แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แลกเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แลกเงิน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562

The Final Trip - travelling budget

เหลือเวลาอีกเดือนกว่า ๆ การเดินทางก็จะเริ่มต้นแล้ว ผมนึกถึงเพลงของ Ray Charles ที่ว่า "Hit the road Jack and don't you come back no more."   
 
ภาพจาก wikipedia - thanks!

ก่อน hit the road ผมมีสิ่งที่ต้องทำหลายอย่าง เรื่องหนึ่งคือ "Money Plan" เป็นสิ่งที่ต้องจัดการหลังจากวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดประกันชีวิตกรุงไทยแอกซ่าที่ผมทำไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ จำนวนเงินเอาประกันคือ ๑๖๖,๖๖๗ บาท พอดีผมไม่เสียชีวิต...จะได้รับเงินคืนร้อยละ ๑๘๒ ของจำนวนเงินเอาประกัน


ภาพจาก pixabay.com - thanks!

เช้าวันนี้ (จันทร์ ๑๘)  ผมขี่แมงกะไซค์ไปเช็คที่ธนาคารกรุงไทยสาขาเขลางค์นคร พบว่ามีเงินโอนจากทางบริษัทประกันฯ เข้าบัญชีผมแล้ว วันนี้แหละเป็นวันที่รอคอย มาพร้อมกับเงินที่ใช้เวลารอคอยมา ๑๐ ปี คราวนี้จะได้ใช้มันซะที  เดินทางไม่ว่าครั้งใด ตั้งแต่ไหนแต่ไร...ผมไม่เคยพกเงินสดทีละมาก ๆ (ปกติก็ใช้จ่ายไม่มากอยู่แล้ว) อย่างไปพม่าผมก็แลกเงินดอลล่าร์จาก Super Rich บอกเค้าว่า “ไปพม่าขอแบ้งค์ใหม่”



Travellin' light ไปอินโดนีเซีย ผมก็แลกเงินริงกิตมาเลเซียที่ร้าน "รุ่งทรัพย์การท่องเที่ยว" ถนนเยาวราช



และแลกเงินรูปีอินโดนีเซียที่ "ซุปเปอร์ริชเท็กซัส" 



ไปเที่ยวแต่ละครั้งไม่เคยหมดเงิน... ผมมักจะมีเหลือติดกระเป๋ากลับมาทุกที



ผมจะนำเงินทั้งหมดเข้าบัญชีออมทรัพย์ซึ่งเชื่อมโยงกับบัตรเครดิต ระหว่างการเดินทางก็ไม่ต้องพกเงินสดติดตัวจำนวนมาก ผมสามารถกดเงินแต่ละสกุลจากตู้เอทีเอ็มในต่างประเทศได้เลย!



  Travelling budget ก้อนนี้ หมดแล้วก็หมดเลย หมดทั้งหนทางหรือแม้กระทั่งลมหายใจ!

วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จักรยานผ่านด่านช่องเม็ก

อาจารย์หมูบอกผมว่ารถตู้จากอุบลไปช่องเม็กเที่ยวแรกออก ๖ โมงเช้า แต่ผมไปถึงสถานีขนส่งอุบลก็ ๖ โมงกว่าแล้ว (ดันไปปั่นจักรยานรอบสวนสาธารณะห้วยม่วงก่อนซะ ๑ รอบ)


ไม่เป็นไรครับ ขึ้นคันที่ ๒ ก็ได้เพราะมีเวลาเหลือเฟือ อยากเล่านิดนึงสำหรับผู้ที่จะนำจักรยานพับไปปั่นที่ลาวใต้ ค่ารถตู้อุบล-ช่องเม็ก ๑๐๐ บาทนะครับ...


จริง ๆ แล้วจักรยานพับน่าจะเอาขึ้นได้โดยไม่เสียตังค์ เพราะเห็นผู้โดยสารบางคนก็มีสัมภาระชิ้นใหญ่กว่าจักรยานของผมเสียอีก แต่คนขายตั๋วบอกว่าจักรยานต้องจ่ายเพิ่มอีก ๑๐๐ บาท รวมแล้วก็ ๒๐๐ บาท ซึ่งถ้าหากรอไปกับรถ บขส. อุบล-ปากเซ ก็เสีย ๒๐๐ บาทเท่ากัน แต่กว่ารถจะออกก็อีกนาน...


