓๔ บาท) ก็ยังมีเหลือกลับมาอย่างที่เห็นในภาพ ส่วนเงินดอลล่าร์ซึ่งเหลือมาจาก travellin' light ไปพม่า ก็พกไปด้วยแต่ไม่ได้ใช้!


ถ้าหากปีหน้ายังพอมีปัจจัยครบ ๓ ประการคือ สุขภาพ เงิน และเวลา ผมอาจได้ไปอินโดนีเซียอีกสักครั้ง โดยบินตรงจากดอนเมืองไปกัวลานามู

แต่ตอนนี้ยังเป็นเรื่องไกลตัว ผมไม่คิดหรอกครับ!  

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ความตื่นเต้นที่สนามบินปีนัง

เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ เครื่องบินแอร์เอเซีย (อินโดนีเซีย) เที่ยวบิน QZ8501 ซึ่งบินจากสุราบายาไปสิงคโปร์ได้ตกลงในทะเลจาวา สาเหตุเนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ทำให้ผู้โดยสาร ๑๕๕ คนและลูกเรือ ๗ คนเสียชีวิต



เครื่องบินดังกล่าวเป็นเครื่อง airbus A320-216 (ภาพจากวิกิพีเดีย) แบบเดียวกับที่ผมนั่งจากปีนังไปเมดาน...



ที่อยากจะเขียนถึงก่อนในวันนี้ เป็นเรื่องของความตื่นเต้นที่ได้รับจากการถูกเปลี่ยนเที่่ยวบินโดยไม่รู้ตัว ผมกล่าวนำด้วยเรื่องการตกของเที่ยวบิน QZ8501 ของแอร์เอเซีย (อินโดนีเซีย) เพราะว่ามีครอบครัวหนึ่งซึ่งรอดชีวิตเนื่องจากทาง AirAsia ได้ส่งเมลแจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินโดยให้ไปขึ้นเครื่องก่อนกำหนดเวลาเดิม ซึ่งก็คือเที่ยวบินมรณะดังกล่าว พอดีผู้โดยสารไม่ได้เช็คเมลจึงไม่ทราบ เมื่อไปถึงสนามบินก็พบว่าเครื่องบินออกไปแล้ว ทีแรกก็เดือดดาล แต่เมื่อได้ทราบถึงอุบัติเหตุที่เกิดกับเที่ยวบิน QZ8501 คงจะถึงกับตบอก...ขอบคุณพระเจ้า!

ส่วนประสบการณ์ของผมก็คล้ายกัน คือไม่ได้อ่านเมลจาก AirAsia ในหัวข้อ "Flight Cancellation Notice" แจ้งว่า "Dear Guest, we regret to inform you that your AirAsia flight has been cancelled due to circumstances beyond our control..."

หมายความว่าไม่มีเที่ยวบิน QZ105 ตาม booking ของผม...


เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๘ (สองวันก่อนกำหนดบิน)  AirAsia ก็เมลให้ทราบอีกครั้งถึงการเปลี่ยน Flight QZ105 เป็น QZ103 ซึ่งจะออกจากสนามบินปีนังเวลา ๑๖.๓๕ น....


พอดีผมไม่ได้เช็คเมล!!!  จึงไม่รู้ว่า departure time ของผมเปลี่ยนจากเวลา ๒๑.๓๕ น.ไปเป็น ๑๖.๒๕ น. อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่าตลอดเวลาผมคิดอยู่อย่างเดียวว่า "เครื่องออก ๓ ทุ่ม!"   เช็คเอ้าท์ออกจาก Friendly Green House แล้ว ผมนั่งรถเมล์สาย 401 ไปลงที่ Snake Temple ก่อน


เพลิดเพลินอยู่กับการถ่ายรูปสาวที่ทำหน้าแหยเมื่อมีงูคล้องคอ...


