แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

FB Trip ไปมะละกา - รถเร็ว 108


"สถานีรถไฟเด่นชัย" เป็นสถานีต้นทางที่ดีเหลือเกินสำหรับทริปจักรยานพับ (FB Trip) ของผม รถเร็วขบวน 108 ออกเวลา ๑๙.๐๕ น. ถึงปลายทางสถานีหัวลำโพงเวลา ๐๕.๑๐ น.


เน้นท่องโลกแบบประหยัด เดินทางด้วยรถไฟพร้อมกับจักรยานพับ ผมจะเลือกนั่งแต่เพียงชั้น ๓ หรือชั้นที่ถูกสุดเท่านั้น อย่างเช่นทริปนี้จากเด่นชัยไปกรุงเทพ ค่าโดยสาร ๒๐๐ บาทครับ...   


มีจักรยานพับไปด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้เลือกขึ้นรถไฟที่สถานีต้นทาง เพราะขบวนรถจะจอดรออยู่ที่ชานชาลา มีเวลาให้เราหาที่นั่งได้อย่างไม่ต้องเร่งรีบ...


ได้นั่งคันที่ ๙ ครับ อยู่ท้าย ๆ ขบวน...



สามารถหาที่เก็บจักรยานได้อย่างสะดวกสบาย!


อย่าลืมล็อคให้แน่นหนา แล้วเก็บลูกกุญแจไว้ให้ดีด้วย อย่าให้หายหรือหาไม่เจอเป็นอันขาด...  


การเดินทางตอนกลางคืนจะช่วยประหยัดค่าที่พักได้ ๑ คืน สำหรับผมไม่มีปัญหาเรื่องการนั่งหลับ ยิ่งได้ที่นั่งติดหน้าต่าง (window seat) ก็เอาหัวอิงเข้ามุมหลับได้สบาย นั่งชั้น ๓ อาจลำบากหน่อย แต่ก็ไม่หนักหนาเหมือนกับนั่งรถไฟอินเดีย แม้ว่าห้องน้ำ ร.ฟ.ท. ทุกวันนี้ยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้เหมือนเดิม!


ถ้าไม่เลือกรถเร็ว 108 ก็อาจไม่ได้เห็นบรรยากาศเช่นนี้ ความรู้สึกของคนเดินทางเช่นผมนั้นยากที่จะบรรยาย...


เพื่อน ๆ ต้องลองมานั่งดูครับ... รถเร็ว 108 จากเด่นชัย!

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สถานีรถไฟหลักสี่

ลงรถไฟพร้อมกับจักรยานพับเพื่อนยาก ผมถ่ายภาพป้ายไฟสถานีรถไฟหลักสี่ เมื่อเวลา ๔.๓๔ น.  ขณะนั้นท้องฟ้ายังมืดมิด !


เคยนำจักรยานมาลงที่สถานีแห่งนี้ครั้งนึง ตอนนั้นมาถึงเวลาบ่ายสามโมงกว่า ผมปั่นจักรยานไปงานแต่งงานของน้าหมอนที่หอประชุมไปรษณีย์ไทย ถนนแจ้งวัฒนะ วันนี้มาถึงแต่เช้ามืด ผมนำเป้และจักรยานมานั่งพักตั้งหลักก่อนที่ม้านั่งบริเวณชานชาลาชั่วคราวของสถานี...


ต้อง take a leak ผมรู้ว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน


ถือโอกาสเก็บภาพห้องน้ำของสถานีรถไฟหลักสี่เอาไว้ ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นในสิ่งที่หาดูไม่ได้ในเว็บท่องเที่ยวอีกระดับ...



การได้ล้างหน้าแปรงฟัน ทำให้ความสดชื่นกลับคืนมา


จำเป็นต้องกินยาหลังอาหาร ผมมีมูสลี่ผสมนม ensure เป็นอาหารเช้า ทุกอย่างใส่มาด้วยในเป้ใบเล็ก...


