วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

วัดทุ่งหก ตำบลวอแก้ว

เนื่องจากพักนี้การเดินทางของผมจะเป็นแบบ behind the wheel ช่วงสั้น ๆ ใช้เวลาแค่ครึ่งหรือหนึ่งวัน เที่ยวเก็บภาพวัดวาอารามและสถานที่ ๆ น่าสนใจในจังหวัดลำปางไปเรื่อย ๆ  เมื่อได้ไปเห็นและบันทึกภาพมาแล้ว หากนำมาเก็บไว้เฉย ๆ อีกหน่อยก็จะกลายเป็นดินพอกหางหมู มีมากจนจำไม่ได้ว่าวัดไหนเขียนถึงแล้วหรือวัดไหนยังไม่ได้เขียน เพื่อน ๆ ให้ผมเขียนเรื่องวัดต่อนะครับ...

สำหรับข้อดีของการโพสต์ภาพและเรื่องของวัดที่ผมได้ไปเยือน หากเป็นวัดเล็ก ๆ หรือวัดที่อยู่ห่างไกล อย่างเช่น "วัดจำบอน" ตำบลต้นธงชัย ซึ่งผมเขียนถึงเมื่อวานนี้ ในอินเทอร์เน็ตอาจยังมีข้อมูลอยู่น้อยมาก การที่ผมได้นำภาพมาโพสต์ไว้โดยไม่รีรอ แม้จะเป็นแค่เพียงภาพวิหาร เจดีย์ หอระฆัง และถนนหนทาง อย่างน้อยก็มีส่วนทำให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและเรื่องราวเพิ่มขึ้น...

วันนี้ผมขอเสริมข้อมูล"วัดทุ่งหก" ตำบลวอแก้ว อำเภอห้างฉัตร...


อักษร ม ในวงเล็บ แสดงว่าเป็นวัดสังกัดมหานิกาย อยู่เลขที่ ๓๕ บ้านทุ่งหก หมู่ที่ ๕ ตำบลวอแก้ว อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง (2)  ห่างจากบ้านเอื้อม (1) ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร...


ถนนหนทางราดยางอย่างดีแต่แคบหน่อย (รถเล็กสวนกันได้สบาย แต่ช่วงทางโค้งต้องระวังหน่อย)  ตามเส้นทางที่จะมุ่งสู่บ้านวอแก้ว วัดทุ่งหกอยู่ตรงทางแยก เห็นได้ชัดเจน


วัดนี้มีจุดเด่นตรงทำเลดี ตั้งอยู่บนเนินสูง ทิศทางถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย ผมจอดรถไว้ริมทางแล้วเดินขึ้นบันไดนาค...



พอก้าวพ้นบันไดขึ้นไป ผมก็เผชิญหน้ากับสุนัขเจ้าถิ่นหรือที่เรียกว่า "หมาวัด" จำนวนไม่น้อยกว่า ๕ ตัว มันพากันเห่าเสียงขรมและแยกเขี้ยวตรงเข้ามา มีตัวหนึ่งยื่นจมูกเข้ามาดมชิดติดหน้าแข้ง  ผมทำใจดีสู้เสือ หยุดยืนนิ่ง ยกกล้องขึ้นเล็งภาพเบื้องหน้า แสร้งทำเป็นไม่สนใจ  ชั่วอึดใจมันก็แยกย้ายกันหายตัวไป ปล่อยให้ผมเดินถ่ายภาพรอบ ๆ วิหารได้อย่างสบายใจ...



สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓  ผมซูมภาพหน้าบันลงมาให้เพื่อน ๆ ได้เห็นชัด ๆ...








หอระฆังก็ดูสวย ไม่จำเป็นต้องประดับประดามากนัก...



ด้านหลังพระวิหาร ผมเห็นจานดาวเทียมติดอยู่กับผนัง...



ประดิษฐานพระเจดีย์...





สายัณห์ตะวันอ่อนแสง ผมหมดแรงและเมื่อยล้า จากวัดทุ่งหกคงต้องเลี้ยววกกลับบ้าน!

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

วัดจำบอน ตำบลต้นธงชัย

จากบ้านห้างฉัตร (A) ริมทางหลวงหมายเลข 11 (ซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่) สามารถลัดเลาะไปออกถนนลำปางห้างฉัตรสายเก่า (ทางหลวงหมายเลข 1039) ได้ วันนี้ผมอยากพาเพื่อน ๆ ใช้เส้นทางดังกล่าว เดินทางไปยัง "วัดจำบอน" (B) ตำบลต้นธงชัย... 

