แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทจบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทจบ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

FB Trip ไปลาว - ด่านห้วยโก๋น (จบแล้ว)

ระยะทางจากด่านน้ำเงินของลาว (L) ถึงด่านห้วยโก๋นของไทย (T) ประมาณ ๑ กิโลเมตร ผมเข้า google earth นำภาพถ่ายดาวเทียมมาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้...



รถปิคอัพของ อ.จัตุรัสวิ่งผ่าน no man's land เข้าสู่จุดผ่านแดนถาวรห้วยโก๋น (ด่านไทยที่ผมพยายามจะผ่านออกไปเมื่อ ๘ ปีที่แล้ว)...


รถเข้าจอดก่อนถึงจุด passport control (2) ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ...


ในอาคารเล็ก ๆ สีขาวตรงหน้าต่างสี่เหลี่ยมที่เห็นนั่นแหละ ที่มีเจ้าหน้าที่ ตม. (คนพะเยา) นั่งปฏิบัติงานอยู่...


ขั้นตอนขาเข้าไทยก็ไม่ยากอีกเช่นกัน เจ้าหน้าที่ดึง arrival card ที่เย็บติดกับหนังสือเดินทางออกไป ถ่ายภาพผมเก็บไว้ด้วยกล้องเว็บแคม แล้วประทับตราอนุญาตให้กลับสู่มาตุภูมิ...


ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น ผมรับหนังสือเดินทางคืนมาแล้วเดินนำเอกสารกำกับจักรยานไปยื่นให้เจ้าหน้าที่อาคารศุลกากรซึ่งอยู่ถัดไป เจ้าหน้าที่ของรัฐรับไปแบบงง ๆ  หญิงคนหนึ่งแจงว่าการเดินทางด้วยจักรยานถือว่าไปตัวเปล่า!  จริง ๆ แล้วผมไม่ต้องนำเอกสารไปยื่นให้ก็ได้ แต่ก็อยากทำตามที่ทางภูดู่ประทับตราตัวแดงแจ้งไว้...


เรียบร้อยแล้วก็ถ่ายรูปหลักกิโลยักษ์ไว้หน่อย เห็นได้ว่าจากที่นี่ไปไซยะบูลี ๑๒๔ กิโลเมตร หลวงพระบาง ๒๒๘ กิโลเมตร จีน ๓๓๘ กิโลเมตร เวียดนาม ๓๙๗ กิโลเมตร!


เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ปิคอัพทะเบียนตองเจ็ดของ อ.จัตุรัสก็พุ่งทะยานพาชาย ๓ คนซึ่งอายุรวมกันเกือบ ๒ ศตวรรษเดินทางต่อไปยังอำเภอทุ่งช้าง...


ผ่านสามแยกซึ่งผมพอจะจำได้ลาง ๆ



กลับถึงบ้านที่ห้างฉัตรเมื่อเวลา ๒๔.๔๙ น.  สิ้นสุด "FB Trip ไปลาว" ด้วยความประทับใจ...


วันที่ ๑๒ เมษายน ผมแลกเงินกีบเตรียมไว้ใช้อีก ๕๐๐ บาท (ได้มา ๑๑๕,๐๐๐ กีบ) พอดีไม่ได้แวะหงสา เมื่อกลับถึงบ้านพบว่าในกระเป๋ามีเงินลาวเหลืออยู่ ๑๓๐,๐๐๐ กีบ...


จากที่เคยบอกไว้ว่าจะไม่ไปลาวอีก ต้องขอเปลี่ยนเป็นว่ายังจะมีอีก ๑ ทริปในอนาคตข้างหน้า ใช่กลัวไม่ได้ใช้เงินที่เหลือ แต่ยังมี "ลาวใต้" อีกโซนหนึ่งซึ่งยังไม่ได้ไป ผมอยากเห็น "ปราสาทหินวัดพู" มรดกโลกแห่งที่ ๒ ของลาว!


และทริปครั้งสุดท้ายไปลาว (จริง ๆ) ก็น่าจะเป็น FB Trip!

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

จบแล้ว!

