วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – ขอวีซ่าไปพม่า

กำหนดบินจากดอนเมืองไปมัณฑะเลย์ของผม คือ วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๐.๕๐ น.  ถ้าเป็นประเทศที่ไม่ต้องใช้วีซ่าอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ ผมคงเดินทางลงกรุงเทพด้วยรถ บขส. คืนวันที่ ๒ เมษายน  ถึงสนามบินตอนเช้าแล้วขึ้นเครื่องเลย แต่พอเป็นประเทศพม่าซึ่งยังคงต้องใช้วีซ่า ผมจำเป็นต้องสละเวลาและเสียเงินเพิ่มเพื่อขอวีซ่า!!

ค่าธรรมเนียมวีซ่าอัตราปกติคือ ๘๑๐ บาท ผมจะต้องนอนรออยู่ในกรุงเทพ ๓ คืน หมดค่าที่พักและอาหารการกินอีกประมาณวันละ ๓๐๐ บาท รวมแล้วการไปพม่ามีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็น ๑,๗๒๐ บาท! เสียเวลาอีก ๒-๓ วัน

อย่างไรก็ตาม การขอวีซ่าไปพม่าทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ขอเพียงเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน…

Application Form อัพเดทแล้วต้องมี ๒ แผ่น (มีประวัติการทำงานเพิ่มขึ้นอีก ๑) เพื่อน ๆ ดาวน์โหลดจาก ที่นี่ แล้วนำไปกรอกไว้ก่อนได้เลย  อย่างอื่นก็มีรูปถ่ายขนาด ๒ นิ้ว (พื้นขาว) ๒ ใบ หลักฐานการงงการเงินไม่ต้องใช้ ค่าธรรมเนียมถ้าเป็นแบบปกติใช้เวลา ๓ วันทำการ คือ ๘๑๐ บาท หากเป็นแบบด่วน รับวันรุ่งขึ้นต้องจ่ายเพิ่มเป็น ๑,๐๓๕ บาท…

คราวก่อนไปย่างกุ้ง ผมบินจากสุวรรณภูมิ ต้องไปพักรออยู่ที่ Madee Hostel ๓ คืน อะไรไม่เลวร้ายเท่าการเผชิญกับสภาพจราจรแออัด คนเมืองรถม้ารับไม่ค่อยไหว!  มาคราวนี้ผมตัดสินใจทำให้จบภายในวันเดียว ยอมจ่าย ๑,๒๖๐ บาท เพื่อรับหนังสือเดินทางเย็นนี้เลย!!

เสียเงินอีก ๔๕๐ บาท เพื่อจะได้ออกจากกรุงเทพมหานคร หลบไปอยู่ไหนก็ได้ที่ห่างไกลความสับสนวุ่นวาย แล้วค่อยกลับมาขึ้นเครื่องที่ดอนเมืองตอนเช้าวันที่ ๓ เมษายน…

ยื่นขอวีซ่าเรียบร้อยแล้ว ผมต้องมาคิดว่าเย็นนี้ได้หนังสือเดินทางแล้วจะไปไหนดี?   มีให้เลือก ๓ ทางคือ ๑. นั่งรถโดยสารจากเอกมัยไปหาเพื่อนเก่าที่ชลบุรี   ๒. นั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปหัวหิน  และ ๓. นั่งรถไฟฟรีจากหัวลำโพงไปสุพรรณบุรี

ผมเลือกหนทางสุดท้าย คือ นั่งรถไฟไปสุพรรณบุรี  

รถไฟที่วิ่งไปสุพรรณบุรีมีขบวนเดียว คือ ขบวน 355 ออกจากสถานีหัวลำโพงเวลา ๑๖.๔๐ น. 