ตามเส้นสีแดง ผมเดินทางจากห้างฉัตรไปตามทางหลวงหมายเลข 1039 ประมาณ ๑๑ กิโลเมตร ถึงสามแยกบ้านน้ำโท้ง ตำบลบ่อแฮ้ว เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1157...


ไปตามถนนสู่เมืองปานได้ซัก ๑๐ กิโลเมตรก็พบสามแยก เลี้ยวขวาออกไปตามทางหลวงหมายเลข 1329 (ไปบ้านนาป้อใต้) ซึ่งเป็นถนนราดยางอย่างดี  อีกประมาณ ๔ กิโลเมตรก็ถึงทางโค้งหมู่บ้านจำบอน...


พอดีผมไม่ได้ถ่ายภาพบริเวณถนนหน้าวัดเอาไว้ ต้องขออนุญาตนำภาพจาก street view มาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้...

ภาพ street view จาก google earth
ทางเข้า "วัดจำบอน" อยู่ทางด้านซ้ายมือ...


ตรงหลักกิโลเมตรที่ 10 พอดีเลย...

ภาพ street view จาก google earth
เลี้ยวผ่านประตูเข้าไปเลยจ้า...

ภาพ street view จาก google earth
เป็นวัดเล็ก ๆ ซึ่งมีเพียงวิหาร(1)  เจดีย์(2)  หอระฆัง และกุฏิสงฆ์...



วิหารเรียบง่าย มีพระเจดีย์อยู่ด้านหลัง...






แต่การก่อสร้างมิได้หยุดเพียงแค่นั้น...


นอกจากกำลังสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นกุฏิ  ก็ยังมีการล้มไม้ ปรับขยายพืนที่ (3)  และถมดิน...


วัดจำบอนวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวันที่รถของ google ขับผ่านมาบันทึกภาพเพื่อทำ street view ในอนาคตก็คงจะยิ่งแตกต่างไปจากวันนี้!

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

A Frame A Day – ถ้ำปลา แม่ฮ่องสอน และ บดท.

A Frame A Day วันนี้ช่างเหมาะเหลือเกิน...สำหรับภาพครั้งหนึ่งในชีวิตของผมบานนี้!

ฉายภาพถ่ายนี้ที่ถ้ำปลา จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ไม่น่าเชื่อว่าภาพนี้จะยังคงมีอยู่ในกองฟิล์มสไลด์ของผม!  ต้องย้อนหลังไป ๓๐ ปี เมื่อผมมีโอกาสได้ลงในนอนแช่อยู่ในธารน้ำใสไหลเย็นที่เห็น ถ้าไม่บอก เพื่อน ๆ ก็คงไม่รู้ว่านั่นคือแอ่งน้ำในอุทยานถ้ำปลา จังหวัดแม่ฮ่องสอน....

เว็บ touronthai.com ให้ข้อมูลไว้ว่า...
ถ้ำปลา ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยผา ตําบลห้วยผา ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๗ กิโลเมตร อยู่บนเส้นทางหลวงหมายเลข 1095 (แม่ฮ่องสอน-ปาย) กิโลเมตรที่ ๑๙๑ - ๑๙๒ สามารถเดินทางไปชมได้ทุกฤดูกาล บริเวณโดยรอบเป็นลําธารและป่าเขามีลักษณะเป็นโพรงปากถ้ำและมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่กว้างประมาณ ๒ เมตร ลึก ๑.๕๐ เมตร ภายในแอ่งน้ำมีน้ำไหลออกจากถ้ำใต้ภูเขาอยู่ตลอดเวลา และมีปลาตัวโต ๆ อาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก เรียกว่า ปลามุงหรือปลาคัง เป็นปลามีเกล็ดขนาดใหญ่ในวงศ์เดียวกับปลาคาร์พ และถึงแม้จะมีอยู่เป็นจํานวนมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าทําอันตราย เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นปลาเจ้า หากใครนําไปรับประทานแล้วจะต้องมีอันเป็นไป ปัจจุบัน วนอุทยานถ้ำปลาได้ปรับปรุง เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ มีร้านอาหาร สถานที่กางเต็นท์ และบ้านพัก....
สมัยนั้นยังไม่มีสายการบินมากมายเหมือนปัจจุบันนี้ เครื่องบินที่บินจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนมีแต่ของบริษัทเดินอากาศไทย (บดท.)....


