แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรินทร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรินทร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

จบแล้ว!

รถของบริษัท Capitol Tours ไปจอดให้ผมลงแถว ๆ วงเวียนก่อนถึงด่าน ตม. เขมร  ได้รับสติกเกอร์มาถือไว้...ก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันจะช่วยให้เดินทางต่อไปถึงกรุงเทพได้อย่างไร?


เดินแบกเป้ตรงลิ่วไปยัง passport control ของ ตม. เขมรซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ มีนักท่องเที่ยวฝรั่งยืนต่อคิวอยู่หลายแถว ผมตรงไปต่อแถวแรก  เจ้าหน้าที่เขมรยืนอยู่ด้านนอกคนหนึ่งยื่นมือมาขอหนังสือเดินทางของผมไปเปิดดู (เลือกทำกับคนไทย แต่กับฝรั่งไม่กล้า) รู้แล้วหละว่าจะมารูปไหน พักนึงเค้าก็เอ่ยปากว่า "๒๐๐ บาท ไม่ต้องรอ"  ผมบอกทันทีว่า "ไม่มี"  เจ้าหน้าที่ ตม.เขมรส่งหนังสือเดินทางคืนให้ แล้วบอกว่าไม่มีก็ต้องคอย...

ก็ไม่เห็นต้องคอยอะไร แค่ ๓-๔ คนที่อยู่ข้างหน้า ใช้เวลาไม่นานถึงคิว ผมไม่ต้องสแกนลายนิ้วมือด้วยซ้ำ เพียงครู่เดียวเค้าก็ประทับตราขาออกให้...


ผมรับหนังสือเดินทางคืนมา แล้วก้าวเดินต่อไปยัง nowhere land...


ข้ามสะพาน มองเห็นลำน้ำที่อยู่เบื้องล่าง...


เข้าใกล้ฝั่งไทยแล้ว....


นั่นไง...ประเทศไทย!  ผมเดินไปตามช่อง... สู่เคาน์เตอร์กองตรวจคนเข้าเมือง


ยื่นหนังสือเดินทางที่มี arrival card แนบอยู่ให้เจ้าหน้าที่  ใช้เวลาไม่นานก็ได้รับการประทับตราให้กลับเข้าเมืองไทย...


เดินออกทางด้านขวาสู่อ้อมกอดผืนแผ่นดินไทย มองไม่เห็นฝรั่งที่นั่งรถมาด้วยกันตามมาแม้แต่คนเดียว!  คงต้องหาคำตอบและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเองให้ได้... ผมสอบถามเจ้าหน้าที่ไทยที่อยู่ในเครื่องแบบพร้อมเอาสติกเกอร์ให้ดู เค้าบอกว่า "สติกเกอร์เหรอ เห็นมีรถตู้มาจอดรับนะ"  พร้อมกับชี้ให้ไปถามชาย ๒ คนซึ่งยืนคอยอยู่บนทางเท้า...


ชายสวมเสื้อสีชมพูบอกให้ผมยืนรออยู่ตรงนี้แหละ  ผมปลดเจ้าแรดลงวางไว้...


เห็นเค้าเดินไปสั่งขนมหวานที่แม่ค้าล้อเข็น...


ถือถ้วยขนมกลับมา  โห...ถั่วดำต้มน้ำกะทิใส่น้ำแข็ง!  ของโปรดซะด้วย  ผมตามไปซื้อมากินด้วย ๑ ถ้วย...๑๐ บาทเอง


กินเสร็จ ยืนรออีกพักใหญ่ ชายคนเดิมก็เข้ามาบอกว่า "พี่เดินไปขึ้นรถเองดีกว่า" แล้วก็ชี้ให้เดินข้ามไปยังถนนข้างหน้าโน่น...


บอกให้เดินไปอีก ๑๕๐ เมตร จะเห็นรถตู้จอดอยู่ตรงด้านขวามือ เอาแล้วซิ...จะให้เดินหารถเองหรือเนี่ย?  แล้วเจ้าสติกเกอร์นี่หละ?


