วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

เผลอนิดเดียว!


เช้าวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๘ ด้วยเที่ยวบิน QZ103 ของ AirAsia ผมเดินทางจากสนามบินนานาชาติกัวลานามู (เมดาน) กลับมาถึงสนามบินปีนัง เมื่อเวลาประมาณ ๗ โมงเช้า...ตามเวลาท้องถิ่น


ลงจากเครื่องแล้วก้าวเดินไปตามงวงช้าง ผมตามขบวนผู้โดยสารสู่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ไปยืนเข้าคิวเพื่อผ่าน passport control ปัจจุบันนี้ประเทศมาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งยกเลิกการกรอกบัตรเข้าออก (arrival and departure cards) แล้ว นักเดินทางจึงไม่ต้องเขียนอะไร ผมทำแค่เพียงถอดหมวกออกให้เห็นใบหน้าชัดเจน แล้วยื่นหนังสือเดินทางให้กับเจ้าหน้าที่ ไม่มีปัญหาอะไรครับ เค้าให้ผมใช้ปลายนิ้วชี้ทั้ง ๒ ข้างแตะที่แป้นกระจก จากนั้นก็ติดสติ๊กเกอร์สีเขียวลงบนหนังสือเดินทางแล้วประทับตรา ทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน!


ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก ปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางด้วยเครื่องบินผ่านไปแล้ว ต่อจากนี้ก็ไม่ต้องตีกรอบให้เร่งรีบ ค่อย improvise เส้นทางกลับสู่เมืองไทย หลังจากผ่าน ตม...ผมไม่ต้องไปยืนรอสัมภาระที่สายพาน เดินตรงไปยัง security check แล้วแบกเป้ออกจากสนามบินได้เลย  บรรยากาศยามเช้ายังขมุกขมัวเมื่อผมเดินไปถึงจุดขึ้นรถประจำทาง...


รู้ว่าค่ารถเมล์สาย 401E ไปยัง Jetty คือ 2.70 MYR  ระบบการเก็บเงินของที่นี่ก็เหมือนกับที่สิงคโปร์ คือต้องเตรียมเงินไว้หยอดลงในที่รับค่าโดยสารข้างคนขับ...


ผมเตรียมเงินไว้ครบตามจำนวนแล้วกำไว้แน่น...


ระหว่างที่รถเมล์...ผมหันกลับไปถ่ายภาพอาคารสนามบินไว้อีก ๑ บาน!


พอเหลียวกลับมาก็เห็นรถเมล์สาย 401E วิ่งเข้าจอดรอรับ อารามเร่งรีบ...ผมเก็บกล้องแล้วเดินตรงไปขึ้นรถทันที!!  คนขับบอกว่า "Two seventy" เมื่อทราบว่าผมจะไปลงที่ Jetty


ผมแบมือที่กำเงินค่าโดยสารออกจ่าย  โธ่เว้ย...ดันมีไม่ครบ มันตกหายไป 20 เซนต์ในระหว่างที่รีบมาขึ้นรถ ผมต้องหยิบแบ้งค์ ๑ ริงกิตออกมาผสมแล้วหย่อนลงในช่องรับค่าโดยสาร เจ้าเครื่องบ้านั่นก็ไม่มีสมองให้ทอนเงินซะด้วย หยอดลงไป ๓ ริงกิตมันกินหมด...


คนขับยื่นตั๋วให้ ก่อนที่จะเหยียบคันเร่งพารถเคลื่อนออกไป...


ตกลงแค่เผลอตัวนิดเดียวทำให้ตังค์หล่นหาย ๒๐ เซนต์ เช้านี้ผมประเดิมด้วยการเสียเงินเปล่าไป ๕๐ เซนต์!!  อยากเขกหัวตัวเอง แต่ภาพสองข้างทางที่รถวิ่งผ่านไปทำให้ผมลืมเรื่องความผิดพลาดของตัวเองเสียสิ้น!!









เพื่อน ๆ ที่รักครับ วันนี้เรากลับเมืองไทยกันนะ...