เครื่องบินที่ บดท. ให้บริการจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอน คือเครื่อง Shorts 360 ดังที่เห็นในภาพ...

ภาพจากคุณ  junecnx @ pantip.com
ค่าโดยสารคนละ ๓๗๕ บาท และถ้าจำไม่ผิดภาษีสนามบินเก็บ ๒๐ บาท...

เป็นความประทับใจที่ผมจะไม่ลืมตลอดชั่วชีวิต!  ถ้ำปลา แม่ฮ่องสอน และ บดท.

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

A Frame A Day - The Student Inn, Plaka, Athens


วันนี้ผมหยิบฟิล์มสไลด์เฟรมที่ ๒ ได้รูปถนน Kydathineon หน้า Student Inn ในกรุงเอเธนส์ หลังจากเริ่มต้นเฟรมแรกด้วยเรื่องน้ำพุเทรวีในกรุงโรม ต้องย้อนกลับมาที่กรีซ ถ้าเป็นการเขียนแบบเก่าผมก็จะตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า "หาที่พักในกรุงเอเธนส์"  

เขียนแบบ A Frame A Day นั้นอัพโหลดรูปง่ายเพราะมีบานเดียว แต่การค้นหาข้อมูลและนำเอกสารเก่า ๆ มาสแกนเป็นภาพประกอบเป็นเรื่องยากและกินเวลานาน!



วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๒๘  โดยเครื่องบินของ PIA (Pakistan International Airlines) เที่ยวบินที่ PK 207 ผมเดินทางจากการาจี (ประเทศปากีสถาน) ไปยังกรุงเอเธนส์ (ประเทศกรีซ)



