การค้นเจอฟิล์มสไลด์เก่าที่ยังไม่ได้สแกนอีก ๒๖๔ บาน ทำให้ผมได้รูปที่เคยถ่ายไว้เมื่อตอนเป็นหนุ่มกลับคืนมา...
มีอยู่หลายภาพที่ผมหามันมาตั้งนานแล้ว! อย่างเช่นรูปพระอาทิตย์ขึ้นที่บ่อดินถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ บริเวณนั้นคือแถวที่ตั้งของมหาวิทยาลัยพายัพแม่คาวในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อ ๔๐ ปีก่อนยังเป็นพื้นที่ที่ว่างเปล่า ในการก่อสร้างทางหลวงจากเชียงใหม่ไปลำปาง เค้าขุดเอาดินออกไปถมถนน เกิดเป็นหนองน้ำลึกและกว้าง ผมเรียกมันว่า "บ่อดิน" บ้านผมอยู่ถนนทุ่งโฮเต็ล ซอย ๓ เดินไปไม่ไกลนักก็ถึงบ่อดิน ตอนเช้ามืดผมเคยคว้าเจ้า Pentax K-1000 ออกไปถ่ายภาพท้องฟ้าสีทองนี้ไว้...
หรืออย่างภาพนี้ ก็เป็นเจดีย์ "วัดสวนดอก" ยามพระอาทิตย์ตกดิน...
หน้าหนาวแต่ก่อนเชียงใหม่นั้นหนาวจริง ๆ มลภาวะก็ไม่มากเหมือนเช่นปัจจุบัน...
ผมเชื่อเหลือเกินว่าคนรุ่นเดียวกันที่เคยได้สัมผัสบรรยากาศอย่างที่เห็นในภาพ คงจะลืมมันไม่ได้อย่างแน่นอน...
ไม่มีให้ดูอีกแล้วครับ ทุกวันนี้มีแต่ป่าคอนกรีต !
บันทึกการท่องโลกที่ค่อนข้างแตกต่าง ด้วยงบประมาณจำกัดแต่ใจเกินร้อย พร้อมที่จะเดินไปข้างหน้า เพื่อนำประสบการณ์กลับมาฝาก!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ A Frame A Day แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ A Frame A Day แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
A Frame A Day - London Peace Pagoda
๑๑ มิถุนายน ๒๕๒๓....
กำลังนั่งอยู่ประตูทางเข้า Nipponzen Myohoji รอเวลาที่จะเข้าไปในวัดญี่ปุ่น ฝนกำลังจะตก อากาศหนาวเย็น แต่เมื่อเทียบกับความทุกข์ทรมานที่ Zurich และ Frankfurt แล้วที่นี่ยังสบายกว่ามาก...
จำได้ว่าเมื่อวานนี้หมดหวังที่จะได้พักที่นี่แล้ว แต่ก็ได้รับเมตตาจากพระญี่ปุ่นให้อยู่ได้ในที่สุด ท่านยังเอายาใส่แผลที่เกิดจากการหกขะล้มพร้อมกับติดพลาสเตอร์ให้อีก ๔ แผ่น...
วันนี้เป็นวันที่สองที่อยู่ในลอนดอน อาการดีขึ้นแล้ว...มือขวาพอจับปากกาขึ้นจดบันทึกได้
ตอนบ่ายช่วยพระขนไม้และข้าวของอื่น ๆ แล้วนอนพักจนถึง ๔ โมงเย็น ลุกขึ้นมาอาบน้ำสระผม ทำให้สดชื่นและกลับมามีกำลังวังชา...
ประมาณ ๕ โมงกว่า พระญี่ปุ่นกลับมาจากไปธุระกับฝรั่งชื่อ Craig ก็เริ่มต้นสวดมนต์ เป็นการสวดที่แตกต่างกับของไทย เพราะมีบทสวดอยู่แค่วรรคเดียว สวดซ้ำไปเรื่อย ๆ ขณะตีกลองใหญ่และกลองเล็กลักษณะคล้าย tambourine ประกอบ...