กินยาเสร็จก็นั่งรอให้ฟ้าสาง มีหมาตัวหนึ่งนอนอยู่ไกล ๆ


ไม่รู้ว่าคิดยังไง มันเดินมาหาแล้วล้มตัวลงนอนอยู่ใกล้ ๆ


รู้สึกอุ่นใจ คิดว่าการเดินทางของผมครั้งนี้คงจะมีแต่สิ่งที่ดี ไม่มีภัยอันตรายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผมนั่งรอจนถึง ๖ โมง สว่างพอที่จะเดินทางต่อได้แล้ว ผมจูงจักรยานออกจากสถานีรถไฟแล้วหาทางข้ามถนนวิภาวดีรังสิต (ทางหลวงหมายเลข 31)



ถ่ายภาพเจ้า Banian กับดอกไม้สวยไว้เมื่อเวลา ๖.๓๘ น. ก่อนที่จะยกจักรยานขึ้นบันไดสะพานลอยที่เห็นอยู่ข้างหน้า...


ถึงกลางสะพาน เห็นการจราจรเบื้องล่าง ผมถ่ายภาพเจ้า Banian ไว้อีก ๑ บาน




จุดหมายแรกของผมคือบ้านพี่ดำรงซึ่งอยู่สุขาภิบาล ๕ แขวงออเงิน เขตสายไหม google maps บอกว่าระยะทางประมาณ ๒๕ กิโลเมตร แต่ผมไม่สามารถใช้ navigator ได้ เพราะแบตเตอรี่มือถือเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ผมต้องประหยัดพลังงานไว้ใช้สำหรับการโทร...


กรุงเทพฯ สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อ ๓๐ ปีก่อน ตอนที่ผมนำเจ้าอามุยไปปั่นในเมืองหลวง...


วันนี้ผมกลับมาปั่นในเมืองหลวงอีกครั้ง!

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ข้อผิดพลาดของผม

เพื่อน ๆ ที่รักครับ ผมกลับมาจากทริปไปลาวใต้ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ หลังจากใช้ชีวิตกอบโกยประสบการณ์บนเส้นทางจากบ้านห้างฉัตรไปจนถึงจำปาสัก กับเจ้า Banian จักรยานพับคู่ใจนานถึง ๒ สัปดาห์ ได้ภาพถ่ายมา ๔ พันกว่าบาน..  มากจนไม่รู้ว่าจะจับเก็บและนำมาโพสต์ได้อย่างไรดี !


รู้สึกภูมิใจและประทับใจมากสำหรับ FB Trip ครั้งนี้... ผมขอแบ่งเรื่องราวออกเป็น ๒ ส่วนนะครับ ส่วนแรกคือ ช่วงเดินทางออกจากบ้าน ไปปั่นจักรยานแบบโหด ๆ จากบ้านปินไปเด่นชัย แล้วขี่ต่อในอยู่กรุงเทพ อีกส่วนหนึ่งคือช่วงเดินทางจากกรุงเทพไปจำปาสักและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ๑๐ วัน ๑๐ คืน ผมก็จะค่อย ๆ เขียนไปก็แล้วกันนะ  คิดว่าอาจช้าหน่อย แต่ก็คงไม่ถึงกับทิ้งวัตถุดิบที่ได้มาไปเปล่า ๆ

ตามปกติเมื่อเริ่มต้นคุย ผมจะต้องบอกเพื่อน ๆ ก่อนว่าทริปครั้งนี้ผมทำอะไรผิดพลาดบ้าง ใช้เงินไปเท่าไหร่ มีอะไรที่ประทับใจหรือเสียใจบ้าง?  ขอนั่งคิดนั่งเขียนแบบ improvise เช่นเดียวกับการเดินทางนะครับ อาจไม่ครบถ้วน อาจหลงลืม หรือไม่สละสลวย ก็ต้องขออภัยด้วย เอาล่ะ... วันนี้มาพูดถึงเรื่องผิดพลาดที่ผมทำกันก่อนนะครับ

ทริปนี้ยังมีเรื่องผิดพลาดอยู่ แต่ไม่หนักหนาสาหัส ผมตัดสินใจ hit the road แบบไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าหลาย ๆ วัน ตัดสินจัดของลงเป้ แล้วคว้าจักรยานปั่นไปสถานีรถไฟห้างฉัตรเลย รู้ว่าต้องไปหาคุณธเนศที่กรุงเทพ แต่จุดหมายต่อจากนั้นยังไม่ได้กำหนดไว้ ที่คิดไว้ก็มีลาวใต้และเกาะสุมาตราเหนือ...