ผมสั่งตัวเองว่า เย็นนี้พอได้รับหนังสือเดินทางแล้วจะต้องรีบไปขึ้นรถไฟไปสุพรรณบุรี…

ระหว่างรอ…ผมฆ่าเวลา ๕ ชั่วโมงด้วยการไปแลกเงินที่ Superrich สาขาถนนสีลม แล้วนั่งรถไฟฟ้าไปเดินในวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ (ชื่อเดิม) อีกครั้ง  จากนั้นก็ไปตลาดสวนพลู เข้าซอยสวนพลู ๑ เดินหาหอพักจำนงค์จนเจอ แล้วทะลุออกไปด้านหลัง  แม้แดดจะร้อน อากาศจะอบอ้าว เนื้อตัวจะเหนียวเหนอะ ผมก็ไม่หวั่น เดินเที่ยวมันไปเรื่อย ไม่รู้จักเหนื่อยอ่อน ปล่อยให้เวลาผ่านไปจนกระทั่งบ่าย ๒ โมงจึงได้กลับไปนั่งรอรับหนังสือเดินทางอยู่ที่ถนนปั้น…

คนเยอะมาก ผมเพิ่งได้มาเห็นฝรั่งลัดคิวและแย่งกันเข้าประตูก็วันนี้แหละ! เวลา ๑๕.๕๐ น. ผมได้หนังสือเดินทางมาไว้ในมือ รีบออกจากสถานทูตพม่า ต้องไปสถานีหัวลำโพงให้ทันขึ้นรถไฟไปสุพรรณบุรี!!

มีเวลาไม่มากนัก ความระทึกจึงบังเกิดกับชายผู้ไม่คุ้นเคยกับการเดินทางยุคใหม่ในเมืองหลวง!

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – คิดถูกแต่เลือกผิด!

นื้อเพลง “Travellin’ light” ของเซอร์ คลิฟฟ์ ริชาร์ดบอกว่า… ถ้าไม่มีกระป๋งกระเป๋าให้หน่วงหนัก เขาก็เดินทางได้รวดเร็วราวกับเหาะ นั่นคือการเดินทางแบบเบาตัวอย่างที่ผมคิดไว้

ที่มา skitguys.com - ขอขอบคุณ

ที่บ้านห้วยทราย ผมเคยเห็น backpacker ฝรั่งเดินทางพร้อมกับเป้ขนาดใหญ่และกระเป๋าล้อลากอีก ๑ ใบ ยังอดคิดไม่ได้ว่าเธอช่างแข็งแรงเสียจริง…

ผมเองสะพายเจ้าแรด อัดของเต็มที่ น้ำหนักอย่างมากก็ไม่เกิน ๒๐ กิโลกรัม…

เดินทางพร้อมเป้ใบใหญ่ จำเป็นต้องโหลดขึ้นเครื่อง เสียค่าบริการในอัตราดังนี้….

ที่อินเล ผมได้เห็นสาวญี่ปุ่นคนหนึ่งสะพายเป้ขนาดย่อมเพียงใบเดียว รู้สึกว่าคล่องดีเหลือเกิน ความคิดที่จะ travel light จึงเกิดขึ้น! และเป็นที่มาของ “Travellin’ light ไปพม่า ”

ผมซื้อเป้ราคา ๒๕๐ บาทมาใช้  มันเล็กเสียจนไม่ต้องกังวลว่าอัดของเต็มแล้วน้ำหนักจะเกิน ๗ กิโลกรัม!

เช้าวันที่จะออกเดินทางไปขึ้นเครื่อง ผมอุ้มเป้ขึ้นยืนบนตาชั่งหน้าร้าน 7-11 เสร็จแล้ววางเป้ลง เอาน้ำหนักที่อ่านได้ครั้งหลังลบออกจากครั้งแรก ผลลัพธ์ออกมาแค่ ๕ กิโลกรัมเอง!