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

ที่ซุกหัวนอน

อยากจะเปลี่ยนรูปแบบการเล่าเรื่องการเดินทางไปอินโดนีเซียให้แตกต่างจากที่เคยเขียน กล่าวคือผมจะไม่บรรยายและโพสต์ภาพเรียงไปตามลำดับจากจุดเริ่มต้นไปจนสิ้นสุดการเดินทาง แต่จะหยิบออกมาคุยในแต่ละเรื่องที่เห็นว่าเหมาะสมและอาจมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ ที่รักการเดินทางประเภทใช้เงินน้อยแต่ได้ประสบการณ์เยอะ!

ไปอินโดฯ คราวนี้ผมทำพลาดหลายอย่าง ซึ่งไม่อายที่จะเล่าให้ฟัง หลายเรื่องเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า บางอย่างเป็นการเอาตัวรอด บางเรื่องก็ไม่คาดคิดมาก่อน!!  การหาที่พักหรือที่ซุกหัวนอนเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจ!


แต่ไหนแต่ไรมาแล้วผมไม่เคยคิดจองที่พักล่วงหน้า เป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกสวย คิดว่าหนทางเบื้องหน้าจะต้องมีทางออกให้เสมอ แต่ทุกวันนี้รูปแบบของการเดินทางได้เปลี่ยนแปลงไปมาก นับตั้งแต่มีการจองที่พักออนไลน์ มีเว็บให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางและสถานที่ต่าง ๆ ที่นักเดินทางสามารถหาคำตอบได้โดยง่าย ที่พักเกือบทุกแห่งมี free wifi ให้ได้เชื่อมต่อสื่อสารถึงกันได้แม้อยู่ห่างกันคนละมุมโลก  แม้ในอ้อมกอดของป่าเขาลำเนาไพรอย่างเช่น Bukit Lawang ก็ยังมี wifi ให้ใช้เหมือนกับใน George Town บนเกาะปีนัง



จองที่พักล่วงหน้าดีมั้ย?  ผมชักจะเห็นด้วยแล้วว่ามันดี อย่างเช่น การจอง Friendly Green House ผ่าน booking.com โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ทำให้ผมมั่นใจได้ว่ามีที่พักแน่นอนเมื่อไปถึงเกาะปีนัง ยิ่งปัจจุบันนี้มี app ของแต่ละเว็บ อย่างเช่น booking.com หรือ hostelworld,com ให้ดาวน์โหลดมาไว้บน smart phone อะไร ๆ ก็ดูจะง่ายไปหมด...


การจองที่พักออนไลน์และการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตระหว่างการเดินทาง เป็นสิ่งที่ผมเริ่มนำเข้ามาใช้เป็นครั้งแรกในทริปที่ผ่านมา สะดวกและราบรื่นดีทุกอย่างทั้งที่พักในมาเลเซียและอินโดนีเซีย  คิดว่าคราวหน้าถ้าไปไซ่ง่อน...ผมก็จะใช้วิธีนี้อีก!

อย่างไรก็ตามในช่วง ๒ สัปดาห์ของการเดินทางก็ต้องพักค้างตามโรงแรมอื่น ๆ อีก ผมต้องอาศัยนอนบนลานหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง...


นั่งหลับบนขบวนรถเร็วกรุงเทพ-สุไหงโกลก....


พักที่ "ฟ้าอันรุ่ง" โรงแรมเก่าแก่ของเมืองเบตง...


ถึงมาเลเซียก็ต้องหาที่พักในเมือง Baling...


แถมยังต้องหาที่พักคืนแรกใน Bukit Lawang เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงกำหนดการเดินทางโดยไม่คาดคิด...


และที่ลืมไม่ลงก็คือ การอาศัยเก้าอี้ในสนามบิน Kuala Namu เป็นที่นั่งหลับทั้งคืน...


สรุปค่าที่พักสำหรับทริปครั้งนี้ รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๑,๖๙๕ บาท ที่แพงที่สุดคือโรงแรมใน Baling ราคาคืนละ ๒๒๐ บาท ส่วนที่ถูกที่สุดคือ Rain Forest ใน Bukit Lawang คืนละ ๑๑๐ บาท...