ด้าน negative เอาเป็นข้อ ๆ เลยนะครับ

๑. ของหาย มี ๒ อย่างครับ คือหวีและถุงเท้า จำได้ว่าหวีตกหายในระหว่างเดินทางขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านพร้อมกับคุณธเนศ ส่วนถุงเท้าหายในช่วงปั่นจักรยานเที่ยววัด ผมต้องซื้อหวีใหม่ที่ห้างสรรพสินค้าในปากเซ ส่วนถุงเท้านำไปคู่เดียวก็เลยไม่ได้สวมถุงเท้าอยู่หลายวัน

๒. ลืมจัดของไปด้วย คือไฟส่องสว่างสำหรับปั่นจักรยานในที่มืด ความจริงผมก็ไม่ได้ปั่นตอนกลางคืน แต่มีอยู่วันนึงที่ต้องออกจากที่พักแต่ตี ๔ เพื่อไปดูตลาดเช้า ผมปั่นจักรยานเข้าไปตามถนนข้างวัดเพื่อทะลุออกถนนใหญ่ ช่วงที่ไปหยุดอยู่ริมรั้วที่มีสถูปตั้งเรียงราย ตกอยู่ในความมืด... มองถนนไม่เห็น ผมได้แต่กะระยะค่อย ๆ ปั่นไปข้างหน้า


แต่ที่คิดถึงอุปกรณ์ส่องสว่างมากที่สุดคือช่วงที่ปั่นจักรยานกลับบ้านห้างฉัตรตอนเช้ามืดวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ช่วงมืดสนิทผมมองไม่เห็นไหล่ทางเบื้องหน้าแม้แต่น้อย...

๓. ของที่เอาไปไม่พอ ก็มี ๓ อย่างคือ แป้ง สบู่ และ ยา ผมลืมไปว่าการเดินทางอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คิดไว้ หลังจากอยู่ได้ ๒-๓ วันในจำปาสักสบู่ก็หมด ต้องซื้อจากปากเซมาใช้ ๑ ก้อน ส่วนแป้งเย็นตรางูที่แบ่งใส่ขวดไปด้วยก็หมด ผมซื้อสบู่แต่ลืมแป้ง ก็เลยไม่ได้โรยตัวหลังอาบน้ำ นอกนั้นยาสมองเม็ดเล็ก ๆ สีชมพูจากหมอพรเทพก็หมดก่อนกำหนด อ่อ... ยังมีอีกอย่างคือ ผมลืมเงินลาวที่เหลือจากทริปไปไชยบุรีเกือบ ๒ แสนกีบซึ่งเตรียมไว้แล้วไปด้วย

๔. จักรยานล้ม ๑ ครั้งในระหว่างปั่นตามอาจารย์หมูกลับบ้าน ไหล่ถนนไม่เรียบและมีก้อนหิน พอดีผมระวังตัวอยู่แล้วก็เลยไม่เป็นไร รถยนต์ที่ตามมาก็ไม่มีด้วย



๕. ขาดการศึกษาเส้นทางระหว่างบ้านปินไปเด่นชัยให้ดี ผมเลือกใช้เส้นทางผิด แทนที่จะใช้เส้นทางที่ง่ายและใกล้กว่า ผมกลับปั่นขึ้นภูเขา รวมระยะทางเกินกว่า ๔๐ กิโลเมตร...




๖. เข้าใจผิดเรื่องเส้นทางในกรุงเทพ ก่อนเดินทางผมหาข้อมูลจาก google maps ไว้แล้วว่าจากสถานีรถไฟหลักสี่จะต้องปั่นไปทางไหน? ระยะทางกี่กิโลเมตร?  ไปบ้านพี่ดำรงที่ออเงิน สายไหม และบ้านคุณธเนศ แต่พอเอาเข้าจริงถนนในกรุงเทพฯ หาได้เป็นอย่างที่ผมคิด มันสับสนวุ่นวายและไกลมาก...


หายากกว่าที่คิด ยิ่งไปถามมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถูกบอกให้ใช้เส้นทางที่ไม่ใช่ทางลัด ผมต้องหลง เหนื่อยและเสียเวลาเพิ่มขึ้นกว่าจะถึงจุดหมาย !



