วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Travellin' light ไปพม่า - นั่งปิคอัพกลับมัณฑะเลย์

๑๕ เมษายน ๒๕๕๗ ถึงกำหนดเดินทางกลับไปมัณฑะเลย์...


ผมตื่นแต่เช้า อาบน้ำสระผมอย่างดี เก็บของลงเป้ สวมกางเกงยีนส์เสื้อเชิ้ต ตรวจสอบว่าไม่มีอะไรหลงลืมไว้จึงค่อยออกจากห้อง เอากุญแจไปคืน นำขวดเปล่าไปเติมน้ำจากตู้น้ำเย็นซึ่งตั้งอยู่ข้างเคาน์เตอร์จนเต็ม (เป็นวิธีประหยัดตังค์ค่าน้ำดื่มอย่างที่เคยบอกไว้)...

เปลี่ยนใจจากการนั่งรถไฟซึ่งจะต้องรอขึ้นรถตอน ๕ โมงเย็น กว่าจะถึงมัณฑะเลย์ก็ ๔ ทุ่มกว่า ผมตัดสินใจไปนั่งรถปิคอัพ  คิวรถอยู่เลยหอนาฬิกา (Purcell Tower) ไปหน่อย จะใกล้หรือไกลแค่ไหนก็ยังไม่รู้...ผมเดินแบกเป้ตรงไปยังจุดหมาย  จากโรงแรมควีน (1) ผ่านหอนาฬิกา (2) เดินไปได้อีกไม่ไกล (3) ก็เจอเข้ากับ Jeffy โดยไม่คาดฝัน (run into)....


Jeffy แปลกใจที่เห็นผมไม่นั่งรถไฟกลับมัณฑะเลย์  ผมให้เหตุผลว่าอยากนั่งรถปิคอัพมากกว่า เพื่อนสารถีบอกว่ารถจอดอยู่ข้างหน้านี่เอง เขาหันกลับไปล็อครถจักรยานยนต์แล้วเดินนำหน้าพาผมไปยังคิวรถ ต้องข้ามถนนตรงวงเวียน (4)....



นั่นไง! ผมเห็นรถปิคอัพสีขาวจอดรออยู่ ๑ คัน...



เจฟช่วยพูดกับคนขับ ทราบว่าค่าโดยสารไปมัณฑะเลย์ ถ้านั่งข้างหน้า คือ ๔,๐๐๐ จ๊าด ผมตกลงทันที...


ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกก่อนลาจาก!


จากที่รถจอด (5) ผมหันกลับไปถ่ายภาพวงเวียน (4) ไว้อีก ๑ บาน เห็นยอดหอนาฬิกา (Purcell Tower) อยู่ไกล ๆ


ถ่ายภาพเก้าอี้สำหรับเหยียบขึ้นรถไว้ ๑ บาน....


ได้ผู้โดยสารเกือบเต็มคันแล้ว...


ผมเปิดประตูรถเข้าไปนั่งรออยู่ด้านหน้า...


อีกไม่นานโชเฟอร์ก็เข้าประจำที่...


ติดเครื่องแล้วเหยียบคันเร่งพาผู้โดยสารทั้งหมดออกจากเมืองพินอูลวิน ไปตามถนนมัณฑะเลย์-ลาโช...





ลาก่อนเมืองพินอูลวินที่น่ารัก...

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – อาหาร ๑,๒๐๐ จ๊าด

หลังจากรับโบนัสด้วยการแวะชมวัดอีก ๑ แห่ง ผมเดินมุ่งหน้ากลับที่พัก เห็นเด็ก ๆ เล่นน้ำสงกรานต์  ไม่แตกต่างจากบ้านเราหรือที่หลวงพระบาง...ผมเห็นภาพอย่างนี้มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่!





กลับเข้าที่พัก ผมขอเอนหลังซักพัก...


ประมาณ ๕ โมงกว่า สายัณห์ตะวันแล่แล่หนุ่มบ้านแต้ไม่ได้ขี่รถจักรยาน (FB Trip) มีแค่สองเท้าก้าวเดินจากโรงแรมควีน เตรียมที่จะปิดฉาก Travellin' light ไปพม่าในวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๗ ก่อนตะวันจะลับฟ้า...ผมเก็บภาพอาคารร้านค้าที่เหงาเงียบเอาไว้!




เย็นนี้ต้องหาอะไรกินก่อนกลับเข้ากุฎิ ผมเดินไปยังร้านอาหารที่กินเมื่อวาน สาวพม่าเจ้าของร้านบอกว่า "No fish!"  วันนี้มีแต่ไก่ ไม่มีปลา เธอแนะนำให้ไปกินที่ร้านตรงสี่แยกหน้าวัด  ผมทำตาม...เดินย้อนกลับไปที่ร้านหน้าวัด...