ถามว่าคล่องตัวจริงหรือเปล่า?  คำตอบคือคล่องจริง!  หนักก็ไม่หนัก จะยกขึ้นยกลงก็ไม่ลำบาก ขึ้นรถลงเรือก็หาที่วางได้ง่าย สะดวกมาก…ลงเครื่องแล้วไม่ต้องไปรอรับเป้ที่สายพานลำเลียง ผ่าน passport control แล้วสะพายเป้ใบเล็กเดินออกไปได้เลย…

ข้อเสียก็คือ เราไม่สามารถพกของไปได้มากตามที่ต้องการ กล้องถ่ายรูปตัวใหญ่ก็ไม่มีที่ให้ใส่ (ต้องใช้ compact ตัวเล็ก) ส่วนเสบียงที่จะนำไปด้วยนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง!

การเลือกใช้เป้ใบนี้นับเป็นข้อผิดพลาดของผม ด้วยเหตุที่ผมเป็นคนวิตกจริต กลัวไปเองว่าขนาดและน้ำหนักจะเกินกว่าที่เค้ากำหนดบ้าง กลัวว่าจะเก็บไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าหรือช่องเก็บของเหนือหัวไม่ได้บ้าง เกรงว่าจะถูกตรวจสอบสัมภาระพกพาอย่างเข้มงวดก็เท่านั้น  แต่ที่ไหนได้…พอเอาเข้าจริงมันกลับง่ายกว่าที่คิด  ผมเห็นผู้โดยสารบางคนถือกระเป๋าหรือเป้ใบใหญ่กว่าของผมขึ้นเครื่อง ก็ไม่เห็นมีปัญหา ขอแค่น้ำหนักไม่เกิน สัมภาระจะถูกวางผ่านเครื่องเอกซเรย์โดยไม่เปิดออกดู!

ผมมีถุงผ้าไปด้วย สามารถนำออกมาใช้ใส่พวกขวดน้ำ เสบียง ยาดมยาอมยาหม่อง รวมทั้งสมุดและปากกา…

เป้ถูก ๆ ใบนี้นอกจากจะเล็กเกินไปแล้ว มันยังได้รับการออกแบบไม่ดี แบกแล้วไม่สบายหลัง สายสะพายและซิปก็ไม่แน่นหนาแข็งแรง หลุดและเปิดออกง่าย!!  ถ้า travel light อีกครั้งผมจะใช้ backpack ยี่ห้อ Deuter ขนาด 45 + 10 ลิตรที่ซื้อไว้นานแล้ว มั่นใจว่าไม่มีปัญหาในการนำขึ้นเครื่องแน่นอน!

ผมคิดถูกแล้วที่เดินทางแบบเบาตัว แต่ดันเลือกเป้ผิด!

ไม่เป็นไร คราวหน้าขอแก้ตัวใหม่นะ! 

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – เปิดใจหลังไปพม่า (๓)

มว่าจะไม่เปิดใจหลังไปพม่าให้มากความ ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องซึ่งอยากเขียนอีกหลายประเด็น เอาไว้ค่อย ๆ แทรกลงในเรื่องของการเดินทางจะดีกว่า!  วันนี้อยากจะเขียนอีกเรื่องเดียวเท่านั้น คือ เรื่องนักท่องเที่ยวไทย…  

ตลอดเส้นทาง Travellin’ light ไปพม่าของผม ถ้าไม่นับช่วงขึันเครื่องจากดอนเมืองไปมัณฑะเลย์ และตั้งแต่ตอนนั่งรถเมล์ฟรีของ AirAsia ไปสนามบินเพื่อกลับเมืองไทย ผมมีโอกาสได้พบนักท่องเที่ยวคนไทยเพียง ๒ คนเท่านั้น เป็นหญิง ๒ คนที่เดินทางไปเที่ยวพุกามด้วยกัน การท่องโลกของลุงน้ำชาเป็นรูปแบบที่คนไทยร้อยละ ๙๙ ไม่ทำกัน แม้แต่ฝรั่งนักเดินทางก็ยังส่ายหัว ผมกลายเป็น “คนแปลก” หรืออาจเรียกว่า “ไอ้บ้า” ที่ทำอะไรไม่เหมือนคนไทยส่วนใหญ่…


