แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทุ่งสังหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทุ่งสังหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ศูนย์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เจืองแอ็ก

เตรียมตัวมาบ้างแล้วที่จะพบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ซึ่งหลงเหลืออยู่ ณ ทุ่งสังหาร  จากภาพในหนังสือ คลิปวิดีโอ และภาพยนต์ พอมาเห็นเข้าจริง ผมแทบไม่เชื่อสายตาเลยว่าเหตุการณ์โหดร้ายเช่นนี้จะเกิดขึ้นในแผ่นดินที่มีอารยะมายาวนาน มีทั้งภาษาและลายสือของตัวเอง เหตุใดผู้นำซึ่งมีอำนาจเพียงไม่กี่คนจึงสามารถมีอิทธิพลทำลายล้างชีวิตของผู้คนผู้ปราศจากทางสู้ได้นับล้าน??


ที่ศูนย์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เจืองแอ็ก ซื้อบัตรเข้าชมแล้ว เจ้าหน้าที่แจกเอกสารให้ ๑ ฉบับ...


รู้ว่าเป็นคนไทย เจ้าหน้าที่หยิบเครื่องบรรยายภาคภาษาไทยซึ่งมีตัวเครื่องและหูฟังส่งให้...


เอกสารที่ได้รับเขียนไว้ว่า "เจืองแอ็กคือทุ่งสังหารที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดแห่งหนึ่ง จากทุ่งสังหารกว่า ๓๐๐ แห่งทั่วกัมพูชา"  อยากให้เพื่อน ๆ ดูภาพตำแหน่งของคุกและหลุมศพรวมซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศในยุคเขมรแดงเรืองอำนาจ ...


จากภาพเส้นทางหลักของการบังคับอพยพออกจากเมืองใหญ่และเมืองต่าง ๆ ผมจินตนาการเห็นภาพผู้คนที่ต้องสูญเสียและพลัดพราก เขาเหล่านั้นถูกส่งตัวไปทำงานในชนบทวันละ ๑๒ ชั่วโมง


อยากให้อ่านบทความใน facebook ของ uddthailand ซึ่งเขียนไว้ดีมาก ในหัวข้อ "the killing fields : การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดของศตวรรษที่ ๒๐"   ส่วนหนึ่งบรรยายไว้ดังนี้...
กัมพูชาในกำมือนายพล พต ระหว่างปี ๒๕๑๘ - ๒๕๒๒ ตกอยู่ในความรุนแรงสุดขั้ว เพื่อปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตนเอง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ และไม่ยอมเป็นพันธมิตรกับชาติใด ๆ โดดเดี่ยวประเทศออกจากอิทธิพลของต่างชาติ ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร ระบบเงินตรา ยึดทรัพย์สินจากเอกชนทั้งหมด พล พต คลั่งลัทธิซ้ายสุด ๆ เขาเชื่อว่าระบบสังคมนิยมจะนำกัมพูชาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีตได้
โดยประเทศควรจะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ต้องเพิ่งวิทยาการเทคโนโลยีใด ๆ ขอให้มีข้าวกินก็อยู่ได้ เขาจึงกวาดล้างผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิด นักศึกษาปัญญาชน แพทย์ วิศวกร นักปราชญ์ ศิลปิน เล่ากันว่าคนใส่แว่นสายตาที่ดูเหมือนมีความรู้ เป็นภัยต่อความมั่นคง ปกครองยาก จะถูกฆ่าอย่างไร้เหตุผล เขาต้องการให้กัมพูชามีแต่ชนชั้นกรรมาชีพ นี่ไม่ใช่บทหนังหรือละคร แต่เป็นความจริงที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันอย่างป่าเถื่อนทารุณ เมื่อเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญ ประชาชนพลเมืองถูกหลอกออกจากเมืองไปยังชนบทกันดาร พล พตต้องการเปลี่ยนให้ชาวกัมพูชากลับไปเป็นชนชั้นดั้งเดิม ใช้แรงงานเพื่อการเกษตร ทุกคนต้องเป็นชาวนาชาวไร่ อาศัยอยู่ในค่ายแรงงาน ทำงานวันละ 12 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก รวมทั้งไม่มีอาหารที่เพียงพอ ในเวลากว่า ๔ ปีที่ พล พตอยู่ในอำนาจ มีผู้คนล้มตาย อดอยาก ถูกทารุณกรรม ถูกฆ่าอย่างมหาศาล “ทุ่งสังหาร” อุบัติขึ้น ณ เวลานั้น นโยบายหนึ่งที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าเป็นผักปลา คือเขมรแดงต้องการให้กัมพูชาเป็นประเทศที่มีแต่คนเชื้อสายเดียว คือเชื้อสายกัมพูชา ชนกลุ่มน้อยอย่างชาวเวียดนาม และชาวจีน จึงถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมถึงคนเขมรด้วยกันเอง ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ ๑.๕ - ๒ ล้านคน นับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดของศตวรรษที่ ๒๐...