รถของบริษัท Capitol Tours ไปจอดให้ผมลงแถว ๆ วงเวียนก่อนถึงด่าน ตม. เขมร  ได้รับสติกเกอร์มาถือไว้...ก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันจะช่วยให้เดินทางต่อไปถึงกรุงเทพได้อย่างไร?


เดินแบกเป้ตรงลิ่วไปยัง passport control ของ ตม. เขมรซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ มีนักท่องเที่ยวฝรั่งยืนต่อคิวอยู่หลายแถว ผมตรงไปต่อแถวแรก  เจ้าหน้าที่เขมรยืนอยู่ด้านนอกคนหนึ่งยื่นมือมาขอหนังสือเดินทางของผมไปเปิดดู (เลือกทำกับคนไทย แต่กับฝรั่งไม่กล้า) รู้แล้วหละว่าจะมารูปไหน พักนึงเค้าก็เอ่ยปากว่า "๒๐๐ บาท ไม่ต้องรอ"  ผมบอกทันทีว่า "ไม่มี"  เจ้าหน้าที่ ตม.เขมรส่งหนังสือเดินทางคืนให้ แล้วบอกว่าไม่มีก็ต้องคอย...

ก็ไม่เห็นต้องคอยอะไร แค่ ๓-๔ คนที่อยู่ข้างหน้า ใช้เวลาไม่นานถึงคิว ผมไม่ต้องสแกนลายนิ้วมือด้วยซ้ำ เพียงครู่เดียวเค้าก็ประทับตราขาออกให้...


ผมรับหนังสือเดินทางคืนมา แล้วก้าวเดินต่อไปยัง nowhere land...


ข้ามสะพาน มองเห็นลำน้ำที่อยู่เบื้องล่าง...


เข้าใกล้ฝั่งไทยแล้ว....


นั่นไง...ประเทศไทย!  ผมเดินไปตามช่อง... สู่เคาน์เตอร์กองตรวจคนเข้าเมือง


ยื่นหนังสือเดินทางที่มี arrival card แนบอยู่ให้เจ้าหน้าที่  ใช้เวลาไม่นานก็ได้รับการประทับตราให้กลับเข้าเมืองไทย...


เดินออกทางด้านขวาสู่อ้อมกอดผืนแผ่นดินไทย มองไม่เห็นฝรั่งที่นั่งรถมาด้วยกันตามมาแม้แต่คนเดียว!  คงต้องหาคำตอบและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเองให้ได้... ผมสอบถามเจ้าหน้าที่ไทยที่อยู่ในเครื่องแบบพร้อมเอาสติกเกอร์ให้ดู เค้าบอกว่า "สติกเกอร์เหรอ เห็นมีรถตู้มาจอดรับนะ"  พร้อมกับชี้ให้ไปถามชาย ๒ คนซึ่งยืนคอยอยู่บนทางเท้า...


ชายสวมเสื้อสีชมพูบอกให้ผมยืนรออยู่ตรงนี้แหละ  ผมปลดเจ้าแรดลงวางไว้...


เห็นเค้าเดินไปสั่งขนมหวานที่แม่ค้าล้อเข็น...


ถือถ้วยขนมกลับมา  โห...ถั่วดำต้มน้ำกะทิใส่น้ำแข็ง!  ของโปรดซะด้วย  ผมตามไปซื้อมากินด้วย ๑ ถ้วย...๑๐ บาทเอง


กินเสร็จ ยืนรออีกพักใหญ่ ชายคนเดิมก็เข้ามาบอกว่า "พี่เดินไปขึ้นรถเองดีกว่า" แล้วก็ชี้ให้เดินข้ามไปยังถนนข้างหน้าโน่น...


บอกให้เดินไปอีก ๑๕๐ เมตร จะเห็นรถตู้จอดอยู่ตรงด้านขวามือ เอาแล้วซิ...จะให้เดินหารถเองหรือเนี่ย?  แล้วเจ้าสติกเกอร์นี่หละ?


