แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Museum of Vietnamese History


ออกประตูสวนสัตว์ไซง่อน (1) แล้วเดินตรงไปทางขวาอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร เพื่อน ๆ ก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (Museum of Vietnamese History) (2) ซึ่งสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ นับเป็นที่ ๆ น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง...


เหมือนที่ไปเยือนพิพิธภัณฑ์ในบ้านเราแล้วได้เห็นถ้วยโถโอชาม เครื่องใช้ และเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคบ้านเชียงเรียงมาถึงรัตนโกสินทร์ ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน เพื่อน ๆ จะได้เห็นของเก่าของโบราณซึ่งแสดงให้เห็นร่องรอยความเป็นมาของชาวเวียดนามในด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์

ต้องซื้อบัตรผ่านประตูราคา ๑๕,๐๐๐ ดอง ถ้าอยากจะถ่ายรูปก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก




เก็บภาพส่วนที่อยู่ด้านหน้ามาได้นิดหน่อย เจ้าหน้าที่ก็มาขอเก็บตังค์ ก็เลยต้องรีบเก็บกล้อง!





มีแค่นี้เอง เพื่อน ๆ อยากดูอีกก็ต้องบินไปดูด้วยตัวเองแล้วหละ...


วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สะพานข้ามแม่น้ำแคว กาญจนบุรี


แต่ก่อนผมได้ยินคนเชียงใหม่พูดว่า "ถ้ามาเชียงใหม่แล้วไม่ได้ขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ก็เหมือนว่ายังไม่ถึงเชียงใหม่" ผมก็อยากกล่าวว่า "ถ้าไปเมืองกาญจนบุรีแล้วไม่ได้เดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแคว ก็เหมือนว่ายังไม่ถึงเมืองกาญจน์"  วันนี้เราไปเดินข้ามสะพานด้วยกันนะ...


ผมนำจักรยานไปจอดไว้ที่ลานจอดรถ แล้วเดินไปยังสะพาน....


วิกิพีเดียกล่าวว่า...
สะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะ สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดา และนิวซีแลนด์ประมาณ ๖๑,๗๐๐ คน สมทบด้วยกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า และอินเดีย อีกจำนวนมาก มาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า ซึ่งเส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้ เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัย ตลอดจนการขาดแคลนอาหาร ทำให้เชลยศึกหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง
สะพานข้ามแม่น้ำแควใช้เวลาสร้างเพียง ๑ เดือน โดยนำเหล็กจากมลายูมาประกอบเป็นชิ้น ๆ ตอนกลางทำเป็นสะพานเหล็ก ๑๑ ช่วง หัวและโครงสะพานเป็นไม้ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๗ ได้ถูกทิ้งระเบิดหลายครั้ง จนสะพานหักท่อนกลาง ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลไทยได้ซ่อมแซมใหม่ด้วยเหล็กรูปเหลี่ยมเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนสามารถใช้งานได้ ปัจจุบันมีการยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

คนเยอะเหมือนกัน มีทั้งไทยและเทศ กำลังพากันเดินข้ามสะพานยาว ๓๐๐ เมตร...















เดินสุดสะพานแล้วหันหลังกลับไปเก็บภาพไว้อีก ๑ บาน...



มีวัดจีนสวยงามอยู่เบื้องล่าง เราลงไปดูด้วยกันนะ...


ค่อย ๆ ก้าวลงนะครับ เกาะราวบันไดให้แน่น!

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กลับมาเขียนต่อ...


เพื่อน ๆ ที่รักครับ!  ผมกลับจากการเดินทางไปเวียดนามและเขมรมาได้หลายวันแล้ว แต่มิได้เขียนบล็อกต่อในทันทีทันใด เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องใช้เวลาใคร่ครวญและรวบรวมประสบการณ์นำมากลั่นกรอง...ก่อนลงมือเขียนให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน


เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมา... ผมนั่งรถ ป.1 เที่ยวสุดท้ายจากตลาดโรงเกลือเข้ากรุงเทพ ระหว่างทางทหารอากาศวัย ๖๐ ปีซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าได้หันมาบอกผมว่า "วางระเบิดที่ราชประสงค์...ตาย ๒๘  ตอนนี้ทหารออกมาเต็มหมดแล้ว"  เขายังได้บรรยายอีกด้วยว่ามีผู้โดนระเบิดแขนขาขาด ข่าวที่อาจเกินจริงไปบ้างทำให้ผมรู้สึกตระหนกไม่น้อย!  ความรู้สึกหดหู่หลังจากไปเห็นคุกโตนเสลง และทุ่งสังหารในพนมเปญซึ่งยังคงไม่เลือนหายโถมกระหน่ำเข้ามาอีก...เมื่อได้ยินข่าวร้าย!!


ผมอดเป็นห่่วงคนไทยไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ ทุกวันนี้บ้านเราเจริญกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเขมร ลาวและพม่าในด้านวัตถุ พลเมืองค่อนข้างสุขสบายกับสิ่งอำนวยความสุข เครื่องอุปโภคและบริโภคที่รัฐจัดให้ เราไม่เคยผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงถึงขั้นประเทศพังพินาศมาก่อน เยาวชนรุ่นใหม่ไม่สนใจในประวัติศาสตร์ ไม่เคยนำประสบการณ์อันขมขื่นของประเทศเพื่อนบ้านมาพิจารณา คนส่วนใหญ่ไม่ตื่นตัวเตรียมรับกับหายนะซึ่งอาจเกิดขึ้นกับบ้านเมืองในอนาคต

ในทริปครั้งนี้ ผมไปเห็นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นที่เวียดนามหรือเขมร...