เริ่มต้นฟังเสียงประกอบการท่องเที่ยวหรือที่ผมเรียกว่า audio guide ตั้งแต่จุดที่ 1 ก่อนเลยนะครับ...


ในแผ่นพับบอกไว้ด้วยว่า...
สถานที่แห่งนี้คือสถานที่รำลึก โปรดแต่งกายสุภาพ ใช้เสียงเบา และกรุณาอย่าสูบบุหรี่ตลอดการเยี่ยมเยียน วิธ๊ใช้เครื่องเล่นเสียง : ป้อนหมายเลขจุดต่าง ๆ ลงในเครื่องเล่นเสียงของคุณ คุณอาจหยุดชั่วขณะและย้อนกลับไปฟังช้าได้ นักท่องเที่ยวอาจต้องการแสดงการคารวะที่สถูปที่รำลึกตั้งแต่เริ่มต้นการเยี่ยมชม

เพื่อน ๆ ตามผมไปนะครับ!

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปั่นจักรยานในเสียมเรียบ - หัวกะโหลกที่วัดใหม่ (ทุ่งสังหาร)


คว้าหนังสือ "๔ ปี นรกในเขมร" เขียนโดย "ยาสึโกะ นะอิโต" แปลโดย "ผุสดี นาวาวิจิต" ขึ้นมาเปิดหน้า ๒๒๖-๒๒๘ แล้วพิมพ์ข้อความต่อไปนี้มาให้เพื่อน ๆ อ่าน...
ทหารพอลพอตเอาจอบ เสียม และพลั่วมาคืน มีรอยเลือดและเส้นผมติดเป็นกระจุกทุกอัน!
ตอนบ่าย พวกทหารกลับออกจากหมู่บ้าน... ไม่นานนักชาวบ้านที่ออกไปก็หอบเสื้อผ้าเปื้อนดินกลับมา พวกเขาบอกว่า เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ใกล้เนินดินใหญ่สามเนินรอยขุดและฝังกลบใหม่ ๆ ผู้หญิงที่อยู่หลังบ้านร้องไห้จนตาบวม ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาปลอบว่า "รอไปก่อน--- อย่าเพิ่งไปขุดดูอะไรเลย---เดี๋ยวจะโดนข้อหาขบฏ"สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ มีข่าวลือว่า การประหารชีวิตครั้งทึ่ ๒ ผู้จะถูกประหาร คือ พวกที่เคยเป็นข้าราชการของรัฐบาลเก่า พวกหมอ และครู ส่วนครั้งที่ ๓ ก็คือ คนที่มีอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คงจะไม่มีใครเหลือรอดชีวิตอยู่เลย
ภาพจาก oknation.net
ตอนกลางคืน เป็นยามที่รู้สึกสยองขวัญที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่ ตอนกลางคืนที่เงียบอยู่แล้ว พอมีเสียงอะไรดังขึ้นหน่อย ทุกคนก็แทบจะกระโดด............
การขาดแคลนอาหารดูจะรุนแรงมากขึ้นยิ่งทุกวัน ที่คิดว่าร้ายแรงจนถึงที่สุดแล้วก็ยังมีแย่ไปกว่านั้นอีก จากข้าวต้มกลายเป็นน้ำข้าว ในที่สุดเหลือเพียงน้ำร้อนเฉย ๆ อาหารสำหรับคนกลุ่มหนึ่งที่มี ๑๖๐ คน แต่ละวันคือข้าว ๑๖ กระป๋องนม เราแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ๕ กลุ่ม เอาข้าวสารกระป๋องนมไปต้มในหม้อ เห็นเป็นน้ำใส ๆ มองไม่เห็นเม็ดข้าวเลย ได้กินอย่างนี้วันละ ๒ มื้อ ทุกคนต้องไปล่างูบ้าง กบเขียดบ้าง หนูนาบ้าง มากินเป็นอาหาร ฉันก็พลอยได้รับส่วนแบ่งจากพวกเขาอีกทีหนึ่ง ฉันกินแมงป่องพลางนึกถึงกุ้ง ตอนกินกิ้งกือก็นึกถึงกั้ง ขณะที่กินนั้นรู้สึกว่ารสชาติเหมือนกันจริง ๆ
แมงมุมตัวดำ ขายาว ๆ เอามาเผาแล้วทุบกิน มีกลิ่นเหมือนเม็ดอัลม่อนต์ ฉันหาของพวกนี้กินเองไม่ได้ ต้องคอยอาศัยรับส่วนแบ่งจากคนอื่น........
หน้าแรกเขียนว่า "ชาวไทยทั้งหลายสมควรอ่านเรื่องนี้อย่างยิ่ง"  ผมก็อยากให้ได้อ่านกันมาก ๆ เช่นกัน  เผื่อว่าภาพเช่นนี้จะมีให้เห็นน้อยลง!