ได้บันทึกเรื่องการเดินทางและการหาที่พักในกรุงเอเธนส์ไว้ดังนี้...
ขณะเครื่องขึ้นจากสนามบินการาจีนั้น ท้องฟ้าสว่างแล้ว ไม่นานเค้าก็แจกอาหารเช้าซึ่งประกอบด้วยขนมปังพร้อมเนยและแยม น้ำส้มคั้น ไข่เจียว เนื้อ ของหวาน และชา/กาแฟ ผมฟาดเรียบทุกอย่าง ยกเว้นเพียงเนื้อเท่านั้น อิ่มแล้วก็เสียบฟังเพลงจากช่องดนตรีคลาสสิก มี Symphony ของ Hydn และ Piano Concerto ของ Mozart (ช่องอื่นเป็นเพลงแจ๊ส เพลงแขก และอื่น ๆ)  หลังจากเก็บถาดอาหารไปแล้ว PIA ก็ฉายหนังให้ดู ๑ เรื่อง ทีแรกก็คิดว่าจะดู แต่ทนแหงนคอไม่ได้ เลยขอหลับดีกว่า!
พอเวลา ๑๐.๒๔ น. เครื่องลงจอดที่อัมมาน ประเทศจอร์แดน มีผู้โดยสารจำนวนมากลงไป...รวมทั้งเจ้าแขกที่นั่งข้าง ๆ
มองดูท่าอากาศยานของเขาแล้วรู้สึกหดหู่เหลือเกิน เห็นแต่พื้นดินแห้งแล้ง ชนิดที่หาต้นหมากรากไม้ไม่ค่อยได้ ทัศนียภาพส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล เครื่องบินจอดประมาณ ๑ ชั่วโมงก็ออกเดินทางต่อไปยังเอเธนส์ มีที่นั่งว่างมากมายก็เลยแอบไปนั่งติดหน้าต่าง (window seat) มองดูเครื่องบินวิ่งขึ้นจากรันเวย์ ทะยานสู่ท้องฟ้า เห็นแต่แผ่นดินแห้งแล้ง มีถนนคดเคี้ยวไปมา ทำให้คิดย้อนกลับไปถึงตอนบินไปแม่ฮ่องสอนกับฉาย เห็นป่าไม้บนภูเขาถูกทำลายลงไปมาก แม้ยังมีสีเขียว ๆ ให้ได้เห็น แต่ก็กลัวเหลือเกินว่า อีกหน่อยอาจจะกลายเป็นสีน้ำตาลเหมือนกับที่จอร์แดน...
หลังจากนั้นสภาพเบื้องล่างก็เปลี่ยนจากแผ่นดินแห้งแล้ง กลายเป็นท้องทะเลและหมู่เกาะ  ประมาณ ๑๒.๓๐ น. PIA  นำอาหารกลางวันมาให้อีก คราวนี้มี sprite ขนมปัง+เนย ข้าว และมัสมั่นเนื้อแบบแขก มีของหวานแบบแขกและแคร็กเกอร์กับเนยแข็งมาให้ด้วย ตบท้ายด้วยชาร้อน ก็ยังคงทำหน้าที่เทศบาลอีกตามเคย เก็บเรียบเหลือไว้แต่เนื้อที่ใส่มากับมัสมั่นเท่านั้น  บ่ายโมงกว่ากัปตันประกาศว่ากำลังจะถึงเอเธนส์แล้ว อุณหภูมิที่นั่น ๒๓ องศา มองลงไปเบื้องล่างเห็นผืนน้ำสีน้ำเงินสวยงาม มีเกาะน้อยใหญ่และเรือแล่นอยู่ในทะเล
เครื่องบินลงสนามบินเอเธนส์ได้เรียบร้อย มีรถมารับผู้โดยสารไปยังที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง (เหมือนกับที่สนามบินการาจี) แตกต่างกันตรงที่ว่าเจ้ากรีกที่ทำหน้าที่ลงตราหนังสือเดินทางมันอิดเอื้อนไม่ยอม stamp ให้ พอเห็นเงินสดที่เรียกดู มันก็บอกว่าน้อยไป กลัวว่าจะไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่ายในประเทศของมัน  ตอนแรกนั้นให้ดูแค่เงินสด มันจึงกักตัวไว้แล้วส่งต่อไปพบกับเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งซึ่งใหญ่กว่า เจ้านั่นก็เหมือนกัน ถามว่าเอาเงินมาเท่าไหร่?  แหม! มันตะคอกเหมือนกับเราเป็นขี้ข้า เลยต้องควักเอาทั้งเงินสดและเช็คเดินทางออกมาให้มันนับเอง ถึงได้ประทับตราให้ผ่าน...
เดินไปที่เคาน์เตอร์ของ Tourist Police ขอ information มาได้มากมาย จากนั้นก็ไปติดต่อที่ศูนย์บริการที่พัก เจ้าหน้าที่ถามว่าต้องการพักโรงแรมเกรดไหน บอกไปว่าขอแบบที่ถูกสุดละกัน เค้าก็เอานามบัตรให้ ๑ ใบเป็นของ Youth Hostel
ออกจากอาคารสนามบิน ตรงไปที่รถเมล์ซึ่งจอดอยู่ ถามที่บูธขายตั๋วว่าไป Plaka หรือเปล่า?  เขาบอกว่าไป แต่พอจะซื้อตั๋วก็คิดได้ว่าลืมแลกเงิน ต้องรีบกลับไปที่สนามบินและแลกเงินกับ National Bank of Greece  อัตราแลกเปลี่ยนคือ $1 = 133.0240 drs  แลกด้วยเงิน $21 ได้ 2,794 drs หักค่า commission 30 drs แล้วเหลือ 2,764 drs