สัมผัสได้ในความแข็งแกร่งและอดทนของประเทศเพื่อนบ้าน...ในอดีตที่ผ่านมา


ความลำบากของนักต่อสู้เพื่อนบ้านเรานั้นมีมากกว่าที่คนไทยเคยได้รับมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราสบายกันซะเป็นส่วนใหญ่... ถ้าจะเที่ยวก็ขอให้เดินทางสะดวกสบาย  มีที่พักหรู กินดี ๆ  ถ้าปั่นจักรยานก็ขอใช้รถราคาเป็นหมื่น บ้างก็เป็นแสน  ในเว็บท่องเที่ยวผมได้เห็นการโพสต์ภาพเตียงนอนหรูในโรงแรม แล้วบอกว่าถูกจังแค่พันกว่าบาทเอง หรือไม่ก็เป็นภาพอาหารเต็มโต๊ะซึ่งไม่แน่ใจว่าจะกินได้หมดหรือเปล่า ฯลฯ   ผมมิได้มีเจตนาว่าร้ายแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดและทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เพียงแต่ผมอยากจะขอเตือนสติให้ทุกท่านตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท เนื่องจากบทเรียนที่คนไทยจะได้รับนั้นยังมาไม่ถึง!

การเดินทางสไตล์ลุงน้ำชาแค่เพียง ๑๐ วันทำให้มีเรื่องที่จะนำมาแบ่งปันกับเพื่อน ๆ มากมายเหลือเกินครับ!

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

สะพานขาวทาชมภู

เขียนเรื่องวัดทาชมภู ตำบลทาปลาดุก แล้วตบท้ายด้วยการชวนให้เพื่อน ๆ แวะไปชมสะพานรถไฟซึ่งอยู่ไม่ไกล วันนี้ผมไปถ่ายภาพมาให้ดูแล้ว...


ทีแรกผมไม่ทราบว่าระหว่างต้นตาลที่มีป้ายขึงอยู่นั่น มีถนนลูกรังตรงไปยังสะพานขาวฯ ได้เลย...


ค่อย ๆ ขับไปตามถนนลูกรังประมาณ ๕๐๐ เมตร  ขนานไปกับทางรถไฟทางด้านขวามือไปสิ้นสุดตรงลานกว้างริมแม่น้ำ...



สามารถขึ้นไปยืนอยู่บนระเบียงไม้ไผ่ มองดูสะพานรถไฟและลำน้ำแม่ทา...



ป้ายบอกว่า "สะพานขาวทาชมภู พ.ศ. 2462"



ในเว็บ gotoknow.org  คุณ Wasawat Deemarn ได้เขียนไว้ว่า...
สะพานทาชมภู สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2462 เป็นสะพานโค้งทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่ที่ กม.690 / 340.60 ในเส้นทางสายเหนือ ระหว่างสถานีขุนตานกับสถานีทาชมภู ในเขตอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน การสร้างสะพานทาชมภูแห่งนี้ เป็นงานที่ท้าทายความเป็นวิศวกรของนายพลเอก กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระยศในขณะนั้น) เป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยปกติสะพานรถไฟจะสร้างขึ้นจากเหล็กเท่านั้น เพราะต้องรับแรงสั่นสะเทือนมาก คอนกรีตจะไม่สามารถอ่อนตัวได้เท่า แต่เนื่องจากสภาวะสงครามทำให้ไม่สามารถสั่งเหล็กจากยุโรปเข้ามาได้ จึงเป็นที่ถกเถียงกันมากกว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้วสะพานก็คงจะพังใน 3 - 6 เดือน แต่ด้วยการคำนวณและควบคุมงานอย่างยอดเยี่ยมของพระองค์ สะพานทาชมภูจึงยังคงยืนหยัดอวดความสง่างามมาได้ตราบเท่าทุกวันนี้


แสงแดดยามบ่ายโมงกว่า ๆ ช่วยให้ภาพเกิดแสงเงาเหมาะเจาะ ขับความงดงามของสะพานประวัติศาสตร์ให้เห็นเด่นชัด!




ผมเดินตรงไปใต้สะพาน...




กล้องคู่มือแบตหมด ผมต้องบันทึกภาพด้วยมือถือราคาถูก...




ได้ยินเสียงหวูดมาแต่ไกล... ผมตั้งท่ารอถ่ายภาพรถไฟ


เสียงใกล้เข้ามาแล้ว....


"แชะ" ชัตเตอร์ลั่นขณะขบวนรถไฟกำลังอยู่บนสะพานพอดี ผมคิดว่าที่เห็นน่าจะเป็นดีเซลรางขบวน 407  วิ่งจากนครสวรรค์ถึงเชียงใหม่...


เป็นขบวนรถไฟฟรี ที่ผมเคยพาเจ้า Coyote ไปปั่นที่เชียงใหม่...