วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วัดโพธิสัตโตเจ้าแม่กวนอิมเบตง

มาถึงเบตง ถ้าไม่ได้เยือน"วัดโพธิสัตโตเจ้าแม่กวนอิมเบตง" ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา ก็คงคล้ายไปหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นวัดพระธาตุภูสี  วันนี้เพื่อน ๆ คงต้องออกแรงเดินกันหน่อยแล้วหละ!


มีบันไดเป็นทางเท้าขึ้นไปข้างบน แต่ต้องเดินอย่างระมัดระวัง หากหกขะล้มก็เป็นเรื่อง...


เว็บศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม  กล่าวว่า....
วัดโพธิสัตโตเจ้าแม่กวนอิมเบตงหรือวัดกวนอิม สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยรวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันบริจาคเพื่อสร้างวัดกวนอิมแห่งนี้ ให้อยู่อย่างโดดเด่นบริเวณเนินเขาของสวนสุดสยาม ดึงดูดทุกสายตาด้วยเจดีย์ ๗ ชั้นซึ่งออกแบบอย่างงดงาม วัดแห่งนี้ยังป็นสถานศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าซึ่งเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพสำคัญหลายองค์ อาทิ เจ้าแม่กวนอิม ท่านแป๊ะกง ท่านกวงกง เจ้าแม่จิวหวังเหย่ ยี่หวังต้ตี้ หวาโถ่วเซียนซื่อ ขงจื้อ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและมาเลเซียที่เลื่อมใสศรัทธาเดินทางมาสักการะขอพรเป็นจำนวนมาก....








เจดีย์ ๗ ชั้นสวยงามยิ่งนัก...







กล่าวกันว่าส่วนใหญ่จะไปขอพรให้มีบุตรและโชคลาภ เหมือนกับวัดพระธาตุลำปางหลวง ไม่ทราบว่าเป็นที่สนใจของครูแม้วอีกหรือเปล่า?

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โรงแรมฟ้าอันรุ่ง เบตง

วันก่อนเขียนถึง "โรงแรมฟ้าอันรุ่ง" ซึ่งเป็นโรงแรมราคาถูกในตัวเมืองเบตงที่ผมได้พักอยู่ ๒ คืน ก่อนเดินทางเข้ามาเลเซียเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๘... 


เพื่อน ๆ ที่รักครับ ผมรู้ดีว่าโรงแรมของคนจีนเก่า ๆ แบบนี้คงไม่อยู่ในความประสงค์ของเพื่อน ๆ ที่จะเข้ามาพักเป็นแน่แท้ แต่ก็อยากนำภาพมาให้ดู เพื่อจะได้รู้ซึ้งถึงการเดินทางสไตล์ลุงน้ำชา ซึ่งต่อไปอาจไม่มีใครทำเช่นนี้อีกแล้ว  คืนวันที่ ๓ เมื่อรถตู้พาผมและผู้โดยสารอีกหลายคนเดินทางถึงเมืองเบตงโดยสวัสดิภาพ คนขับหันมาถามว่าจะให้ไปส่งที่ไหนบ้าง?  นักท่องเที่ยวพูดจีน ๒-๓ คนขอให้ไปส่งโรงแรม Garden View....

 
ผมเป็นคนสุดท้ายที่ขอให้ไปส่งที่โรงแรมฟ้าอันรุ่ง  คนขับรถตู้บอกว่าดีนะที่บอกซะก่อน ไม่งั้นก็จะไปส่งที่ Garden View หมด เขาเลี้ยวรถไปอีกนิดเดียวก็ไปจอดส่งผมที่หน้าอาคาร ๓ ชั้นบนถนนจันทโรทัย...


โรงแรมของคนจีนนั่นเอง สมัยก่อนคงเป็นที่พักยอดนิยมสำหรับผู้เดินทางมายังเมืองชายแดนแห่งนี้ เปรียบได้ก็คงคล้ายกับ "โรงแรมศรีประกาศ" ที่เชียงใหม่  ชั้นล่างมีร้านอาหารและมีกาแฟโบราณขายด้วย  ราคาห้องพักที่ตาแป๊ะเจ้าของโรงแรมซึ่งยืนอยู่ในเคาน์เตอร์ไม้สูงระดับอกแจ้งให้ทราบคือ ๒๕๐ บาท พอถูกถามถึงที่ถูกกว่านั้น...แกก็บอกว่ามีคืนละ ๒๐๐ บาท แต่ไม่มีทีวีนะ  โฮ้ย...จะเอาไปทำไม ขอแค่ที่ซุกหัวนอนก็พอแล้ว ผมตกลงพักทันที จ่ายเงิน ๒๐๐ บาทแล้วรับกุญแจห้อง แบกเป้เดินขึ้นบันไดแบบโบราณไปชั้น ๓


มีเตียงเก่า ๆ ให้ผมซุกหัวนอน...


โต๊ะเก้าอี้อย่างนี้แหละ...


ห้องไม่มีมุ้งลวด ที่เตียงก็ไม่มีมุ้ง ผมคงต้องอาศัยเจ้าพัดลมเพดานเก่า ๆ ที่จะช่วยปัดยุงมิให้มารังควาน...


ถ่ายรูปหน้าต่างบานเกล็ดมาให้ดู ไม่มีโรงแรมไหนอีกแล้วที่จะโทรมเท่าที่นี่!