ภาพจากอินเทอร์เน็ต
ต้องขออภัยที่แทรกความห่วงใยมายังเพื่อนร่วมชาติ ผมแค่อยากเตือนสติให้รู้ว่าหากคนไทยในสังคมก้มหน้ายังคงใช้ชีวิตแบบตัวใครตัวมัน มากด้วยความเกลียดชัง โดยไม่คิดที่จะหันไปศึกษาสิ่งที่เกิดกับเพื่อนบ้านในอดีต  ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าสักวันหนึ่งเราอาจต้องสร้างอนุสรณ์สถานอย่างที่ผมได้ไปเห็นที่วัดทะไมหรือวัดใหม่ขึ้นไว้ในเมืองไทย!


















ผมพูดได้แค่นี้แหละ อีกไม่นานก็จะไปแล้ว คงไม่ทันได้เห็น!  

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปั่นจักรยานในเสียมเรียบ - ค่าเช่า


พูดถึงเรื่องค่าเช่าจักรยาน... คงไม่มีที่ไหนถูกเท่ากับที่โฮมสเตย์หมู่บ้านช้าง บ้านหนองบัว จังหวัดสุรินทร์  จักรยานมีเกียร์สีส้มวันละ ๒๐ บาท!  ส่วนเจ้าเสือเหลืองที่เมืองกาญจน์ก็มีเกียร์เหมือนกัน เจ้าของคานาอันเกสต์เฮ้าส์ใจดีสุด ๆ ลดให้ผมเหลือแค่วันละ ๓๐ บาท...



ที่จัดว่าแพงเห็นจะเป็นค่าเช่าจักรยานในเมืองพนมเปญ เค้าคิดวันละ $4  ผมใช้เทคนิคพิเศษไปขอเช่าตอนเที่ยง... จ่ายแค่ครึ่งวัน $2



ใช้ปั่นไป Choeung Ek หรือทุ่งสังหาร กลับมาส่งก็ตกเย็นพอดี จะขี่ต่อถึงทุ่มก็คงไม่ไหว...


มาเที่ยวนครวัด-นครธมทีแรกกะว่าจะอยู่เสียมเรียบ ๓ คืน...  ไป ๆ มา ๆ อยู่ต่ออีก ๑ คืน ผมเช่าจักรยานปั่น ๓ วันหมดไป $6  วันแรกปั่นเที่ยวรอบ ๆ เมืองเสียมเรียบ วันที่สองไปนครวัด-นครธมและปราสาทอื่น ๆ  และวันสุดท้ายปั่นไป โตนเลสาบ (Tonlé Sap)


จักรยานที่ผมขี่ในเสียมเรียบเป็นจักรยานแม่บ้านธรรมดา ๆ สภาพไม่ปลื้ม  สูบยางให้แข็งไม่ได้ (อาจแบนได้ทุกเวลา) ติดต่อขอเช่าได้ที่เคาน์เตอร์โรงแรม จ่าย $2 หรือ ๘,๐๐๐ เรียล เค้าออกไบเสร็จฯ ให้...