หนุ่มไทยทำหน้าที่หุงข้าว พอสุกพระก็มาตักไปถวายพระพุทธและตั้งไว้หน้ารูปท่าน Nichidatsu Fujii พร้อมกับข้าวที่มีอยู่ (คนกินแล้ว) ใส่ถ้วยเล็ก ๆ ขึ้นถวาย ข้อนี้ก็แตกต่างเพราะไทยเราจะใช้แต่อาหารที่คนยังไม่ได้แตะ อีกทั้งหลังเพลก็ไม่ถวายกัน)
จากนั้นก็ถึงเวลาคนกินอาหารค่ำร่วมกัน มื้อนี้มีดาล (dal) ยำผัก และ พิซซ่า ตามด้วยเค้กและน้ำชา...
พระตามมาฉันทีหลังอย่างเอร็ดอร่อย ทำหน้าที่เทศบาล กินเกลี้ยงตามสไตล์คนญี่ปุ่น...
อันนี้ก็แตกต่าง พระกินทีหลังฆราวาส แถมเป็นมื้อค่ำอีกด้วย!!
ผ่านมา ๓๗ ปี แม่ชียังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้? คิดถึงจังเลย!
วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
A Frame A Day - บนเรือเดินทะเล
วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๒๘
๓ ทุ่มครึ่งขึ้นมาอยู่บนเรือเรียบร้อยแล้วด้วยความยินดี เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้โดยสารเรือลำใหญ่เดินทางจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง หวังว่าการเดินทางเข้าอิตาลีที่เมือง Brindisi คงไม่มีปัญหาเรื่องวีซ่า...
เรือที่กำลังนอนอยู่นี้เป็นเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ชนิดที่เปิดท้องเรือให้รถบัสคันใหญ่ ๆ เข้าไปจอดได้หลายคัน รู้สึกตื่นเต้นมากตอนที่ลงเรือ เพราะมองเห็นตัวเองเล็กจริง ๆ เมื่อเทียบกับความใหญ่โตของเรือ เป็นคนแรกที่ขึ้นไปถึงดาดฟ้าเรือ ทีแรกนึกว่าจะมีคนน้อย แต่ที่ไหนได้ อีกไม่นานก็มีคนขึ้นมากันมากมาย ต้องรีบจับจองที่นอนไว้ก่อน
จัดการปูผ้าพลาสติกลงที่พื้น เห็นเครื่องหมายที่แม่ทำไว้ให้แล้ว คิดถึงแม่มาก ๆ แม่เอาเข็มกลัด ๆ ไว้ที่มุม บอกว่าจะได้รู้ว่าเป็นด้านหัวนอน เวลาปูให้เอาด้านมันลงพื้น...
แม่ปราณีของผมไม่เคยเดินทางไกล แต่แม่มีหัวใจยิ่งใหญ่ของนักผจญภัย!
วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559
A Frame A Day – พระอาทิตย์ตกที่ฟลอเรนซ์
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ไปรอที่ tourist office ตั้งนานกว่าจะได้แผนที่เมือง Florence หรือ Firenze ที่ได้มาก็เป็นภาษาเยอรมันซะอีก เวลาปาเข้าไป ๕ โมงครึ่งแล้ว ผมต้องมุ่งหน้าออกเที่ยวทันที
เดินเที่ยวจนถึงสะพาน Vecchio (Ponte Vecchio) ที่มีชื่อเสียง มีร้านขายเครื่องประดับมากมาย จากนั้นก็ไปนั่งอยู่เชิงสะพาน Santa Trinita มองดูการจราจรที่ติดขัด เฝ้าดูพระอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำลง แม้จะเป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว แต่พระอาทิตย์ก็ยังคงอยู่สูง ผมต้องนั่งรออยู่นาน กว่าจะเก็บภาพนี้ได้...
เสียดายที่เมื่อ ๓๑ ปีก่อน ผมช่างอ่อนหัดเหลือเกินสำหรับการเดินทางในยุโรป ไม่งั้นแล้วคงจะได้อะไรดี ๆ กว่านี้เยอะ!
วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559
A Frame A Day - การาจี ปากีสถาน
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๘... เกือบ ๘ โมงเช้า ผมเดินออกจากสนามบินการาจี (เมื่อคืนนี้อาศัยสนามบินเป็นที่นอน) ผ่านบรรดาคนขับแท็กซี่ที่ส่งเสียงเรียกระงม เห็นแขกหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่หน้า Rest House จึงตรงเข้าไปถามถึงรถเมล์เข้าเมือง เขาชี้ให้ดูรถที่กำลังเคลื่อนออกจากท่า ผมรีบวิ่งออกไปโบกให้เค้าจอด ขณะกระโดดขึ้นทางประตูหน้า...เห็นคนชับฉีกยิ้มให้!