จะเรียกว่าร้านอาหารก็ไม่ค่อยเต็มปากนัก เพราะมันเป็นแค่เพิงหมาแหงนที่มีโต๊ะวางอาหารให้เลือกสั่งกินตรงนั้นเลย  ผมกินแบบที่ชาวบ้านเค้ากินอีกแล้ว เข้าไปนั่งอยู่คนเดียว แม่ค้าจัดอาหารสไตล์พม่ามาให้ ประกอบด้วยแกงปลา ผักดอง ผักสด ผักกาดเขียว น้ำพริก ซุป และข้าวเปล่า...



ผมบันทึกไว้ว่า "...พอซดน้ำซุปหมดแม่ค้าก็มาเติมให้อีก - รวมแล้ว ๓ ถ้วย!  กินข้าวหมด ๒ จาน อิ่มมาก ๆ  - ตามด้วยกาแฟ 3 in 1 อีก ๑ ถ้วย - จ่ายด้วยแบงค์ ๕,๐๐๐  แม่ค้าบอกว่าไม่มีเงินทอน ทั้งหมดแค่ ๑,๒๐๐ จ๊าด พอดีมีเศษตังค์พอจ่าย..."  มื้อนี้คิดเป็นเงินไทยแค่ ๔๒ บาทเอง


ผมเดินไปยืนดูผู้คนที่หน้าโรงแรมพักนึงแล้วกลับขึ้นห้อง  ปิดฉากวันที่สองในพินอูลวินด้วยความอิ่มเอิบ...

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

๙ วัดศรี ๔ อารามหลวง – วัดศรีบุญโยง

โครงการหมู่บ้านวัฒนธรรมจังหวัดลำปางจัดนำเที่ยวไหว้พระ ๙ วัดที่มีนามเป็นมงคลขึ้นต้นว่าศรี ได้แก่วัดศรีหมวดเกล้า วัดศรีปงไชย วัดศรีก้ำ วัดศรีบุญเรือง วัดศรีรองเมือง วัดศรีบุญโยง วัดศรีล้อม วัดศรีเกิด และวัดศรีชุม วันนี้ผมขอพาเพื่อน ๆ ไปวัดศรีบุญโยงก่อนนะครับ...


หนังสือ "วัด ๙ ศรี ๔ พระอารามหลวงของจังหวัดลำปาง" เขียนไว้ว่า...
วัดศรีบุญโยงตั้งอยู่เลขที่ ๕๙ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ห่างจากวัดศรีรองเมืองประมาณ ๒ กม. ห่างจากตัวเมือง ๑ กม. เดิมเป็นวัดร้าง ไม่ทราบว่าสร้างขึ้นสมัยใด ได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑  สิ่งที่น่าสนใจของวัดคือ
๑. วิหารศิลปะล้านนาไทย มีปูชนียวัตถุพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในวิหาร มีอยู่ ๓ องค์ คือ พระพุทธรูปปูนปั้นองค์พระประธานศิลปะเชียงแสน พระพุทธรูปปูนปั้นองค์ขวาศิลปะสุโขทัย และพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ซ้ายศิลปะอู่ทอง หอพระไตรปิฎกศิลปะพม่า
๒. การรักษากระดูก เป็นวิธีรักษาแบบแพทย์แผนไทยในเรื่องการต่อกระดูก มีน้ำมันมนต์รักษาอาการเคล็ดขัดยอก และสมุนไพรใช้ประกอบการรักษากระดูกหัก เป็นต้นตำรับเฉพาะของวัดศรีบุญโยง
ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า...
วัดศรีบุญโยง ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๘ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา วัดศรีบุญโยงเดิมเป็นวัดร้าง (ป่าไม้บุญโยง) ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๕ พระอธิการปินตา ภินทสส อดีตเจ้าอาวาสวัดปงสนุกด้านใต้ ได้นำพระภิกษุสงฆ์มาปฏิบัติกรรมฐานแบบพื้นเมืองที่เรียกว่า “เข้ากรรม”หรือเข้ารุกขมูล ภายหลังท่านมาแผ่วถางและปรับให้เป็นที่พักสงฆ์และยกฐานะเป็นวัดในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๔๖๐ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ทางทิศตะวันออกของวัดมีกลุ่มต้นศรีมหาโพธิ์เป็นจำนวนมากและป่าไม้บุญโยง จึงมีชื่อเรียกว่า “วัดศรีบุญโยง” มาจนถึงปัจจุบัน....

วัดศรีบุญโยงไม่มีซุ้มประตูโขงใหญ่โต เท่าที่มีอยู่ก็ดูงามเข้ากันได้ดีกับอุโบสถซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ...





ตั้งเด่นเป็นสง่าคือวิหารครูบาปินตา สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘...


ประตูวิหารเปิดอยู่...







ด้านหลังวิหารมีพระเจดีย์ทรงพม่า...



ด้านเหนือมีหอไตร...







หากมีเวลาจะพาเพื่อน ๆ ไปอีก ๘ วัดศรีที่เหลืออยู่นะครับ...