แล้วพาไปเลือกจักรยาน แต่หาที่ดี ๆ ไม่ค่อยได้หรอก!


วันแรกผมใช้คันสีดำปั่นเที่ยว...


วันต่อมาผมอยากจะใช้จักรยานคันเดิมปั่นไปนครวัดแต่ดันเกิดเสียขึ้นมาซะก่อน (แฮนด์หลุดไม่สามารถบังคับรถ) จึงต้องเปลี่ยนไปใช้เจ้าสีเลือดหมูคันนี้...


วันสุดท้ายผมปั่นไปโตนเลสาบ ด้วยจักรยานสภาพน่าเป็นห่วง ต้องปั่นมันออกไปไกลกว่า บนถนนที่โหดกว่า คิดอยู่ตลอดเวลาว่าถ้ายางแบนจะทำอย่างไร!!


ไปถึงโตนเลสาบแล้วกลับมาตามเส้นทางเดิม บนถนนลูกรังโรยด้วยหินก้อนเล็ก ๆ บางก้อนแหลมพอที่จะเจาะยางให้รั่วได้ แต่ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองก็ยิ่งโล่งอก เมื่อถึงวัด ๆ หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง ผมคิดว่าถ้าเกิดยางแบนตอนเนี้ยก็เดินจูงรถกลับโรงแรมได้แล้ว!


ในที่สุดก็สามารถกลับที่พักได้อย่างปลอดภัย สามวันเต็มกับการปั่นจักรยานเที่ยวเสียมเรียบจัดได้ว่าเป็น cycling trip ที่น่าจดจำและคุ้มค่าอีกครั้งหนึ่งของผม! 

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ปั่นจักรยานจากไซง่อนถึงปอยเปต

ก่อนหน้าที่จะออกเดินทางไปเวียดนามและเขมร ผมได้เขียนไว้ว่า "รู้สึกอายเหมือนกันที่จะบอกเพื่อน ๆ ว่า ก่อนหน้านั้นผมคิดที่จะปั่นจักรยานท่องเขมร โดยตั้งใจว่าเมื่อถึงไซง่อนจะหาซื้อจักรยานมือสอง (ด้วยงบประมาณไม่เกิน ๒ พันบาท) สัก ๑ คันแล้วปั่นออกทางด่าน Mộc Bài ของเวียดนาม เข้ากัมพูชาทางด่าน Bavet..."  วันนี้ผมกลับมาถึงบ้านแล้ว กำลังจะร่ายยาวเรื่องทริปครั้งล่าสุด แต่ก็อยากจะคุยเรื่องการปั่นจักรยานจากไซง่อนเข้าเขมรไปออกที่ด่านปอยเปตสักหน่อย....

แผนที่จาก http://www.mrpumpy.net - thanks!
ขอนั่งยันและยืนยันว่าเพื่อน ๆ สามารถปั่นจักรยานจากไซง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ (1) เข้าเขมรไปพนมเปญ (2) พระตะบอง (4) ศรีโสภณ (5) แล้วไปออกที่ด่านปอยเปต (5) ได้อย่างแน่นอน เรื่องการหาซื้อจักรยานมือสองในไซง่อนก็เป็นไปได้เพราะได้ไปสำรวจมาแล้ว!  อาศัยเพียงแต่ว่าจะต้องมีเวลาอย่างน้อย ๒ สัปดาห์ที่จะปั่นตามเส้นทางดังกล่าว โดยกำหนดไว้ว่าวันนึงให้ปั่นสัก ๖๐-๘๐ กิโลเมตร (ปรับเปลี่ยนได้นิดหน่อยตามจุดหมายเบื้องหน้า)


ถ้าถามผมว่าปั่นจักรยานในไซง่อนได้มั้ย?  จริง ๆ แล้วเมืองนี้เป็นเมืองที่มีแมงกะไซค์มากจริง ๆ รถยนต์ก็เยอะ แต่ถ้าได้นำจักรยานลงไปอยู่บนถนนแล้วปั่นตามเค้าไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางข้างหน้า ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เคยเอาตัวรอดจากการปั่นจักรยานในมัณฑะเลย์มาแล้ว...ผมคิดว่าในไซง่อนหรือฮานอยซึ่งไม่มี bike lane ให้  จักรยานก็ยังคงพอมีพื้นที่บนถนนให้ปั่น...