พอได้เงินดรัคมาก็กลับไปซื้อตั๋วรถเมล์ (ค่าโดยสาร ๖๐ ดรัคมา) แล้วขึ้นไปนั่งรอบนรถ ไม่นานนักรถก็ออกวิ่งเข้าเมืองโดยไม่จอดรับผู้โดยสารกลางทาง มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ  ถามเค้าว่าจะไปพักที่ไหน ก็เห็นว่าไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน แกหยิบหนังสือนำเที่ยวภาษาญี่ปุ่นออกมาค้นหาคำตอบ...
พอสุดระยะ รถจอดให้ลง ตอนนี้แหละตัวใครตัวมันแล้ว!  คิดว่าเราก็หนึ่งในสยามเหมือนกัน ทำไมต้องถามเจ้ายุ่นด้วย ตัดสินใจออกเดินหาที่พักเอาเอง  หนังสือ Europe by Train ที่พกไปด้วยบอกให้ตรงไปยัง Plaka เพราะที่นั่นมีที่พักราคาไม่แพง แวะถามคนแถวนั้นว่า Plaka อยู่ที่ไหน เค้าก็บอกว่าตรงนั้นแหละที่เรียกว่า Plaka  แต่ผู้คนมากเหลือเกิน ตึกรามบ้านช่องก็แบ่งซอยออกเป็นย่อย ๆ จนดูสับสนไปหมด!!  นักท่องเที่ยวฝรั่งหลายคนเดินหาที่พักกันให้วุ่น...
ด้วยความพยายามและอาศัยความช่วยเหลือจากชาวกรีกหลายคน ในที่สุดก็ได้พบ Student Inn บนถนน Kydathineon ตามที่บอกไว้ในหนังสือ ใจชื้นขึ้นหน่อยเมื่อได้พบที่พัก (ถ้าหาไม่ได้...เห็นท่าจะลำบากอีกไม่น้อย) เข้าไปสอบถาม เขาบอกว่าคืนละ ๔๕๐ ดรัคมา (ประมาณ ๑๐๐ บาท) ต้องจ่ายล่วงหน้าก่อน ๑ คืน  ได้ห้องพักหมายเลข ๑๘ เป็นห้อง dorm มี ๓ เตียง  มีฝรั่งพักอยู่แล้ว ๒ คน คนหนึ่งเป็นชาวเยอรมัน อีกคนมาจาก Austria
รีบอาบน้ำทันทีเพื่อเรียกหาความสดชื่น ทดลองเปิดก๊อกอ่างล้างหน้า พบว่ามีทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น ถ้าเปิดน้ำเย็นอย่างเดียวช่างเย็นดีแท้  ใช้ดื่มได้ ไม่ต้องกลัวว่าท้องจะเสียเหมือนพวกกระเพาะบางเลยดื่มซะหายอยาก จะกลัวไปทำไมเมื่อมี Lomotil ติดตัวมาด้วย  ห้องอาบน้ำแคบมาก มีฝักบัวอยู่ตรงกลาง น้ำไหลแรงดี ต้องเปิดทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็นผสมกันให้ได้อุณหภูมิพอเหมาะ สระผมแล้วเบาหัวขึ้นเยอะ...
สวมกางเกงขาสั้นและเสื้อม่อฮ่อมขาวแล้วลงไปถามที่เคาน์เตอร์ว่ามีสมุดที่พอจะหาที่อยู่ของสถานทูตไทยด้วยหรือเปล่า? เค้าช่วยค้นหาให้ แต่ได้เพียงเบอร์โทรศัพท์ แนะนำให้ไปถามบริษัททัวร์ตรงปากทาง จึงได้ทราบว่าสถานทูตไทยอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่กำลังยืนอยู่
ในที่สุดก็มีโอกาสได้ไปยืนอยู่หน้าตึกซึ่งมีป้ายเขียนบอกที่ตั้งสถานทูตไทยบนชั้น ๖  ต้องขึ้นลิฟท์ซึ่งแปลกดี คือพอลิฟท์ลงมาจอด ต้องเปิดประตูเพื่อเข้าไปข้างในเอง ตอนลิฟท์ขึ้นก็มีเฉพาะตัวลิฟท์ที่ปราศจากประตู พอหยุดก็ต้องเปิดประตูของแต่ละชั้นออกไป
หลังจากกดกริ่งที่หน้าสำนักงานสถานทูตไทย ประตูก็เปิดออกโดยเจ้าหน้าที่ชาวกรีก รีบแจ้งให้ทราบว่าเป็นคนไทยมาขอพบท่านทูต  เค้าบอกว่ามีแต่กงศุล แล้วพาเข้าไปพบทันที
Student Inn (3)
Student Inn (3)
เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ผมไปขอพบกงศุลไทยประจำกรุงเอเธนส์  วันนี้คิดถึงคุณอ้อซึ่งได้ไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่นั่น  ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสได้ไปขอพบหรือเปล่า?