น่าแปลกใจที่แขกตัวใหญ่กว่าคนไทย แต่รถเมล์ช่างเล็กเหลือเกิน ทางขึ้นก็แคบ แบกเป้ขึ้นรถลำบากหน่อย ที่นั่งก็คับแคบ พอกระเป๋ามาเก็บเงินให้ไป ๕ รูปี เค้าทอนให้ ๓.๒๕ รูปี แสดงว่าค่าโดยสารจากสนามบินเข้าเมือง ๑.๗๕ รูปี
รถแขกไม่ว่าจะเป็นรถเมล์
รถน้ำมันหรือรถบรรทุกต่างประดับประดาด้วยลวดลายงดงาม
รถเมล์ไม่มีกริ่งหรือออด ผู้โดยสารจะลงก็ใช้มือตบที่ตัวถัง
เสียงดังฟังแล้วน่าตกใจ (บังกลาเทศก็ใช้วิธีนี้) เช้านี้ผู้โดยสารมีไม่มาก ไม่มีใครต้องยืน เสียงกระเป๋าตะโกน "ซารา ๆ" เรียกผู้โดยสารไปตลอดทาง...
ระยะทางจากสนามบินเข้าเมืองประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตร ถนนดีทีเดียว รถก็ไม่มีมาก ร้านรวงส่วนใหญ่ยังไม่เปิดเพราะยังเช้าอยู่...
ผมนั่งอ่านแผนที่ไปตลอดทาง มองผ่านหน้าต่างรถซ้ายที...ขวาที เผื่อว่าจะพบสถานที่หรือป้ายชื่อถนนที่ปรากฏบนแผนที่
พอรถวิ่งข้ามทางรถไฟก็ประมาณได้ว่าใกล้จะถึงตัวเมืองแล้ว ถึงสี่แยกเห็นมีคนลง ผมก็ลงตาม...คิดว่าจากตรงนั้นน่าจะเริ่มเดินหาที่พักได้แล้ว
ก่อนก้าวลงจากรถ ผมตะโกนขอบคุณเสียงดัง คนขับยิ้มและเอียงคอให้!
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559
A Frame A Day - เคาะประตูบ้านไฮเดิน
![]() |
| Joseph Haydn - ภาพจาก wikipedia |
บ้านของไฮเดิน (Haydnhaus) ในกรุงเวียนนา อยู่เลขที่ 19 ถนน Haydngasse เช้าวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๒๘ ผมนั่งรถรางสาย ๕๘ ไปลงในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดแล้วเดินไป...
เป็นจุดหมายแรกของการเที่ยวชมบ้านคีตกวีในวันนี้ ผมบันทึกไว้ว่า "ไปถึงปรากฏว่ายังไม่เปิดทำการ ต้องรออยู่จน ๑๐.๐๐ น. ถึงได้เข้าชม - ได้เห็นบ้านที่ไฮเดินเคยอยู่ harpsichord ที่เคยเล่น และอื่น ๆ อีกมาย - มีห้องที่เป็น memorial room สำหรับ Johannes Brahms ด้วย - มีหนังสือขายราคา ๓๐ ชิลลิง แต่ไม่ได้ซื้อ เพราะมีงบน้อย..."
ไฮเดินเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 1890 รวมอายุได้ ๗๗ ปี หากผมไม่สับสน...ภาพนี้น่าจะเป็น death mask (รูปหน้าที่หล่อจากหน้าจริงเมื่อตายแล้ว) ของไฮเดิน
ถ้าชอบเพลงคลาสสิกก็ต้องรักไฮเดิน การได้มาเดินอยู่บนบ้านของบิดาแห่งซิมโฟนีจึงเป็นความประทับใจสุด ๆ ของผม!
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559
A Frame A Day - เคาะประตูบ้านเบโธเฟน
Ludwig van Beethoven เกิดที่กรุงบอนน์เมื่อปี ค.ศ. 1770 เดินทางมาเวียนนาครั้งแรกตอนอายุ ๑๗ ปีเพื่อพบกับโมสาร์ท และกลับมาอีกครั้งเมื่ออายุ ๒๒ ปีซึ่งเป็นช่วงที่โมสาร์ทเสียชีวิตแล้ว เบโธเฟนได้ศึกษากับ Joseph Haydn แล้วใช้ชีวิตอยู่ในเวียนนาเป็นเวลา ๓๕ ปี จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อปี 1827
![]() |
| ฺBeethoven's Pasqualatihaus - บันทึกเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๒๘ |
ทุกวันนี้นี้มีบ้านสามหลังของเบโธเฟนในกรุงเวียนนา ที่ถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ คือ Pasqualatihaus, Apartment in Heiligenstadt และ Eroica House (ที่มา - wien.info)
๖ มิถุนายน ๒๕๒๘ ผมบันทึกไว้ว่า...
จากบ้านของ Haydn เดินไปตามถนน Stumber แล้วขึ้นรถเมล์สาย 57A ไปเยือน Beethoven Apartment ที่เ่บโธเฟนเคยเช่าอยู่ในปี 1822/1823 - เดินไปตามทางมืด ๆ ไม่พบอะไร เพราะสถานที่นั้นเป็นของเอกชน เค้าจะเปิดให้ชมเป็นช่วง ๆ เท่านั้น - แค่นั้นก็พอใจแล้ว เพราะคิดว่าได้เดินบนเส้นทางที่เบโธเฟนเคยเดินในอดีต...ภาพ Eroica House ที่สแกนได้จากฟิล์มสไลด์ยังคงดูพอใช้ได้ครับ...
ไปที่บ้านของเบโธเฟนอีกหลังที่ถนน Doblinger เป็นบ้านที่เบโธเฟนอาศัยอยู่ในขณะที่แต่งซิมโฟนีหมายเลข ๓ โดยตั้งใจที่จะอุทิศให้แก่นโปเลียน แต่ด้วยความผิดหวังในตัวนโปเลียนจึงได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น Eroica บ้านหลังนี้จึงถูกขนานนามว่า House of Eroica ตอนที่ไปถึงนั้นเกือบจะเที่ยงวันแล้ว คนเฝ้าสถานที่กำลังนั่งหลับอยู่ - เข้าไปชม ถ่ายรูป และลงชื่อในสมุดเยี่ยม ก็ยังไม่รู้สึกตัว - ตอนเดินออกมาก็ยังนั่งหลับอยู่
มีอีก ๓-๔ บาน...
รูปหน้าที่หล่อจากหน้าจริงเมื่อตายแล้ว (death mask) ของเบโธเฟน…
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559
A Frame A Day - ถนนบาห์นฮอฟ (Bahnhofstrasse)
วันก่อนเขียนเรื่องศูนย์การค้าหรูที่ Queen Victoria Building ในนครซิดนีย์ วันนี้ "A Frame A Day" ขอพาเพื่อน ๆ ไปเดินเที่ยวถนนบาห์นฮอฟ (Bahnhofstrasse) ถนนช้อปปิ้งในเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้วยกัน...
"ถนนบาห์นฮอฟ (Bahnhofstrasse)" เป็นถนนย่านการค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บนเส้นทาง ๑.๔ กิโลเมตรจากอนุสาวรีย์หน้าสถานีรถไฟ ผ่าน Paradeplatz ไปยังทะเลสาบ เป็นถนนที่มีรางเดินรถรางอยู่กลางถนน สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้สูงใหญ่ เรียงรายด้วยธนาคาร ร้านค้าและห้างสรรพสินค้า กล่าวกันว่าถนนสายนี้เป็นถนนช้อปปิ้งที่แพงที่สุดในโลก!!
ดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสได้เดินวินโดว์ช้อปปิ้งบนถนนสายนี้!
"ถนนบาห์นฮอฟ (Bahnhofstrasse)" เป็นถนนย่านการค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บนเส้นทาง ๑.๔ กิโลเมตรจากอนุสาวรีย์หน้าสถานีรถไฟ ผ่าน Paradeplatz ไปยังทะเลสาบ เป็นถนนที่มีรางเดินรถรางอยู่กลางถนน สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้สูงใหญ่ เรียงรายด้วยธนาคาร ร้านค้าและห้างสรรพสินค้า กล่าวกันว่าถนนสายนี้เป็นถนนช้อปปิ้งที่แพงที่สุดในโลก!!
วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๒๘ ผมไปเดินมาแล้วครับ บันทึกภาพไว้ด้วย ๒ บาน...