ไปพม่าคราวนี้ ใครเห็นก็คิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่น (มีอยู่คนเดียวที่คิดว่าผมเป็นคนจีน) ไม่มีใครคิดว่าผมเป็นคนไทย ผมได้คุยกับคนพม่าไม่ต่ำกว่า ๓ คนที่วิจารณ์ว่าคนไทยพูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง มันทำให้ผมสงสัยในกระบวนการสอนภาษาบ้านเราว่าน่าจะมีอะไรที่ไม่ถูกต้อง ถึงทำให้ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นสิบ ๆ ปีไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้

คนไทยบางคนไม่กล้าเชิดหน้าเสวนากับบรรดาฝรั่งซึ่งมิได้วิเศษวิโสอะไร! น้อยนักทีผมจะเห็นคนไทยเดินทางคนเดียว อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนคู่ใจ…หรือไปเป็นกลุ่ม!! Backpacker ไทยชอบพก Lonely Planet เล่มใหญ่ พร้อมเสบียงและอุปกรณ์เครื่องใช้ครบ ที่ขาดไม่ได้คือกล้องถ่ายรูปยี่ห้อดัง พร้อมเลนส์ยาว ๆ บางครั้งมีขาตั้งกล้องไปด้วย! เขียนเช่นนี้มิได้มีเจตนาว่าร้ายคนไทยด้วยกัน ผมเคารพเสมอในแนวทางที่ทุกคนเลือก เข้าใจในความรู้สึกของเพื่อนนักเดินทางต่างเพศ ต่างวัย และต่างประสบการณ์

ที่ Royal Guesthouse ผมไปอ่านเจอบันทึกของคนไทยคนหนึ่ง โดยไม่กล่าวนาม…ผมขออนุญาตนำมาถ่ายทอดดังนี้

ฉันได้มาเที่ยวกับแฟนสองคนในพม่า ตอนแรกฉันคิดว่าคนพม่าจะนิสัยดี เป็นประเทศที่น่ารักดี ผู้คนยิ้มแย้ม แต่พอมาเห็นกับตา ฉันมีความรู้สึกว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่น่ากลัวมาก สำหรับฉันแล้ว ฉันว่าอย่างงั้นนะ ฉันทะเลาะกับแฟนทุกวันเลย เพราะว่าร้อนมาก ฉันคิดว่าจะเลิกกับแฟนก็ตอนนี้แล้วหละ เพราะว่าฉันต้องอยู่ที่นี่เกือบ 10 วัน ไปไหนไม่ได้ เพราะแฟนก็กลัว เพราะที่นี้เขามีงานสงกรานต์เหมือนบ้านเรา แต่ยาวมากหยุดได้เกือบ 10 วัน เราไม่สามารถออกไปไหนได้ วัน ๆ กินแต่ม่าม่า ดีนะยังมีม่าม่าบ้านเราขายตามห้างสินค้า มีครั้งหนึ่งเราไปซื้ออาหารของคนพม่ากินกัน แต่กินไม่ได้ มีแต่ข้าวมะพร้าวหรือข้าวแกงกะหรี่เหมือนอินเดีย กินไม่ได้เลย แต่มีอยู่ร้านอาหารหนึ่งอยู่ข้างโรงแรมชื่อ MANA สามารถทานได้ ทำกับข้าวอร่อยเหมือนบ้านเรา แต่แนะนำให้สั่งกลับทานที่โรงแรมดีกว่าทานที่ร้านอาหาร เพราะว่าคุณจะทานไม่ลง ขากทุ้ย มีทุกอย่างแต่ที่โรงแรม ok ทุกอย่าง  จบ…