เที่ยวดูแบบฆ่าเวลา เพราะเที่ยวบินของตัวเองออกเวลา ๓ ทุ่ม....


อยู่จนบ่าย ผมก็ไม่ได้สนใจว่ากี่โมงกี่ยาม  สนามบินอยู่ห่างจาก Snake Temple นิดเดียว ยังไง ๆ ก็ทันและมีเวลาเหลือเฟือ!  ผมเดินไปที่ร้านอาหารหน้าวัด สั่งก๋วยเตี๋ยวผัดและกาแฟเย็นมากินอย่างใจเย็น...


กินเสร็จแล้วถึงค่อยเดินข้ามถนนไปรอรถเมล์...


รถเมล์วิ่งมาคันนึงแล้วผ่านเลยไป ต้องรออีกพักใหญ่กว่าเจ้า 401E มาจอดรับแล้วพาไปส่งถึงสนามบิน...


ก็ยังใจเย็นอยู่นะ ผมเดินเข้าสู่อาคารผู้โดยสารอย่างเนิบนาบ...


ถึงข้างในแล้วก็ยังเดินไปเข้าห้องน้ำอีก ในใจคิดว่าเพิ่งบ่ายสาม ยังมีเวลาอีกตั้ง ๕ ชั่วโมง จะรีบร้อนไปทำไม? กลับมาจากห้องน้ำก็ไปยืนดูที่บอร์ดเห็นเที่ยวบิน QZ103 ของ AirAsia  boarding time 15:55  ก็ยังคิดว่านั่นไม่ใช่เที่ยวบินของเราอยู่นั่นเอง! พอดีเหลือบไปเห็น Kiosk สำหรับ self check-in อยู่ใกล้ ๆ ก็เลยถือโอกาสเข้าไปเช็คอินซะเลย...

และแล้วความตื่นเต้นก็บังเกิด เมื่อ boarding pass ออกมาแล้วพบว่าเที่ยวบินของผมคือ QZ103...!!!


ไม่มีเวลาแม้แต่จะมองดูว่าตอนนั้นเวลาเท่าไหร่แล้ว...ผมแบกเป้วิ่งหาข่องทางสำหรับผู้โดยสารขาออก ในมือกำหนังสือเดินทางและ boarding pass ไว้แน่น  สอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่าต้องขึ้นไปชั้นสอง พอขึ้นไปแล้วยังต้องผ่าน passport control และเครื่องเอ็กซเรย์อีก กว่าจะไปถึงจุดนั่งรอขึ้นเครื่อง (Gate A5) หัวใจแทบวาย!


ขณะขึ้นเครื่อง...ผมถามตัวเองว่าถ้าหากออกมาจาก Snake Temple ช้าไปเพียงแค่ขึ้นรถเมล์คันที่สองไม่ทัน อะไรจะเกิดขึ้น?

ผมคงต้องตบอกผาง เมื่อพบว่ามาถึงแล้ว ไม่มีเครื่องให้นั่งไปอินโดนีเซีย! 

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

What a wonderful world!


In Bukit Lawang I have seen whatever that Louis Armstrong describes in his favorite song "What A Wonderful World"...
I see trees of green, red roses too
I see them bloom for me and you
And I think to myself what a wonderful world.
I see skies of blue and clouds of white
The bright blessed the day, the dark sacred night
And I think to myself what a wonderful world.
The colors of the rainbow so pretty in the sky
Are also on the faces of people going by
I see friends shaking hands saying how do you do
But they're really saying is I love you.
I hear baby's crying and I watched them grow
They'll learn much more than I'll ever know
And I think to myself what a wonderful world.
Yes, I think to myself what a wonderful world.

















กลับมาถึงบ้านตั้งแต่เย็นวันนี้ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๘ แล้วครับ หลังจากการเดินทางรวมทั้งสิ้นประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร ในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย...

แล้วจะเขียนให้เพื่อน ๆ ได้อ่านนะครับ...