ผมไม่รอแล้ว อยากไปเริ่มต้นปั่นที่ช่องเม็กโดยเร็ว ว่าไปแล้วจ่ายค่าจักรยานอีก ๑๐๐ บาทก็เหมือนค่าระวาง รู้สึกว่าจะได้รับจัดหาที่ไว้บนรถตู้ซึ่งมีเนื้อที่จำกัดให้เป็นอย่างดี... ไม่ต้องเป็นห่วง!  เมื่อต้องนั่งรถตู้ไปลงช่องเม็ก ผลที่ได้จากการ improvise ก็คือการได้ปั่นจักรยาน ๓๐ กว่ากิโลเมตรไปปากเซ


รถตู้คันที่สองมีผู้โดยสารนั่งเต็มออกจากสถานีขนส่งอุบลตามเวลา วิ่งไปบนทางหลวงหมายเลข 2172 ระยะทางประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ถึงสถานีขนส่งช่องเม็กเวลา ๑๐.๕๐ น.


จากจุดนี้ผู้ที่ไม่มียานพาหนะก็เดินไปยังด่านไทยซึ่งอยู่ไม่ไกล ส่วนผมมีจักรยานก็ปั่นเลาะริมทางขึ้นไปจนถึงที่ทำการ ต.ม. ของไทย....


เอารถจักรยานจอดไว้ข้างนอก ผมเดินเข้าไปในอาคารด้านขาออก (departure) ที่มีเจ้าหน้าที่นั่งคอยประทับตราหนังสือเดินทาง  ยุคนี้ไม่ต้องกรอกใบ ต.ม. 6 แล้ว (เพิ่งยกเลิกไม่นานมานี้ แต่ก็หลังประเทศเวียดนามและมาเลเซีย) ของไทยเรามีความเป็นผู้เจริญแล้วจึงไม่มีการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้ ผมใช้เวลาไม่นาน เห็นทุกคนเดินผ่านเข้าไปข้างใน ไปออกด้านหลังเพื่อลงอุโมงค์ใต้ดินไปทะลุฝั่งลาว  (ก่อนหน้านี้ผมเคยอ่านผ่านตาแต่จำไม่ได้ เมื่อ ดร.ภีม ถามถึงจึงเป็นงง)....


แต่ผมไม่ได้เดินตามคนอื่นไป รับหนังสือเดินทางแล้วเดินกลับออกมาเอาจักรยาน หาทางปั่นออกไปยังต.ม. ของลาว  แล้วเกิดหลงทาง แทนที่จะปั่นข้ามพรมแดนไปยังฝั่งลาว (ตรงไป) ผมกลับเลี้ยวขวากลับเข้ามาในเขตไทยอีก


แต่ก็ไม่เป็นไร รู้ว่าหลงผมถามเจ้าหน้าที่นิดเดียว เค้าก็บอกทางให้  ถึงที่ทำการ ต.ม. ลาวซึ่งเป็นอาคารอยู่บนที่สูง ต้องขึ้นบันได ผมไม่อยากทิ้งเจ้า Banian ไว้ข้างล่างจึงต้องหิ้วมันขึ้นมาด้วย...


มองหาช่อง arrival เห็นเจ้าหน้าที่สาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ช่องหน้าต่าง ถามหาเอกสารที่ต้องกรอก ปรากฏว่าไม่ต้องกรอกแล้ว (เมื่อรับหนังสือเดินทางคืนมาผมเห็นว่ายังมีส่วนที่เป็น departure เย็บติดไว้ให้มา) ผมโดนเรียกเก็บเงิน ๑๐๐ บาท (โดยไม่มีใบเสร็จรับเงินออกให้) เข้าใจว่าคงเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา ผมก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายไป...


เพื่อน ๆ อย่าลืมตรวจสอบให้ดีก่อนนะครับว่าได้รับการประทับตราเป็นที่เรียบร้อยก่อนเก็บหนังสือเดินทาง สำหรับผมเมื่อเอาหนังสือเดินทางยัดใส่กระเป๋าเสื้อจิงโจ้แล้วก็หมดห่วง หิ้วจักรยานเดินลงบันไดมาตั้งบนผืนแผ่นดินลาว เริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่...