๗. ตอนเข้าลาวถูกเรียกเก็บเงินที่ด่าน ๑๐๐ บาท ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วส่วนใหญ่ไม่เก็บกัน


จะเขียนเรื่องค่าใช้จ่ายและสรุป แต่ต้องขอเป็นวันพรุ่งนี้ครับ...

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

จบแล้ว!

รถของบริษัท Capitol Tours ไปจอดให้ผมลงแถว ๆ วงเวียนก่อนถึงด่าน ตม. เขมร  ได้รับสติกเกอร์มาถือไว้...ก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันจะช่วยให้เดินทางต่อไปถึงกรุงเทพได้อย่างไร?


เดินแบกเป้ตรงลิ่วไปยัง passport control ของ ตม. เขมรซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ มีนักท่องเที่ยวฝรั่งยืนต่อคิวอยู่หลายแถว ผมตรงไปต่อแถวแรก  เจ้าหน้าที่เขมรยืนอยู่ด้านนอกคนหนึ่งยื่นมือมาขอหนังสือเดินทางของผมไปเปิดดู (เลือกทำกับคนไทย แต่กับฝรั่งไม่กล้า) รู้แล้วหละว่าจะมารูปไหน พักนึงเค้าก็เอ่ยปากว่า "๒๐๐ บาท ไม่ต้องรอ"  ผมบอกทันทีว่า "ไม่มี"  เจ้าหน้าที่ ตม.เขมรส่งหนังสือเดินทางคืนให้ แล้วบอกว่าไม่มีก็ต้องคอย...

ก็ไม่เห็นต้องคอยอะไร แค่ ๓-๔ คนที่อยู่ข้างหน้า ใช้เวลาไม่นานถึงคิว ผมไม่ต้องสแกนลายนิ้วมือด้วยซ้ำ เพียงครู่เดียวเค้าก็ประทับตราขาออกให้...


ผมรับหนังสือเดินทางคืนมา แล้วก้าวเดินต่อไปยัง nowhere land...


ข้ามสะพาน มองเห็นลำน้ำที่อยู่เบื้องล่าง...


เข้าใกล้ฝั่งไทยแล้ว....


นั่นไง...ประเทศไทย!  ผมเดินไปตามช่อง... สู่เคาน์เตอร์กองตรวจคนเข้าเมือง


ยื่นหนังสือเดินทางที่มี arrival card แนบอยู่ให้เจ้าหน้าที่  ใช้เวลาไม่นานก็ได้รับการประทับตราให้กลับเข้าเมืองไทย...


เดินออกทางด้านขวาสู่อ้อมกอดผืนแผ่นดินไทย มองไม่เห็นฝรั่งที่นั่งรถมาด้วยกันตามมาแม้แต่คนเดียว!  คงต้องหาคำตอบและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเองให้ได้... ผมสอบถามเจ้าหน้าที่ไทยที่อยู่ในเครื่องแบบพร้อมเอาสติกเกอร์ให้ดู เค้าบอกว่า "สติกเกอร์เหรอ เห็นมีรถตู้มาจอดรับนะ"  พร้อมกับชี้ให้ไปถามชาย ๒ คนซึ่งยืนคอยอยู่บนทางเท้า...


ชายสวมเสื้อสีชมพูบอกให้ผมยืนรออยู่ตรงนี้แหละ  ผมปลดเจ้าแรดลงวางไว้...


เห็นเค้าเดินไปสั่งขนมหวานที่แม่ค้าล้อเข็น...


ถือถ้วยขนมกลับมา  โห...ถั่วดำต้มน้ำกะทิใส่น้ำแข็ง!  ของโปรดซะด้วย  ผมตามไปซื้อมากินด้วย ๑ ถ้วย...๑๐ บาทเอง


กินเสร็จ ยืนรออีกพักใหญ่ ชายคนเดิมก็เข้ามาบอกว่า "พี่เดินไปขึ้นรถเองดีกว่า" แล้วก็ชี้ให้เดินข้ามไปยังถนนข้างหน้าโน่น...


บอกให้เดินไปอีก ๑๕๐ เมตร จะเห็นรถตู้จอดอยู่ตรงด้านขวามือ เอาแล้วซิ...จะให้เดินหารถเองหรือเนี่ย?  แล้วเจ้าสติกเกอร์นี่หละ?