เพื่อน ๆ ที่รักครับ ชีวิตคนเราเกิดมาบนพื้นฐานที่ต่างกัน มีประสบการณ์ไม่เท่ากัน จึงทำให้มองโลกในมุมมองที่แตกต่างกัน สำหรับผมแล้ว ๑๔ วันในพม่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ ยังมีอะไรดี ๆ ให้ได้สัมผัสอีกมากมาย!  อาหารพม่าแม้จะไม่ถูกปาก แต่ผมก็มีความสุขที่ได้ร่วมวงกับคนพม่า…

ถวิลหาการกลับไปนั่ง slow boat จากมัณฑะเลย์ไป Pakokku มานานแล้ว การเยือนพม่าครั้งที่ผ่านมาผมก็ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ แถมยังได้นั่งเรือจาก Katha กลับมัณฑะเลย์…

ผมได้นั่งรถไฟ (บอกกับฝรั่งว่ามันเป็น slow train) ไป Pyin Oo Lwin…

แต่ละเส้นทางเป็นการ improvise ให้เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละย่างก้าว… อันนำมาซึ่งความตื่นเต้นเร้าใจจนยากที่จะบรรยาย!  มันทำให้ผมได้เห็นภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น….

ก่อนจากโลกนี้ไป…ขอผมได้ฝากประสบการณ์แตกต่างนี้ไว้กับเพื่อน ๆ ด้วยก็แล้วกัน!

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

Travellin’ light ไปพม่า – เปิดใจหลังไปพม่า (๒)

างคนมองพม่าว่าไม่เจริญ บ้างก็ว่าเจ้าเล่ห์…  

ผมเคารพในความเห็นของทุกคน คิดว่าไม่มีใครผิดเพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ที่ต่างกันไป บางท่านอาจได้เห็นพม่าเพียงแค่ท่าขี้เหล็กหรือแม่สอด หรือได้อ่านเกี่ยวกับขบวนการนำยาบ้ามาซุกแล้วให้ตำรวจมาไถเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดตามชายแดนบ้านเรา  สำหรับผมได้ไปเห็นพม่ามาสามครั้งสามครา (ครั้งแรกเมื่อ ๓๑ ปีที่แล้ว) ต้องยอมรับว่า “พม่า” เป็นประเทศที่น่าไปเยือนที่สุด แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังแพร่ขยายเข้าไปอย่างไม่หยุดยั้งก็ตาม…

เดินทางในพม่า…ไปที่ไหนก็เห็นแต่วัดวาอาราม มองไปทางซ้ายก็เจดีย์ ทางขวาก็เจดีย์ บนเขาก็เจดีย์ ริมน้ำก็ยังมีเจดีย์ แม้แต่หมู่บ้านสร้างใหม่ในเมือง เค้ายังสร้างวัดและเจดีย์ขึ้นก่อนเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้าน

ตอนเช้ามืด…ทุกวัดจะสวดมนต์ส่งกระจายเสียงได้ยินไปทั่ว ในขณะที่โทรทัศน์ก็มีรายการสวดมนต์ทำวัตรเช่นกัน

ทุกเช้าหน้าจอโทรทัศน์พม่าฉายรายการธรรมะ มีเสียงสวดมนต์พร้อมบทสวด(ตัวหนังสือพม่า) คล้ายกับเพลงคาราโอเกะบ้านเรา  ทำให้ผู้คนได้รับการกล่อมเกลาจิตใจทุกวี่วัน แม้ท่าทางคนพม่าจะดูไม่เรียบร้อย แต่งกายไม่สะอาดสะอ้านดูเป็นผู้ดี แต่จริง ๆ แล้วเขากลับเป็นคนที่อ่อนโยน มีหิริโอตตัปปะ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ…

ไปที่ไหนตัวคนเดียว…ผมไม่เคยรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเลย  ไม่เคยเห็นแววตาประสงค์ร้ายจากคนพม่าแม้หน้าตาจะดูน่ากลัว!  ผมไม่เคยโดนกลุ่มวัยรุ่นแซวหรือหาเรื่องแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่รอยยิ้มที่มอบให้ ไม่ว่าจากเด็กหรือผู้ใหญ่ ชายหรือหญิง!