ก่อนล้อหมุนไปยังปากเซ ผมซื้อซิมลาว (๑๐๐ บาท) แล้วเติมเงิน ๕๐ บาท หนุ่มลาวผู้ขายจัดการเปลี่ยนซิมให้แล้วบอกว่าสามารถเล่นไลน์และเฟสบุคได้ไม่อั้นถึง ๒ อาทิตย์  นอกจากนั้นยังแลกเงินที่หญิงรับแลกเงินคนหนึ่ง เธอให้อัตรา ๑ บาท = ๒๕๐ กีบซึ่งถือว่าดี ผมแลกเพียง ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น ขอตังค์ย่อย เธอให้มาปึกใหญ่ นับแล้วได้ถึง "สองแสนห้า"

พร้อมที่จะเดินทาง ผมเก็บภาพเจ้าเพื่อนยากไว้ ๑ บาน หากมองไปด้านหลังจะเห็นบันไดที่ผมหิ้วมันลงมาจากข้างบน...


นาฬิกาบอกเวลา ๑๐.๕๗ น. !

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

A Frame A Day - Trevi Fountain

เพื่อน ๆ ที่รัก... ผมรู้สึกว่าบล็อก exploring the world ชักจะน่าเบื่อยิ่งขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังซึ่งมีแต่เรื่องของวัด!  ถ้าไม่ใช่เรื่องวัดก็เรื่องเวียดนาม ทำอย่างไรถึงจะให้มีความหลากหลายและไม่น่าเบื่อ?  พยายามหาทางปรับปรุง...วันนี้ผมคิดได้อีกรูปแบบหนึ่งคือ A Frame A Day!


หลังจากนั่งมองกองฟิล์มสไลด์มานาน ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่จะนำมาสแกนให้แล้วเสร็จ ก่อนที่เครื่องสแกนจะพังและฟิล์มจะเสื่อมสภาพลงมากกว่านี้...


แต่ทว่าการสแกนฟิล์มสไลด์ไม่ได้ง่ายเหมือนการสแกนเอกสารหรือรูปภาพจากหนังสือ นอกจากต้องใช้เวลาแล้ว ยังยากที่จะจัดให้เป็นหมวดหมู่อีกด้วย มันปนกันไปหมด หยิบฟิล์มมาแต่ละบานไม่ใช่เรื่องเดียวกัน บานนี้ถ่ายที่แม่ฮ่องสอน บานนั้นถ่ายที่กรุงโรม บานโน้นถ่ายที่เอเธนส์  มันไม่เหมือนรูปถ่ายจากกล้องดิจิตอลในยุคปัจจุบันซึ่งเรียงลำดับและมีข้อมูลแนบมากับไฟล์ ถ้าจะนำภาพจากฟิล์มสไลด์มาโพสต์ ผมจะต้องใช้เวลาในการสแกนและเมื่อเขียนถึงก็ต้องค้นหาข้อมูลซึ่งบันทึกไว้นานถึง ๓๐ ปี   จะหาได้รึ?  แล้วสมองยังพอจดจำได้หรือเปล่า?  นับเป็นเรื่องท้าทาย แต่ก็อาจช่วยทำให้ความน่าเบื่อกลายเป็นเรื่องน่าสนใจขึ้นมาได้!

ผมขอตั้งชื่อหัวข้อใหม่นี้ว่า A Frame A Day กล่าวคือจะหยิบฟิล์มสไลด์ ๑ บานออกมาจากกล่องคล้ายการจับฉลาก ได้ภาพอะไรก็นำไปสแกนให้ได้มาซึ่งไฟล์ jpeg  จากนั้นก็ resize แล้วปรับแต่งให้เหมาะกับการโพสต์ลงบล็อก ถ้าทำได้เช่นนี้เรื่องราวก็จะมีความหลายหลาย ไม่ซ้ำซาก เพื่อน ๆ คาดเดาไม่ได้ว่าผมจะพาไป explore ที่ไหน  ส่วนตัวเองก็สนุกไปด้วยกับการค้นหาข้อมูลมาประกอบ!  วันนี้ขอลองเริ่ม frame แรกเลยนะ!


๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ผมเดินหาที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงโรมจนพบ รีบเดินเข้าไปซื้อแสตมป์ ๒ ดวง ๆ ละ ๖๐๐ ลีร์  (เกือบ ๑๐ บาท) ติดไปรษณียบัตรที่ได้เขียนไว้แล้วหย่อนลงตู้ด้วยความยินดี...

เดินผ่านธนาคาร Banca Commerciale Italiana  ผมแวะเข้าไปแลกเงินอีก ๑๐๐ ดอยช์มาร์ค  เขาคิดให้ ๑ ดอยช์มาร์ค =  ๖๒๗.๗๕ ลีร์  ต้องเสียค่า commission ไป ๑,๕๐๐ ลีร์  จึงได้มา ๖๑,๒๗๕ ลีร์ ต้องลองคิดดูว่าขาดทุนเท่าไหร่?  ตอนแลกเงินมาจากเมืองไทย ๑๐๐ มาร์ค = ๘๗๒.๕๐ บาท  ๘๗๒.๕๐ บาท จึงเท่ากับ ๖๑,๒๗๕ ลีร์  หารกันแล้ว ๑ บาท = ๗๐ ลีร์  ตอนแลกที่ Brindisi ๑ บาทได้ ๖๙ ลีร์  แสดงว่า rate พอ ๆ กัน คิดว่าไม่ขาดทุนหรือโดนโกง...

แลกเงินแล้วเดินหา "น้ำพุเทรวี (fontana di trevi)" จนพบ  เป็นน้ำพุที่มีความสูง ๒๕.๙ เมตร กว้าง ๑๙.๘ เมตร ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม ออกแบบโดย Nicola Salvi เมื่อปี ค.ศ. 1735  ทีแรกตั้งใจว่าจะโยนเหรียญสัก ๑ เหรียญ และดื่มน้ำจากน้ำพุด้วย เผื่อว่าจะได้กลับมาที่โรมอีก แต่น้ำดูสกปรก ผู้คนก็มาก มองเห็นเหรียญอยู่กับตะกอนสีดำ เลยไม่ได้ทำอะไร นอกจากถ่ายรูป และนึกถึงเพลง Three coin in the fountain ที่เคยร้องบ่อย ๆ
Three coins in the fountain
Each one seeking happiness
Thrown by three hopeful lovers
Which one will the fountain bless?
Three hearts in a fountain
Each heart longing for its home
There they lie in the fountain
Somewhere in the heart of Rome
<em>Which one will the fountain bless?</em>
<em>Which one will the fountain bless?</em>
Three coins in the fountain
Through the ripples how they shine
Just one wish will be granted
One heart will wear a valentine
Make it mine, make it mine, make it mine
ผมไม่ได้โยนเหรียญ คงไม่ได้กลับไปเห็นน้ำพุเทรวีอีกแล้วล่ะ!

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปเวียดนาม – ความผิดพลาดของผม

ผมคิดว่าการจองตั๋วเครื่องบิน Air Asia ไปกลับ"กรุงเทพ-ฮานอย" สำหรับทริป "Travellin' light ไปเวียดนาม" ครั้งนี้ นับว่าเป็นความผิดพลาดของผม!


ดูจากแผนที่ประเทศเวียดนาม จะเห็นได้ว่าการเดินทางจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งแล้วไปออกอีกทางนึง (โดยไม่ต้องย้อนกลับให้เสียเวลาและค่าเดินทาง) จะเป็นเส้นทางที่คุ้มค่าที่สุด การที่ไม่ต้องยึดติดกับเวลาบินกลับนั้น เป็นการตัดความกังวลออกไปได้โดยสิ้นเชิง  ถ้าทริปที่ผ่านมาผมไม่ต้องกลับไปขึ้นเครื่องที่ฮานอย ก็จะเดินทางต่อไปยังไซ่ง่อน ผ่านกัมพูชา แล้วกลับเข้าประเทศไทยได้อย่างสบาย ๆ  การย้อนกลับไปฮานอยนับเป็นการวางแผนที่ผิดพลาดในระดับหนึ่ง!