เงิน ๑,๖๙๕ บาท...บางท่านอาจใช้พักในโรงแรมหรูได้เพียงคืนเดียว!!

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

ศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า

วัดไตรมิตรวิทยาราม อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟหัวลำโพง เช้าวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ วันที่สองของ Travellin' light ไป Bukit Lawang ผมไปแลกเงินที่รุ่งทรัพย์การท่องเที่ยวแต่ยังเช้าเกิน ลุงคนหนึ่งบอกให้ผมไปไหว้พระที่วัดไตรมิตรก่อนแล้วค่อยกลับไป จากรุ่งทรัพย์การท่องเที่ยวไปวัดไตรมิตร... ผมเดินผ่านศาลเจ้าแม่กวนอิม (มูลนิธิเทียนฟ้า)


เว็บ voicetv.co.th กล่าวว่า...
มูลนิธิเทียนฟ้าก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ เป็นมูลนิธิแห่งแรกในประเทศไทย โดยการรวมตัวของกลุ่มชาวจีน ๕ ภาษา เพื่อสงเคราะห์ผู้ป่วยไข้ที่ยากไร้ให้ได้รับการรักษาพยาบาล มีทั้งการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีนภายใน มูลนิธิแห่งนี้มีศาลรูปเคารพของ เจ้าแม่กวนอิม หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปางประทานพร ประดิษฐานเป็นเทพเจ้าองค์ประธาน ซึ่งชาวพุทธนิกายมหายาน ได้ให้ความเคารพนับถือต่อพระโพธิสัตว์นอกเหนือจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเชื่อว่าพระโพธิสัตว์คือผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เพียงแต่ยังไม่เข้าสู่พุทธภูมิ จนกว่าจะช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากเสียก่อน ในบรรดาพระโพธิสัตว์ ที่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธามากพระองค์หนึ่งก็คือ พระอวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา หรือที่ชาวจีนเรียกกันว่า กวนซีอิมหรือกวนอิมผู่สัก ชึ่งแปลว่า พระโพธิสัตว์ผู้รู้ความจริงแห่งโลก (เงี่ยหูฟังเสียงโลก) เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้เป็นไม้แกะสลัก ศิลปะแบบราชวงศ์ถัง สันนิฐานได้ว่าสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง เมื่อประมาณ ๘๐๐-๙๐๐ ปีที่ผ่านมา ได้ถูกอัญเชิญมาจากประเทศจีนเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๑ มาประดิษฐานที่บริเวณมูลนิธิเทียนฟ้าเพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา...
ภาพนี้นำมาจาก voicetv.co.th
ผมบันทึกภาพโดยรอบมาให้เพื่อน ๆ ดูด้วย...








จากศาลเจ้าแม่กวนอิม ผมมุ่งหน้าต่อไปยังวัดไตรมิตร...

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

พระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก

เช้าวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ผมได้เห็นนักท่องเที่ยวมากมายแห่กันไปชม "พระสุโขทัยไตรมิตร" หรือ “หลวงพ่อทองคำ” หรือ "พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก!