คนเก็บขยะ…แม้จะสื่อสารด้วยกันไม่รู้เรื่อง แต่เขาก็อยากพูดคุยกับผู้มาเยือน ดูท่าทางจะมีความสุขมากกว่าเศรษฐีพันล้านบ้านเราเสียอีก!!

ตี ๔ ตี ๕ คนพม่าก็ไปวัดกันแล้ว…

ถอดรองเท้าตั้งแต่ทางเข้า แม้เท้าจะเปื้อน แต่จิตใจใสสะอาด!

เด็ก ๆ ก็ได้เข้าวัด…

ได้รับการอบรมบ่มนิสัยจากวัด… มิใช่เอาแต่จ้องอยู่หน้าจอ Tablet!

เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็พอใจในชีวิตที่เรียบง่ายและพอเพียง

ถ้าเพื่อน ๆ ไม่เชื่อ… ขอให้คอยติดตามอ่านใน “Travellin’ light ไปพม่า” นะครับ!

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

Travelin’ light ไปพม่า – เปิดใจหลังไปพม่า ๑

มีคนให้ความเห็นว่าหลังจากที่พม่าเปิดประตูกว้างให้นักท่องเที่ยว ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจน Lonely Planet ตามอัพเดทข้อมูลไม่ทัน  ดังนั้นก่อนที่ผมจะดำเนินเรื่อง “Travelin’ light ไปพม่า” ต่อ  ผมก็อยากจะเปิดใจ เขียนถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อประเทศนี้ไว้สักหน่อย

เรื่องแรกเป็นเรื่องของการแลกเงินจ๊าด ผมขอไม่พูดถึงเมื่อ ๓๑ ปีก่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องพก Currency Declaration Form ไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะแลกเงิน ซื้อของ ซื้อตั๋วโดยสาร มันจะถูกบันทึกไว้หมด สมัยนั้นคนพม่ามีความต้องการเงินดอลล่าร์ ถ้าเราแอบนำไปแลกในตลาดมืด ก็จะได้ในราคาสูง บางครั้งได้มากเกือบเท่าตัว แต่ก็ต้องมีความผิดและเสี่ยง

ผมได้เขียนไว้เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ว่า  “ที่หน้าตลาดผมเจอหนุ่มพม่าคนหนึ่งชื่อว่า “อาลี”   พอพูดไทยได้…เค้าพาผมไปแลกเงินที่ร้านรับแลกเงินในตลาด ผมแลกเงิน ๕๐ ดอลลาร์ ได้มา ๔๑,๕๐๐ จ๊าด  (ปึกเบ้อเริ่ม!!)  rate ที่ได้คือ $1 = 830 จ๊าด   (ถ้าแลกด้วยแบ๊งค์ $100 จะได้ถึง $1 = 850 จ๊าด)….”

มาถึงปี ๒๕๕๗ ผมแลกเงินที่สนามบินมัณฑะเลย์ได้ในอัตรา $1 = 949 จ๊าด

จ๊าด บาท

500 16.75
1000 33.50
2000 66.75
5000 167.00
10,000 334.00


มาดูกันนะครับว่า ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายในพม่านั้นแพงขึ้นมากน้อยขนาดไหน  วันนี้ขอเริ่มต้นก่อนที่อาหารการกิน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “น้ำดื่ม” ขวด ๑ ลิตร…ราคา ๓๐๐ จ๊าด (๑๐ บาท)  ยังพอไหวใช่ไหมครับ เพราะในเมืองไทยก็ประมาณนี้แหละ  (ยี่ห้อดังอาจแพงกว่าด้วยซ้ำ)   ส่วนน้ำส้มขนาดครึ่งลิตรก็ราคาเดียวกัน…

แต่ถ้าจะกินน้ำอ้อยผสมมะนาวให้ชื่นใจ อย่างแก้วนี้ก็ ๕๐๐ จ๊าด หรือ ๑๗ บาท!!