เที่ยวเวียดนาม เพื่อน ๆ ทำได้ ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรก...บินไปฮานอยแล้วขึ้นเหนือ เที่ยวไปจนถึงซาปา ออกทางเดียนเบียนฟู เข้าประเทศลาวแล้วกลับไทย  ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง...ก็บินไปฮานอยแล้วเดินทางลงใต้ ผ่านเว้ ดานัง ฮอยอัน นครโฮจิมินห์ (ไซ่ง่อน)  แล้วนั่งรถไปเที่ยวกัมพูชาก่อนกลับเข้าไทย  อย่างเนี้ยจะคุ้มค่าที่สุด!

ไม่สนุกเลยนะครับ ที่จะต้องนั่งรถกลับตามเส้นทางเดิม แล้วไปนั่งนับเวลา...รอขึ้นเครื่องกลับไทยด้วยความกังวล!

ค่าโดยสาร sleeping bus จากฮานอยไปไซ่ง่อนแบบ open ราคา $45  เพื่อน ๆ สามารถแวะตามเส้นทาง  อยู่เที่ยวกี่วันก็ได้ เมื่ออยากเดินทางต่อก็เพียงแค่ confirm กับ office ที่มีอยู่ในแต่ละเมืองล่วงหน้าเท่านั้น...



หรือถ้าจะให้ไร้กังวลสุด ๆ ก็ซื้อตั๋วรถจากเมืองหนึ่งไปยังเมืองหนึ่งในวันเดินทางเลยก็ได้  ไม่ต้องยึดติดกับอะไรทั้งนั้น ค่อย ๆ ก้าวเดินไปข้างหน้า เป็นการ improvise ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม...

ในเวียดนาม โรงแรมที่เราไปพักส่วนใหญ่จะช่วยเรื่องการจองตั๋วให้ได้เป็นอย่างดี เสียเงินเพิ่มนิดหน่อย ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ถูกโกง แถมยังมีบริการมารับถีงที่!  ความผิดพลาดอีกข้อหนึ่งของผมคือ ไม่ได้ซื้อตั๋วรถโดยผ่านเคาน์เตอร์ของทางโรงแรม ดันไปซื้อกับบริษัททัวร์ตามข้างทาง ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับตั๋วเดินทาง โชคดีที่ผมผ่านวิกฤตมาได้...

ยังมีความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก ๒ ประการคือ ผมลืมแลกเงินดองติดกระเป๋าออกมาจากสนามบิน ด้วยความอยากจะ travel light อย่างแรง ผมออกจากสนามบินก็ตรงไปยังที่จอดรถเมล์สาย 17 เลย  ระหว่างทางคิดได้ว่าลืมแลกเงินที่บูธแลกเงินในสนามบินไว้เป็นค่ารถเมล์  โชคดีจริง ๆ ที่ในกระเป๋าตังค์มีเงินดองซึ่งเหลือจากทริปไปซาปาครั้งแรกนำไปด้วยประมาณ ๓๕,๐๐๐ ดอง เพียงพอสำหรับจ่ายค่ารถเมล์และค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างไปยังที่พัก...


ความผิดพลาดอีกประการคือ ทั้ง ๆ ที่เตือนตัวเองว่าอย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน ผมก็ยังหลงเชื่อ ยอมนั่งรถไปกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนที่เห็น...


เค้าชวนไปนั่งดื่มกาแฟคุยกันแล้วพรรณาถึงความลำบากยากเข็ญ อยากให้เราจ้างเขานำเที่ยวสัก ๑ ชั่วโมง เพื่อจะได้เงิน ๔-๕ ดอลล่าร์ไปเลี้ยงครอบครัว มันทำให้ผมอึดอัดใจเป็นที่สุด กว่าจะบอกปฏิเสธและขอให้เค้าจากไป ผมก็ต้องทำใจอยู่ไม่น้อย!

ความผิดพลาดเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีคนแนะนำหรือตักเตือน ผมจึงอยากรายงานให้เพื่อน ๆ ได้พิจารณา และใช้เป็นเครื่องเตือนใจในการท่องเที่ยวแดนไกลครั้งต่อ ๆ ไป  ด้วยความห่วงใยครับ!