ไทยวิกิพีเดียกล่าวว่า...
"พระสุโขทัยไตรมิตร" เป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุด และได้รับการบันทึกในหนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ พระพุทธรูปทองคำองค์นี้มีหน้าตั้งกว้าง ๓.๐๑ เมตร สูง ๓.๙๑ เมตร องค์พระสามารถถอดได้ ๙ องค์ จากฐานองค์พระขึ้นไปเนื้อทองบริสุทธิ์ ๔๐% พระพักตร์มีเนื้อทอง ๘๐% ส่วนพระเกศมีน้ำหนัก ๔๕ กิโลกรัม เป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ ๙๙.๙๙%  สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย เข้าใจว่า เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ไปอัญเชิญพระพุทธรูปมาจากเมืองเหนือเพื่อนำมาประดิษฐานยังวัดสำคัญ พระพุทธรูปที่เชิญมามีจำนวนมาก ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง ขุนนางผู้หนึ่งจึงแอบเอาปูนไล้พระพุทธรูปทองคำแล้วนำมาไว้ยังวัดที่ตนสร้าง จนได้อัญเชิญมาไว้ที่วัดพระยาไกร (วัดโชติการาม) ต่อมาบริษัท อี๊สต์เอเชียติ๊ก ได้ขอเช่าที่วัด (ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้างแล้ว) เป็นโรงเลื่อยจักร จึงได้อัญเชิญไว้ที่ข้างพระเจดีย์และปลูกเพิงสังกะสีมุงเป็นหลังคากั้นไว้อย่างหยาบ ๆ หลังจากนั้นเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี เมื่อพระอุโบสถและพระวิหารหลังใหม่สร้างเสร็จจึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน แต่ในระหว่างการเคลื่อนย้ายปูนที่หุ้มองค์พระกระเทาะออก จึงทำให้เห็นองค์พระข้างในเป็นทองคำ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
ชาวต่างชาติต้องซื้อบัตรผ่านประตู แต่คนไทยไม่ต้อง ผมเดินแบกเป้เข้าได้สบาย  บนชั้น ๓ ของพระมหามณฑป มีห้องจัดนิทรรศการแสดงความมหัศจรรย์การสร้าง การอำพราง และการปรากฏองค์ของพระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก....

ภาพจาก attraimitr-withayaram.com


นิทรรศการน่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือประวัติความเป็นมาจากพระพุทธรูปปูนปั้นสู่ "พระพุทธพุทธรูปทองคำ"

ภาพจาก attraimitr-withayaram.com
ภาพนายช่างกำลังกระเทาะปูนปั้นออกจากพระเศียรพระพุทธรูปทองคำ...

ภาพจาก attraimitr-withayaram.com
จากห้องนิทรรศการ ขึ้นบันไดไปชั้น ๔ ของพระมหามณฑป...




ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย อยู่ในพระอิริยาบถนั่งสมาธิราบ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุ ปลายพระหัตถ์ชี้ลงพื้นธรณี หน้าตักกว้าง ๖ ศอก ๕ นิ้ว สูงจากฐานถึงพระเกตุเมาฬี ๗ ศอก ๑ คืบ ๙ นิ้ว น้ำหนักประมาณ ๕ ตันครึ่ง...






นี่คือพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก!!!

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

แลกเงินที่เยาวราช

ไปมาเลเซียและอินโดนีเซียครั้งนี้ ผมตั้งใจที่จะแลกเงิน "ริงกิตมาเลเซีย (MYR)" และเงิน "รูปีอินโดนีเซีย (IDR)" ไปจากประเทศไทย โดยมีงบประมาณไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท...


ผมค้นในสมุดเก็บเงินที่เหลือมาจากการเดินทางครั้งก่อน ๆ พบว่ามีเงินดอลล่าร์และเงินริงกิตอยู่จำนวนหนึ่ง เงิน $70 นั้นเหลือมาจากทริปไปเวียดนามเมื่อปีที่แล้ว ส่วนเงินมาเลเซียมีอยู่ ๑๔ ริงกิต กับเงินอินโดนีเซีย ๑๐๐ รูปีที่ไม่ทราบว่ามาจากไหน เป็นธนบัตรสะสมซึ่งเก่ามาก! ..


เช้าวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ ผมอยู่ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง รอขึ้นรถเร็วกรุงเทพ-สุไหงโกลกซึ่งออกเวลา ๑๓.๐๐ น. มีเวลาให้ผมได้ไปแลกเงินมาเตรียมไว้ ผมคิดถึง "Super Rich" สาขาศาลาแดง (1) บนถนนสีลม (เคยใช้บริการมาแล้ว ๒ ครั้ง) และ "รุ่งทรัพย์การท่องเที่ยว" (2) เลขที่ ๔๖๖-๘ ถนนเยาวราช