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

สะพานขาวทาชมภู

เขียนเรื่องวัดทาชมภู ตำบลทาปลาดุก แล้วตบท้ายด้วยการชวนให้เพื่อน ๆ แวะไปชมสะพานรถไฟซึ่งอยู่ไม่ไกล วันนี้ผมไปถ่ายภาพมาให้ดูแล้ว...


ทีแรกผมไม่ทราบว่าระหว่างต้นตาลที่มีป้ายขึงอยู่นั่น มีถนนลูกรังตรงไปยังสะพานขาวฯ ได้เลย...


ค่อย ๆ ขับไปตามถนนลูกรังประมาณ ๕๐๐ เมตร  ขนานไปกับทางรถไฟทางด้านขวามือไปสิ้นสุดตรงลานกว้างริมแม่น้ำ...



สามารถขึ้นไปยืนอยู่บนระเบียงไม้ไผ่ มองดูสะพานรถไฟและลำน้ำแม่ทา...



ป้ายบอกว่า "สะพานขาวทาชมภู พ.ศ. 2462"



ในเว็บ gotoknow.org  คุณ Wasawat Deemarn ได้เขียนไว้ว่า...
สะพานทาชมภู สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2462 เป็นสะพานโค้งทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่ที่ กม.690 / 340.60 ในเส้นทางสายเหนือ ระหว่างสถานีขุนตานกับสถานีทาชมภู ในเขตอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน การสร้างสะพานทาชมภูแห่งนี้ เป็นงานที่ท้าทายความเป็นวิศวกรของนายพลเอก กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระยศในขณะนั้น) เป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยปกติสะพานรถไฟจะสร้างขึ้นจากเหล็กเท่านั้น เพราะต้องรับแรงสั่นสะเทือนมาก คอนกรีตจะไม่สามารถอ่อนตัวได้เท่า แต่เนื่องจากสภาวะสงครามทำให้ไม่สามารถสั่งเหล็กจากยุโรปเข้ามาได้ จึงเป็นที่ถกเถียงกันมากกว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้วสะพานก็คงจะพังใน 3 - 6 เดือน แต่ด้วยการคำนวณและควบคุมงานอย่างยอดเยี่ยมของพระองค์ สะพานทาชมภูจึงยังคงยืนหยัดอวดความสง่างามมาได้ตราบเท่าทุกวันนี้


แสงแดดยามบ่ายโมงกว่า ๆ ช่วยให้ภาพเกิดแสงเงาเหมาะเจาะ ขับความงดงามของสะพานประวัติศาสตร์ให้เห็นเด่นชัด!




ผมเดินตรงไปใต้สะพาน...




กล้องคู่มือแบตหมด ผมต้องบันทึกภาพด้วยมือถือราคาถูก...




ได้ยินเสียงหวูดมาแต่ไกล... ผมตั้งท่ารอถ่ายภาพรถไฟ


เสียงใกล้เข้ามาแล้ว....


"แชะ" ชัตเตอร์ลั่นขณะขบวนรถไฟกำลังอยู่บนสะพานพอดี ผมคิดว่าที่เห็นน่าจะเป็นดีเซลรางขบวน 407  วิ่งจากนครสวรรค์ถึงเชียงใหม่...


เป็นขบวนรถไฟฟรี ที่ผมเคยพาเจ้า Coyote ไปปั่นที่เชียงใหม่...

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

A Frame A Day - Trevi Fountain

เพื่อน ๆ ที่รัก... ผมรู้สึกว่าบล็อก exploring the world ชักจะน่าเบื่อยิ่งขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังซึ่งมีแต่เรื่องของวัด!  ถ้าไม่ใช่เรื่องวัดก็เรื่องเวียดนาม ทำอย่างไรถึงจะให้มีความหลากหลายและไม่น่าเบื่อ?  พยายามหาทางปรับปรุง...วันนี้ผมคิดได้อีกรูปแบบหนึ่งคือ A Frame A Day!


หลังจากนั่งมองกองฟิล์มสไลด์มานาน ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่จะนำมาสแกนให้แล้วเสร็จ ก่อนที่เครื่องสแกนจะพังและฟิล์มจะเสื่อมสภาพลงมากกว่านี้...


แต่ทว่าการสแกนฟิล์มสไลด์ไม่ได้ง่ายเหมือนการสแกนเอกสารหรือรูปภาพจากหนังสือ นอกจากต้องใช้เวลาแล้ว ยังยากที่จะจัดให้เป็นหมวดหมู่อีกด้วย มันปนกันไปหมด หยิบฟิล์มมาแต่ละบานไม่ใช่เรื่องเดียวกัน บานนี้ถ่ายที่แม่ฮ่องสอน บานนั้นถ่ายที่กรุงโรม บานโน้นถ่ายที่เอเธนส์  มันไม่เหมือนรูปถ่ายจากกล้องดิจิตอลในยุคปัจจุบันซึ่งเรียงลำดับและมีข้อมูลแนบมากับไฟล์ ถ้าจะนำภาพจากฟิล์มสไลด์มาโพสต์ ผมจะต้องใช้เวลาในการสแกนและเมื่อเขียนถึงก็ต้องค้นหาข้อมูลซึ่งบันทึกไว้นานถึง ๓๐ ปี   จะหาได้รึ?  แล้วสมองยังพอจดจำได้หรือเปล่า?  นับเป็นเรื่องท้าทาย แต่ก็อาจช่วยทำให้ความน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องน่าสนใจขึ้นมาได้!