พ่อหนุ่มทำท่าจะแกะสติกเกอร์ติดให้ที่อกเสื้อ แต่ผมบอกว่าถือไปดีกว่า...จะได้ไม่ตก  ผมเดินไปจนถึงสี่แยก เห็นรถตู้จอดอยู่ทางด้านขวามือ รีบชูสติกเกอร์เข้าไปถามหนุ่มน้อยที่ยืนอยู่ที่นั่น   "ใช่แล้ว...คันนี้แหละ แล้วพี่จะไปลงที่ไหน? มีแต่อนุสาวรีย์นะ" เด็กรถบอกพร้อมกับชี้ให้ผมนำเป้เข้าไปนั่งเบาะด้านหลังคนขับได้เลย ความสับสนยังคงเกาะกุม...ผมไม่แน่ใจว่าขึ้นรถผิดคันหรือเปล่า? ไม่มีฝรั่งตามมาเลย เด็กรถบอกว่า"พี่ไปก่อนได้ พวกนั้นให้ไปทีหลัง" ได้ยินแล้วก็ยิ่งงง สงสัยว่ารถตู้จะรู้ได้อย่างไรว่ามีผู้โดยสารมาจากเสียมเรียบกี่คน? แล้วจะคิดตังค์กับ Capitol Tours ได้อย่างไร?  อีกอย่างนึง...รถคันนี้ก็เป็นรถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างอนุสาวรีย์ชัยฯ - ตลาดโรงเกลือ แล้วผมจะต้องควักตังค์จ่ายค่าโดยสารอีกหรือเปล่า?

ไม่นานนักคนขับก็มาถึงพร้อมกับผู้โดยสารอีก ๔ คน ....



โซเฟอร์สต้าร์ทรถแล้วพาผู้โดยสารออกจากตลาดโรงเกลือทันที  ถึงสระแก้วประมาณเที่ยง ไปจอดเติมแก๊สที่ปั้ม ปตท.  ผู้โดยสารต้องลงจากรถ ผมไปเข้าห้องน้ำแล้วซื้อข้าวเหนียวปิ้ง ๑ อัน (๑๒ บาท) มากินแก้หิว

รถออกวิ่งต่อไปอีก โดยมีผู้โดยสาร ๕ คน คนขับเป็นหนุ่มใจเย็น พูดจาดี ไปแวะจอดที่มินิมาร์ท ให้เวลาอีก ๑๐ นาทีสำหรับเข้าห้องน้ำและซื้อของกิน ผมยังพกความสงสัยมาด้วย จึงหาโอกาสเข้าไปสนทนากับคนขับดังนี้...
"ผ่านดอนเมืองหรือเปล่า?"
"ไม่ครับ ไปทางดินแดง"
"ขอถามหน่อย ช่วยตอบตามจริงด้วยนะ ผมซื้อตั๋วจากเสียมเรียบบอกไปลงกรุงเทพฯ แล้วได้สติกเกอร์มาใบนึง กลัวว่าจะขึ้นรถผิด เนี่ยถึงกรุงเทพฯ แล้ว...ต้องจ่ายอีกมั้ย?"
"ไม่ต้องจ่ายครับ เป็นรถบริษัทเดียวกัน แต่...ถ้าจะทิปก็ได้" (หัวเราะ) 
สรุปแล้วผมไม่ได้ขึ้นรถผิด  รถเขมรที่นั่งมาก็ไม่ได้ทิ้งผู้โดยสาร เพียงแต่ไม่มีข้อมูลให้ทราบเท่านั้นเอง ค่ารถเสียมเรียบ-กรุงเทพฯ ๓๕๐ บาทที่ผมจ่ายไปก็ไม่มีการเรียกเก็บเพิ่ม...

ผมลงรถที่อนุสาวรีย์ชัยฯ


แล้วต่อรถเมล์สาย 77 (๙ บาท) ไปลงหมอชิต 2


นั่งรถ ป.2 ของ บขส. (๑๙๔ บาท) ไปลงอุตรดิตถ์...

เช้าวันรุ่งขึ้นนั่งรถไฟฟรีขบวน 408 ไปลงสถานีห้างฉัตร  แล้วเดิน ๔ กิโลเมตรกลับถึงบ้าน...

จบแล้วครับ... สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวสุรินทร์และเสียมเรียบ ๑๐ วันด้วยค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๓,๘๒๐ บาท!