พ่อหนุ่มทำท่าจะแกะสติกเกอร์ติดให้ที่อกเสื้อ แต่ผมบอกว่าถือไปดีกว่า...จะได้ไม่ตก  ผมเดินไปจนถึงสี่แยก เห็นรถตู้จอดอยู่ทางด้านขวามือ รีบชูสติกเกอร์เข้าไปถามหนุ่มน้อยที่ยืนอยู่ที่นั่น   "ใช่แล้ว...คันนี้แหละ แล้วพี่จะไปลงที่ไหน? มีแต่อนุสาวรีย์นะ" เด็กรถบอกพร้อมกับชี้ให้ผมนำเป้เข้าไปนั่งเบาะด้านหลังคนขับได้เลย ความสับสนยังคงเกาะกุม...ผมไม่แน่ใจว่าขึ้นรถผิดคันหรือเปล่า? ไม่มีฝรั่งตามมาเลย เด็กรถบอกว่า"พี่ไปก่อนได้ พวกนั้นให้ไปทีหลัง" ได้ยินแล้วก็ยิ่งงง สงสัยว่ารถตู้จะรู้ได้อย่างไรว่ามีผู้โดยสารมาจากเสียมเรียบกี่คน? แล้วจะคิดตังค์กับ Capitol Tours ได้อย่างไร?  อีกอย่างนึง...รถคันนี้ก็เป็นรถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างอนุสาวรีย์ชัยฯ - ตลาดโรงเกลือ แล้วผมจะต้องควักตังค์จ่ายค่าโดยสารอีกหรือเปล่า?

ไม่นานนักคนขับก็มาถึงพร้อมกับผู้โดยสารอีก ๔ คน ....



โซเฟอร์สต้าร์ทรถแล้วพาผู้โดยสารออกจากตลาดโรงเกลือทันที  ถึงสระแก้วประมาณเที่ยง ไปจอดเติมแก๊สที่ปั้ม ปตท.  ผู้โดยสารต้องลงจากรถ ผมไปเข้าห้องน้ำแล้วซื้อข้าวเหนียวปิ้ง ๑ อัน (๑๒ บาท) มากินแก้หิว

รถออกวิ่งต่อไปอีก โดยมีผู้โดยสาร ๕ คน คนขับเป็นหนุ่มใจเย็น พูดจาดี ไปแวะจอดที่มินิมาร์ท ให้เวลาอีก ๑๐ นาทีสำหรับเข้าห้องน้ำและซื้อของกิน ผมยังพกความสงสัยมาด้วย จึงหาโอกาสเข้าไปสนทนากับคนขับดังนี้...
"ผ่านดอนเมืองหรือเปล่า?"
"ไม่ครับ ไปทางดินแดง"
"ขอถามหน่อย ช่วยตอบตามจริงด้วยนะ ผมซื้อตั๋วจากเสียมเรียบบอกไปลงกรุงเทพฯ แล้วได้สติกเกอร์มาใบนึง กลัวว่าจะขึ้นรถผิด เนี่ยถึงกรุงเทพฯ แล้ว...ต้องจ่ายอีกมั้ย?"
"ไม่ต้องจ่ายครับ เป็นรถบริษัทเดียวกัน แต่...ถ้าจะทิปก็ได้" (หัวเราะ) 
สรุปแล้วผมไม่ได้ขึ้นรถผิด  รถเขมรที่นั่งมาก็ไม่ได้ทิ้งผู้โดยสาร เพียงแต่ไม่มีข้อมูลให้ทราบเท่านั้นเอง ค่ารถเสียมเรียบ-กรุงเทพฯ ๓๕๐ บาทที่ผมจ่ายไปก็ไม่มีการเรียกเก็บเพิ่ม...

ผมลงรถที่อนุสาวรีย์ชัยฯ


แล้วต่อรถเมล์สาย 77 (๙ บาท) ไปลงหมอชิต 2


นั่งรถ ป.2 ของ บขส. (๑๙๔ บาท) ไปลงอุตรดิตถ์...

เช้าวันรุ่งขึ้นนั่งรถไฟฟรีขบวน 408 ไปลงสถานีห้างฉัตร  แล้วเดิน ๔ กิโลเมตรกลับถึงบ้าน...

จบแล้วครับ... สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวสุรินทร์และเสียมเรียบ ๑๐ วันด้วยค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๓,๘๒๐ บาท!