ผมขอตั้งชื่อหัวข้อใหม่นี้ว่า A Frame A Day กล่าวคือจะหยิบฟิล์มสไลด์ ๑ บานออกมาจากกล่องคล้ายการจับฉลาก ได้ภาพอะไรก็นำไปสแกนให้ได้มาซึ่งไฟล์ jpeg  จากนั้นก็ resize แล้วปรับแต่งให้เหมาะกับการโพสต์ลงบล็อก ถ้าทำได้เช่นนี้เรื่องราวก็จะมีความหลายหลาย ไม่ซ้ำซาก เพื่อน ๆ คาดเดาไม่ได้ว่าผมจะพาไป explore ที่ไหน  ส่วนตัวเองก็สนุกไปด้วยกับการค้นหาข้อมูลมาประกอบ!  วันนี้ขอลองเริ่ม frame แรกเลยนะ!


๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ผมเดินหาที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงโรมจนพบ รีบเดินเข้าไปซื้อแสตมป์ ๒ ดวง ๆ ละ ๖๐๐ ลีร์  (เกือบ ๑๐ บาท) ติดไปรษณียบัตรที่ได้เขียนไว้แล้วหย่อนลงตู้ด้วยความยินดี...

เดินผ่านธนาคาร Banca Commerciale Italiana  ผมแวะเข้าไปแลกเงินอีก ๑๐๐ ดอยช์มาร์ค  เขาคิดให้ ๑ ดอยช์มาร์ค =  ๖๒๗.๗๕ ลีร์  ต้องเสียค่า commission ไป ๑,๕๐๐ ลีร์  จึงได้มา ๖๑,๒๗๕ ลีร์ ต้องลองคิดดูว่าขาดทุนเท่าไหร่?  ตอนแลกเงินมาจากเมืองไทย ๑๐๐ มาร์ค = ๘๗๒.๕๐ บาท  ๘๗๒.๕๐ บาท จึงเท่ากับ ๖๑,๒๗๕ ลีร์  หารกันแล้ว ๑ บาท = ๗๐ ลีร์  ตอนแลกที่ Brindisi ๑ บาทได้ ๖๙ ลีร์  แสดงว่า rate พอ ๆ กัน คิดว่าไม่ขาดทุนหรือโดนโกง...

แลกเงินแล้วเดินหา "น้ำพุเทรวี (fontana di trevi)" จนพบ  เป็นน้ำพุที่มีความสูง ๒๕.๙ เมตร กว้าง ๑๙.๘ เมตร ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม ออกแบบโดย Nicola Salvi เมื่อปี ค.ศ. 1735  ทีแรกตั้งใจว่าจะโยนเหรียญสัก ๑ เหรียญ และดื่มน้ำจากน้ำพุด้วย เผื่อว่าจะได้กลับมาที่โรมอีก แต่น้ำดูสกปรก ผู้คนก็มาก มองเห็นเหรียญอยู่กับตะกอนสีดำ เลยไม่ได้ทำอะไร นอกจากถ่ายรูป และนึกถึงเพลง Three coin in the fountain ที่เคยร้องบ่อย ๆ
Three coins in the fountain
Each one seeking happiness
Thrown by three hopeful lovers
Which one will the fountain bless?
Three hearts in a fountain
Each heart longing for its home
There they lie in the fountain
Somewhere in the heart of Rome
<em>Which one will the fountain bless?</em>
<em>Which one will the fountain bless?</em>
Three coins in the fountain
Through the ripples how they shine
Just one wish will be granted
One heart will wear a valentine
Make it mine, make it mine, make it mine
ผมไม่ได้โยนเหรียญ คงไม่ได้กลับไปเห็นน้ำพุเทรวีอีกแล้วล่ะ!