ทีนี้มาดูเรื่องอาหาร  ผมนั่งกินกับชาวบ้านตลอด ไม่เคยขึ้นเหลา มื้อเย็นในมัณฑะเลย์…ผมก็นั่งกินมันข้างถนน อย่างที่เห็นในภาพ…

ต้องขออภัยที่จำชื่อไม่ได้แล้ว ถ้าจะให้อิ่มต้องกิน ๔ ชิ้น ๆ ละ ๑๐๐ จ๊าด ก็ตก ๔๐๐ จ๊าด (๑๔.๕๐ บาท)  น้ำชาดื่มฟรี!  มีอยู่มื้อหนึ่งซึ่งผมนั่งกินข้างถนนใน Pyin Oo Lwin เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๗ มีกับข้าวมากมายอย่างที่เห็น…

ผมเบิ้ลข้าวอีก ๑ จาน ส่วนซุปที่เห็น…ผมซดยังไม่ทันจะหมด แม่ค้าก็นำมาเติมให้อีก รวมแล้วฟาดไป ๓ ชาม อิ่มแล้วยังสั่งกาแฟ 3 in 1 มาล้างปากอีก ๑ ถ้วย พอคิดตังค์ แม่ค้าบอกว่า ๑,๒๐๐ จ๊าด ซึ่งเท่ากับ ๔๐ บาท… ส่วนมื้อกลางวันผมสั่งข้าวผัดไข่กิน ๑ จาน แค่ ๕๐๐ จ๊าด (๑๗ บาท) หน้าตาเป็นอย่างเนี้ย…

อีกมื้อนึงใน Pyin Oo Lwin เช่นกัน พิเศษหน่อยตรงที่มีมีแกงปลา ๒ ถ้วย  ข้าว ๒ จาน มื้อนี้แพงหน่อย ๑,๕๐๐ จ๊าด หรือ ๕๐ บาท ผมกินซะพุงปลิ้น!…

ถ้ากินแบบเบา ๆ ท้องก็ต้องจาปาตีกับกาแฟ  ๔๐๐ จ๊าด (๑๓.๔๐ บาท) นี่แค่พออิ่ม!…

แต่ที่ถูกใจผมที่สุดก็คือ “โจ๊ก” เมือง Katha ชามเนี้ย…

ชามละ ๒๐๐ จ๊าด (๖.๖๗ บาท)  ร้อน ๆ ซดโฮกฮือ ผมขอเบิ้ล ๒ ชาม… แม่ค้ายิ้มแก้มปริ!

ทีนี้มาดูผลไม้กันบ้าง แม่ค้าที่วัด ๆ หนึ่งในมัณฑะเลย์หั่นมะละกอชิ้นใหญ่ขายให้ผมในราคา ๒๐๐ จ๊าด (๗ บาท) หวานซะด้วย…


ในตลาด Pyin Oo Lwin ผมซื้อสตรอว์เบอร์รี่ ๕ แพ็ค ๆ ละ ๒๐๐ จ๊าด รวมเป็น ๑,๐๐๐ จ๊าด (๓๓.๕๐ บาท) ได้มาถุงใหญ่ กินได้สด ๆ เพราะเค้าไม่ใช้สารเคมีในการปลูก ทั้งหวานทั้งหอม!!

เนี่ยแค่พูดเรื่องกินนะครับ ในความคิดของผม ถ้ากินอย่างชาวบ้านทั่วไปก็ยังคงไม่แพง อาหารรสชาติอาจไม่ถูกปาก แต่ถ้าเป็นผลไม้ รับรองว่าสุดยอดครับ…

ท่องโลกสไตล์ลุงน้ำชาต้องกินอย่างที่ชาวบ้านเค้ากินกันอ่ะ!