บางแห่งถนนหนทางว่างอย่างไม่น่าเชื่อ...


แม้แต่ใจกลางเมืองไซง่อนอันเป็นที่ตั้งของวิหารนอร์เธอดามก็ขับขี่ได้สบาย...


จากไซง่อนไปด่าน Moc Bai ระยะทางประมาณ ๗๑ กิโลเมตร ต้องออกเดินทางแต่เช้า ตอนที่ถนนหนทางยังไม่หนาแน่น...


ก่อนถึงด่านประมาณ ๑๐ กิโลเมตรต้องข้ามสะพาน...



จากด่าน Moc Bai ของเวียดนาม และด่าน Bavat ของเขมร ปั่น ๔๐ กิโลเมตรถึง Svay Rieng   ปั่นอีก ๖๕ กิโลเมตรถึง Neak Leung  และอีก ๖๑ กิโลเมตรถึง Phnom Penh  รวมแล้ว ๑๖๖ กิโลเมตร ในที่สุดก็จะถึงเมืองหลวงของกัมพูชาซึ่งการจราจรหาได้พลุกพล่านอย่างที่คิดไว้ไม่...


ดูถนนหนทางสิครับ...



เดินกันสบาย ๆ กลางถนนเลย....


เครื่องดืมมีให้เติมพลังเป็นระยะ ๆ


ถนนหน้าวัดพนม...


ในเมืองหลวงที่มีประชากรน้อยกว่ากรุงเทพฯ ผมว่าปั่นไม่ยาก...


ความภูมิใจในทริปครั้งนี้ของผมคือการเช่าจักรยานปั่นไปทุ่งสังหารหรือ killing fields


ยังสงสัยอยู่ว่าจะมีใครบ้างที่ปั่นจักรยานแม่บ้านจากกรุงพนมเปญไปทุ่งสังหาร บนเส้นทางที่สับสน ต้องแย่งกันใช้พื้นที่ถนนซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง แถมยังเป็นช่วงเวลาเร่งรีบ ไม่มีอีกแล้วที่การปั่นจักรยานจะท้าทายเช่นนั้น ผมไม่มีเวลาแม้เแต่จะถ่ายภาพการจราจรที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนให้เพื่อน ๆ ได้ดู เพราะต้องเอาตัวรอดให้ได้...


จากพนมเปญ ระยะทางประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตรไปพระตะบอง (Battambang)  ถ้าเดินทางด้วยจักรยานก็ต้องปั่น ๑๐๐ กิโลเมตรจากพนมเปญไป Kampong Chhnang,  ๑๐๕ กิโลเมตรไป Pursat และอีก ๑๐๕ กิโลเมตรถึงจุดหมาย ผมนั่งรถบัส (ค่าโดยสาร $6.5) ไป  แต่ก็ถ่ายภาพถนนมาให้เพื่อน ๆ ที่อยากจะปั่นมาด้วยดังนี้...





ถนนในพระตะบองว่างสุด ๆ


ศรีโสภณก็เช่นกัน...


และท้ายสุดก็มาถึงปอยเปต...


เห็นด่านอยู่ไกล ๆ


ไม่ได้ปั่่นจักรยานจากไซง่อนมาปอยเปต แต่อยากเขียนเรื่องนี้ เพื่อแสดงว่าสิ่งที่ผมคิดไว้นั้นมิได้เป็นเรื่องน่าขัน มันเป็นสิ่งที่ผู้ชื่นชอบการปันจักรยานท่องโลกสามารถทำได้อย่างแน่นอน...ถ้าพร้อมด้วยปัจจัยทั้งปวง

ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณแอ้มจะเชื่อผมหรือเปล่า?