ม่านหน้าต่างที่เห็น จงอย่าได้ไปสัมผัสเพราะฝุ่นจะคลุ้งกระจายเข้าจมูก!


สมัยก่อนเฟอร์นิเจอร์น่าจะหรูและดูดี...


แต่กาลเวลาผ่านมาชั่วอายุคน สภาพที่เห็นจึงเป็นเช่นนี้...



เพื่อน ๆ อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีนะครับ!

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ไก่เบตง

ลอดอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ทะลุออกไปอีกด้านหนึ่ง  ผมมองเห็นไก่หงอนแดงตัวสูงใหญ่ ประหนึ่งว่าได้หลงเข้ามาใน "ยักษานคร" โดยไม่คาดฝัน!!



แต่ใกล้ ๆ กัน ผมก็ยังคงเห็นมนุษย์ธรรมดา ๆ ซึ่งไม่ใช่ยักษ์!!  ดูเหมือนเค้ากำลังเก็บเต็นท์พักแรม....


พอดีผมได้อ่านจากป้ายที่ต้นอุโมงค์มาก่อนแล้วว่า ช่วงวันที่ ๒-๓-๔ เค้ามีงาน "ไก่เบตง"


ต้องตามไปดูกันหน่อยล่ะ...งานเนี้ย!


ไทยวิกิพีเดียกล่าวว่า "ไก่เบตงเป็นไก่พันธุ์เนื้อพื้นเมืองที่นำพันธุ์มาจากประเทศจีนที่เรียกว่าไก่กวางไส เป็นไก่ที่มีต้นกำเนิดมาจากไก่พันธุ์แลนซาน ไก่เบตงถือว่าเป็นไก่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอเบตง จังหวัดยะลา" 


วันนี้โชคดีที่ผมมาทันได้เห็นงานไก่เบตง แม้ว่ายังเช้าอยู่ แต่ก็มีอะไรที่น่าสนใจให้ชม มีเรื่องราวน่ารู้ให้อ่าน...







ผมชอบใจป้ายที่บอกว่า"ไก่เบตง" คือตัวแทนของความกตัญญู หลังจากได้อ่านทราบว่าชาวจีนผู้อพยพเข้ามาอยู่ทางตอนใต้ของไทยในสมัยเหมืองแร่เฟื่องฟูเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้ว นอกจากเสื่อผืนหมอนใบ สิ่งที่นำติดตัวมาด้วยคือ ไก่พื้นเมืองของมณฑลกวางไส  ซึ่งต่อมาได้เลี้ยงกันอย่างแพร่หลายจนมีชื่อ เรียกกันติดปากว่า "ไก่เบตง"  ไก่ที่ว่าคงช่วยให้ผู้ที่นำมันมาจากเมืองจีนได้ตั้งตัวจนมีฐานะร่ำรวยได้ในที่สุดนั่นเอง!


อย่างไรก็ตาม นอกจากเสื่อผืนหมอนใบกับไก่ที่นำมาด้วย ถ้าไม่มีความขยันและอดทนก็คงไม่ได้!! 

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์

วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๘  จากโรงแรม "ฟ้าอันรุ่ง" ที่พักราคาคืนละ ๒๐๐ บาท...ผมออกเดินชมเมืองตั้งแต่เช้า แบบว่าอยากสัมผัสกับบรรยากาศของ “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน” เอามาก ๆ  


อำเภอเบตงแม้จะเป็นอำเภอใหญ่ของจังหวัดยะลา แต่ตัวเมืองจริง ๆ แล้วในสายตาผมว่าเล็กนิดเดียว เดินยังไม่ทันได้เหงื่อก็ถึงอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์แล้ว...


แผนที่จาก btnc.coj.go.th

อ่านประวัติการก่อสร้างอุโมงเบตงมงคลฤทธิ์ซะหน่อย...
อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ตั้งอยู่ ณ บริเวณถนนอมรฤทธิ์ตัดกับถนนภักดีดำรงผ่านสวนสาธารณะเทศบาลเมืองเบตง การก่อสร้างได้เริ่มดำเนินการในปี ๒๕๔๒ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๓ และเปิดใช้เมื่อวันที่  ๑ มกราคม ๒๕๔๔ โดยผู้ก่อสร้างได้ทำการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดิน ประกอบด้วยอุโมงค์กว้าง ๙ เมตร สูง ๗ เมตร ผิวจราจรคู่กว้าง ๗ เมตร มีการติดตั้งแสงสว่างเพื่อความปลอดภัยพร้อมระบบระบายอากาศ มีความยาวประมาณ ๒๗๓ เมตร ซึ่งใช้งบประมาณในการก่อสร้างจำนวน ๑๘๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท....


เดินตามสาว ๆ เข้าไปด้วยกันเล้ย....


มีทางเท้าสองข้าง กว้างประมาณ ๑ เมตร ผมไม่พลาดโอกาสที่จะเดินลอดอุโมงค์...




เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แย้ว....



ด้วยระยะทางเกือบ ๓๐๐ เมตร ในที่สุดผมก็ทะลุมาออกยืนถ่ายภาพอีกด้านหนึ่ง....


อยากตะโกนดัง ๆ ว่า ได้มาเดินลอดอุโมงค์ที่เบตง...สมใจแล้วจ้า!