ตัดสินใจเลือกที่จะไปแลกเงินที่ "รุ่งทรัพย์การท่องเที่ยว" (2) เพราะใกล้ดี เดินจากสถานีหัวลำโพงไปไม่ไกล  ผมไปถึงที่นั่นตั้งแต่ยังไม่ ๘ โมง ร้านยังไม่เปิด ชายคนหนึ่งบอกผมว่า "กว่าจะเปิดก็ ๙ โมงกว่าโน่นแหละ คุณไปหาอะไรกินก่อนก็แล้วกัน"  ผมถามว่าแถวนั้นมีวัดหรือเปล่า? คำตอบคือ "วัดไตรมิตร"

ร้านแลกเงินยังไม่เปิด ผมเดินไปวัดไตรมิตร ผ่านศาลเจ้าแม่กวนอิน (มูลนิธิเทียนฟ้า)....


เพิ่งรู้นะว่ามีพระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม



กลับไปที่ "รุ่งทรัพย์การท่องเที่ยว" ผมเดินเข้าไปในห้องที่มีพนักงานสาวหลายคนกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพ์ พอรู้ว่าจะมาแลกเงิน เค้าชี้ให้ผมขึ้นบันไดไปชั้นสอง  ข้างบนนั้นผมเห็นห้องขนาด ๖ ม. x ๖ ม. มีพนักงานสาว ๓-๔ คนนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ยาว ผมแจ้งว่าจะมาแลกเงิน หญิงนางหนึ่งถามว่าเงินอะไร? ผมบอก "มาเลเซียริงกิต"  เธอบอกว่ามี.. พร้อมกับแจ้งอัตราแลกเปลี่ยนว่า ๑ ริงกิต = ๘.๗๘ บาท  ผมขอซื้อ ๓๐๐ ริงกิต จ่ายด้วยเงินไทย ๒,๖๓๔ บาท...


อัตราแลกเปลี่ยนที่ superrich มีดังนี้...
MYR มาเลเซียริงกิต (แบงค์ 10-5)  ซื้อ 8.76 - ขาย 8.89
IDR อินโดนีเซียรูปี  ซื้อ 2.46 - ขาย 2.56
แสดงว่าซื้อเงินริงกิตที่รุ่งทรัพย์การท่องเที่ยวได้อัตราดีกว่านิดนึงคือ ๘.๗๘ ในขณะที่ superrich คิด ๘.๘๙  เงิน ๓๐๐ ริงกิต...ผมได้ธนบัตร ๑๐ ริงกิต ๒๐ ฉบับ และธนบัตร ๕ ริงกิต ๒๐ ฉบับ


ได้มาเลเซียริงกิตแล้ว...ก็ขอซื้ออินโดนีเซียรูปีต่อ แต่เค้าไม่มีให้ ผมจึงแบกเป้จากมา


ผมเดินข้ามถนนเยาวราชแล้วเดินมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟหัวลำโพง ระหว่างเหลือบเห็นร้านแลกเงินคูหาเล็ก ๆ ซึ่งมีชื่อว่า "ซุปเปอร์ริชเท็กซัส"  ผมแวะถามว่ามีเงินอินโดนีเซียรูปีให้แลกมั้ย?  หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านบอกว่ามี  ดีแล้ว!..จะได้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยไปจากที่นี่เลย


อัตราแลกเปลี่ยนคือ ๑,๐๐๐ รูปี = ๒.๗๕ บาท ในขณะที่ อัตราแลกเปลี่ยนที่ superrich (ตัวจริง)  ๑,๐๐๐ รูปี = ๒.๕๖ บาท  ขอซื้อ ๑ ล้านรูปี ต้องใช้เงินไทย ๒,๗๕๐ บาท  ถ้าไปแลกที่สีลมก็จ่ายเพียง ๒,๕๖๐ บาท (ประหยัดได้ ๑๙๐ บาท)  แต่เอาเหอะ ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว  ผมได้เงิน ๑ ล้านรูปี เป็นธนบัตร ๑ แสน ๗ ฉบับ และธนบัตร ๕ หมื่นอีก ๖ ฉบับ ...


ตอนนี้ผมมีเงินล้านแล้วจ้า...