พ่อหนุ่มทำท่าจะแกะสติกเกอร์ติดให้ที่อกเสื้อ แต่ผมบอกว่าถือไปดีกว่า...จะได้ไม่ตก  ผมเดินไปจนถึงสี่แยก เห็นรถตู้จอดอยู่ทางด้านขวามือ รีบชูสติกเกอร์เข้าไปถามหนุ่มน้อยที่ยืนอยู่ที่นั่น   "ใช่แล้ว...คันนี้แหละ แล้วพี่จะไปลงที่ไหน? มีแต่อนุสาวรีย์นะ" เด็กรถบอกพร้อมกับชี้ให้ผมนำเป้เข้าไปนั่งเบาะด้านหลังคนขับได้เลย ความสับสนยังคงเกาะกุม...ผมไม่แน่ใจว่าขึ้นรถผิดคันหรือเปล่า? ไม่มีฝรั่งตามมาเลย เด็กรถบอกว่า"พี่ไปก่อนได้ พวกนั้นให้ไปทีหลัง" ได้ยินแล้วก็ยิ่งงง สงสัยว่ารถตู้จะรู้ได้อย่างไรว่ามีผู้โดยสารมาจากเสียมเรียบกี่คน? แล้วจะคิดตังค์กับ Capitol Tours ได้อย่างไร?  อีกอย่างนึง...รถคันนี้ก็เป็นรถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างอนุสาวรีย์ชัยฯ - ตลาดโรงเกลือ แล้วผมจะต้องควักตังค์จ่ายค่าโดยสารอีกหรือเปล่า?

ไม่นานนักคนขับก็มาถึงพร้อมกับผู้โดยสารอีก ๔ คน ....



โซเฟอร์สต้าร์ทรถแล้วพาผู้โดยสารออกจากตลาดโรงเกลือทันที  ถึงสระแก้วประมาณเที่ยง ไปจอดเติมแก๊สที่ปั้ม ปตท.  ผู้โดยสารต้องลงจากรถ ผมไปเข้าห้องน้ำแล้วซื้อข้าวเหนียวปิ้ง ๑ อัน (๑๒ บาท) มากินแก้หิว

รถออกวิ่งต่อไปอีก โดยมีผู้โดยสาร ๕ คน คนขับเป็นหนุ่มใจเย็น พูดจาดี ไปแวะจอดที่มินิมาร์ท ให้เวลาอีก ๑๐ นาทีสำหรับเข้าห้องน้ำและซื้อของกิน ผมยังพกความสงสัยมาด้วย จึงหาโอกาสเข้าไปสนทนากับคนขับดังนี้...
"ผ่านดอนเมืองหรือเปล่า?"
"ไม่ครับ ไปทางดินแดง"
"ขอถามหน่อย ช่วยตอบตามจริงด้วยนะ ผมซื้อตั๋วจากเสียมเรียบบอกไปลงกรุงเทพฯ แล้วได้สติกเกอร์มาใบนึง กลัวว่าจะขึ้นรถผิด เนี่ยถึงกรุงเทพฯ แล้ว...ต้องจ่ายอีกมั้ย?"
"ไม่ต้องจ่ายครับ เป็นรถบริษัทเดียวกัน แต่...ถ้าจะทิปก็ได้" (หัวเราะ) 
สรุปแล้วผมไม่ได้ขึ้นรถผิด  รถเขมรที่นั่งมาก็ไม่ได้ทิ้งผู้โดยสาร เพียงแต่ไม่มีข้อมูลให้ทราบเท่านั้นเอง ค่ารถเสียมเรียบ-กรุงเทพฯ ๓๕๐ บาทที่ผมจ่ายไปก็ไม่มีการเรียกเก็บเพิ่ม...

ผมลงรถที่อนุสาวรีย์ชัยฯ


แล้วต่อรถเมล์สาย 77 (๙ บาท) ไปลงหมอชิต 2


นั่งรถ ป.2 ของ บขส. (๑๙๔ บาท) ไปลงอุตรดิตถ์...

เช้าวันรุ่งขึ้นนั่งรถไฟฟรีขบวน 408 ไปลงสถานีห้างฉัตร  แล้วเดิน ๔ กิโลเมตรกลับถึงบ้าน...

จบแล้วครับ... สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวสุรินทร์และเสียมเรียบ ๑๐ วันด้วยค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๓,๘๒๐ บาท! 

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปั่นจักรยานในเสียมเรียบ - ค่าเช่า


พูดถึงเรื่องค่าเช่าจักรยาน... คงไม่มีที่ไหนถูกเท่ากับที่โฮมสเตย์หมู่บ้านช้าง บ้านหนองบัว จังหวัดสุรินทร์  จักรยานมีเกียร์สีส้มวันละ ๒๐ บาท!  ส่วนเจ้าเสือเหลืองที่เมืองกาญจน์ก็มีเกียร์เหมือนกัน เจ้าของคานาอันเกสต์เฮ้าส์ใจดีสุด ๆ ลดให้ผมเหลือแค่วันละ ๓๐ บาท...



ที่จัดว่าแพงเห็นจะเป็นค่าเช่าจักรยานในเมืองพนมเปญ เค้าคิดวันละ $4  ผมใช้เทคนิคพิเศษไปขอเช่าตอนเที่ยง... จ่ายแค่ครึ่งวัน $2



ใช้ปั่นไป Choeung Ek หรือทุ่งสังหาร กลับมาส่งก็ตกเย็นพอดี จะขี่ต่อถึงทุ่มก็คงไม่ไหว...