สินค้าแบรนด์ดัง อาทิ Armani, Gucci, Prada. Rolex, Cartier, Tiffany ฯลฯ อยู่ที่นี่หมด...
ดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสได้เดินวินโดว์ช้อปปิ้งบนถนนสายนี้!
วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559
A Frame A Day – Fraumünster Church
จำได้ว่าตอนนั้นผมใช้กล้อง Pentax K1000 มีฟิล์มสไลด์ซื้อจากร้านถ่ายรูปในเชียงใหม่ไปด้วย ๖ มัวน เป็นยี่ห้อโกดักและอั๊กฟ่าอย่างละครึ่ง...
![]() |
| Pentax K1000 - ภาพจาก commons.wikimedia.org |
![]() |
| Fraumünster Church - บันทึกด้วยฟิล์มสไลด์อั๊กฟ่า เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๒๘ |
วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๒๘ ผมนั่งรถไฟจากมิลานถึงซูริค ได้บันทึกไว้ว่า...
รถออกจากสถานีมิลานช้ากว่ากำหนดครึ่งชั่วโมง กว่าจะถึงซูริคก็เกือบ ๓ ทุ่ม รู้สึกช็อคเมื่อพบว่าเงิน ๑,๐๐๐ บาทพอมาถึงที่นี่มีค่าเท่ากับ ๑๐๐ บาทเท่านั้น เหรียญสวิสขนาดเหรียญห้าบ้านเรามีค่าถึง ๕๐ บาท มาถึงซูริคก็มืดแล้ว ข้อมูลต่าง ๆ ก็ไม่มี จึงตัดสินใจว่าจะนั่งรอจนถึงเช้า (มีฝรั่งหลายคนเจอปัญหาไม่มีที่พักเหมือนกัน) อากาศหนาวเย็น นับตั้งแต่เดินทางมาไม่เคยเจอแบบนี้ สถานีรถไฟปิดตอน ๒ ยาม ไปนั่งที่พักผู้โดยสารรถรางก็มีฝรั่งขี้เมามากวนจะชวนให้ไปพักที่บ้าน ต้องหลบลงไปที่ทางเดินใต้ดิน เห็นชายคนหนึ่งอาศัยนอนอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะ พอดีมีหลายตู้จึงเข้าไปนอนบ้าง ทำให้ไม่หนาวเท่าไหร่ แต่ก็ต้องนอนขดตัวจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว...เช้าวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๒๘ หลังจากได้ข้อมูลและแผนที่จาก tourist office นำเอาเป้ไปฝากเก็บที่ Left-Luggage Locker (โชคดีที่เป้ใส่ได้พอดี) หยอดเหรียญลงไป ๑ ฟรังก์ (๑๐.๕๐ บาท) ตู้จะล็อค สามารถดึงเอาลูกกุญแจออกมาเก็บไว้ได้ จากนั้นก็ออกเดินเที่ยวพร้อมกับกล้องคู่ใจ...
ได้บันทึกไว้ว่า...
ยามเช้าเช่นนี้บรรยากาศดีมาก มีทางเดินเลียบริมน้ำ เค้าทำเป็นที่พักผ่อนไว้ตลอดแนว มีคนเดินเล่น บ้างก็ขี่จักรยาน บางคนนอนอยู่บนเก้าอี้ยาว หนุ่มสาวบางคู่กอดกันอย่างมีความสุข จากทะเลสาบซูริค หรือ Zürichsee (1) มีแม่น้ำ Limmat (2) ไหลผ่าน แบ่งระหว่างซูริคเก่ากับซูริคใหม่ ถนนสองฝั่งแม่น้ำ Limmat ดูเข้าท่าดี มี Fraumünster Church วิหารสไตล์ Gothic มองเห็นหอสูงมียอดแหลมสีฟ้าได้แต่ไกล...เพื่อน ๆ ดูภาพสไลด์ข้างบนอีกครั้งนะครับ...
พอดีมีภาพเก็บตกริมแม่น้ำ Limmat อยู่ในฟิล์มสไลด์ ๓-๔ บาน จึงขอนำมาโพสต์ไว้ด้วยดังนี้...
Fraumünster Church.... นึกว่าจะเขียนสั้น ๆ แต่ก็ยาวเหมือนกันแฮะ!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















