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

Under the Kelangnakorn sun

วัสดีครับเพื่อน ๆ ที่รักทุกท่าน…

ผมได้กลับมาอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์แห่งเมืองเขลางค์นครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา พอดีอินเทอร์เน็ต (TOT) ของที่บ้านเข้าไม่ได้เพราะเร้าเตอร์เสีย! ผมต้องรอให้ถึงวันจันทร์จึงได้นำไปให้เค้าตรวจสอบ ได้รับเร้าเตอร์ตัวใหม่มา แต่ก็ยังต้องมา set up ใหม่อีก  กว่าจะใช้งานได้ก็ต้องอดทนรอมาจนถึงวันนี้!  วันที่เน็ต 10 Mbps สามารถใช้งานได้จริง ๆ ได้แค่ 1.75/0.03 Mbps!  อัพโหลดภาพขึ้นเว็บเกือบไม่ได้! อย่างไรก็ตาม ผมก็รู้สึกดีใจที่จะได้กลับมาคุยให้เพื่อน ๆ ฟังอีกครั้ง  เรื่องที่ตั้งใจว่าจะนำมาเขียนให้เพื่อน ๆ ได้อ่านก็คงไม่พ้นเรื่อง “Travelin’ light ไปพม่า”  ทริปล่าสุดซึ่งผมรู้สึกภูมิใจมาก ๆ

เดินทางท่องเที่ยวพม่า ๑๔ วัน จากมัณฑะเลย์นั่งเรือล่องแม่น้ำอิรวดี (Irrawaddy River) ไปเมือง Pakokku ตามเส้นทางที่เคยเดินทางเมื่อ ๓๑ ปีที่แล้ว ผมได้กลับไปเห็นเมืองพุกาม (Pagan) จากที่ได้เคยถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มบันทึกภาพไว้ได้ไม่กี่บาน มาคราวนี้ผมสามารถกดชัตเตอร์เก็บภาพเอาไว้ได้อย่างไม่ยั้งมือ!  ผมได้นั่งรถโดยสารผ่านเมือง Meiktila กลับไปมัณฑะเลย์ แล้วนั่งรถไฟขึ้นเหนือไปลงที่ Nabaa ต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์มหาโหดไปเมือง Katha อยู่ได้ ๑ คืนก่อนนั่งเรือกลับมัณฑะเลย์ จากมัณฑะเลย์ผมนั่งรถไฟไป Pyin Oo Lwin หรือ Maymyo เมืองซึ่งผมตกหลุมรักและอยากจะกลับไปอีก!  ผมไปเล่นน้ำสงกรานต์อยู่ในมัณฑะเลย์อีก ๒ วัน…ก่อนที่จะบินกลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ

ทั้งหมดทั้งปวงใช้เงินไป ๒๕๐ เหรียญ หรือประมาณ ๘,๒๐๐ บาท ถ้ารวมค่าเครื่องบินไปกลับ AirAsia (๒,๖๖๔ บาท) และค่าวีซ่าอีก ๑,๒๖๐ บาท ก็ตกประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท มันเป็นเงินที่มากเอาการสำหรับผม แต่ก็คุ้มค่า เพราะด้วยระยะเวลา ๒ สัปดาห์กับการเดินทางตามเส้นทางที่ผมรายงานมา ถ้าไปกับบริษัททัวร์ ผมว่า ๓ หมื่นบาท…เอาไม่อยู่!  และที่แน่ ๆ ก็คือ..จ่ายมากแล้วยังได้ประสบการณ์ที่ไม่เจาะลึกเท่ากับที่ผมได้มา!

ผมเก็บภาพมารวมแล้ว ๔,๔๓๙ บาน มากกว่าทริปไปเมืองลองถึง ๓ เท่า!  ได้ประสบการณ์ในการเดินทางเบา ๆ สบาย ๆ ด้วยเป้สะพายหลังขนาดเล็ก…ผมสามารถนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้ฟังจากนี้ไปอีกหลายเดือน!


ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่คอยติดตามและให้กำลังใจผมเสมอมาครับ…