มาเที่ยวนครวัด-นครธมทีแรกกะว่าจะอยู่เสียมเรียบ ๓ คืน...  ไป ๆ มา ๆ อยู่ต่ออีก ๑ คืน ผมเช่าจักรยานปั่น ๓ วันหมดไป $6  วันแรกปั่นเที่ยวรอบ ๆ เมืองเสียมเรียบ วันที่สองไปนครวัด-นครธมและปราสาทอื่น ๆ  และวันสุดท้ายปั่นไป โตนเลสาบ (Tonlé Sap)


จักรยานที่ผมขี่ในเสียมเรียบเป็นจักรยานแม่บ้านธรรมดา ๆ สภาพไม่ปลื้ม  สูบยางให้แข็งไม่ได้ (อาจแบนได้ทุกเวลา) ติดต่อขอเช่าได้ที่เคาน์เตอร์โรงแรม จ่าย $2 หรือ ๘,๐๐๐ เรียล เค้าออกไบเสร็จฯ ให้...


แล้วพาไปเลือกจักรยาน แต่หาที่ดี ๆ ไม่ค่อยได้หรอก!


วันแรกผมใช้คันสีดำปั่นเที่ยว...


วันต่อมาผมอยากจะใช้จักรยานคันเดิมปั่นไปนครวัดแต่ดันเกิดเสียขึ้นมาซะก่อน (แฮนด์หลุดไม่สามารถบังคับรถ) จึงต้องเปลี่ยนไปใช้เจ้าสีเลือดหมูคันนี้...


วันสุดท้ายผมปั่นไปโตนเลสาบ ด้วยจักรยานสภาพน่าเป็นห่วง ต้องปั่นมันออกไปไกลกว่า บนถนนที่โหดกว่า คิดอยู่ตลอดเวลาว่าถ้ายางแบนจะทำอย่างไร!!


ไปถึงโตนเลสาบแล้วกลับมาตามเส้นทางเดิม บนถนนลูกรังโรยด้วยหินก้อนเล็ก ๆ บางก้อนแหลมพอที่จะเจาะยางให้รั่วได้ แต่ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองก็ยิ่งโล่งอก เมื่อถึงวัด ๆ หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง ผมคิดว่าถ้าเกิดยางแบนตอนเนี้ยก็เดินจูงรถกลับโรงแรมได้แล้ว!


ในที่สุดก็สามารถกลับที่พักได้อย่างปลอดภัย สามวันเต็มกับการปั่นจักรยานเที่ยวเสียมเรียบจัดได้ว่าเป็น cycling trip ที่น่าจดจำและคุ้มค่าอีกครั้งหนึ่งของผม! 

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วัดแจ้งสว่างบ้านตากลาง สุรินทร์


วัดแจ้งสว่างบ้านตากลาง [W] อยู่ห่างจากศูนย์คชศึกษา [B] จังหวัดสุรินทร์ประมาณ ๕๐๐ เมตร...



วัดอันเป็นศูนย์รวมชาวบ้านมีรั้วที่สวยมาก ๆ




ซุ้มประตูก็งามไม่น้อย...



รูปปั้นช้างขนาดใหญ่ยืนตระหง่านด้านซ้ายขวา....



เข้าไปดูในวัดกันนะครับ...


เดินเข้าไป ๕๐ เมตรก็ถึงวิหารไม้เสาสีแดง (2)...





มีภาพใส่กรอบไว้แทนจิตรกรรมฝาผนัง...



อยู่ถัดไปเป็นอุโบสถหลังเล็กในพัทธสีมาที่ล้อมรอบด้วยรั้วปูนเตี้ย ๆ...




เลยไปอีก ข้าง ๆ รั้วเรียงรายด้วยสถูป (5)....


ที่เห็นตรงกลางลานด้านซ้าย (3) จะเรียกว่าอะไรดี? คงไม่ใช่ "บ้านเสานัก" เหมือนที่ลำปาง หรือว่าจะเป็นศาลาการเปรียญขนาดใหญ่!






ที่สะดุดตาน่าจะเป็นห้องน้ำ (4) ซึ่งสร้างไว้อย่างสวยหรู...



ตอนขึ้นไปบนวิหาร ผมเห็นคำขวัญของบ้านตากลางซึ่งมีว่า "แหล่งช้างใหญ่ เผ่าไทยกวย สวยธรรมชาติ หาดทรายงาม แม่น้ำสองสาย ผ้าไหมดี สามัคคีเป็นเยี่ยม เปี่ยมคุณธรรม งามล้ำงานประเพณี" 


มีป้าย "กิจวัตรประจำวันของพระภิกษุสามเณร" ด้วยครับ...


วัดแจ้งสว่างบ้านตากลางก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน!