วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

Travellin’ light ไปสุมาตรา - จองที่พักในปีนัง

คิดว่า Travellin' light ไปสุมาตราในเดือนเมษายนนี้ น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมได้วางแผนการเดินทางไว้ค่อนข้างดี ในช่วงแรกยังไม่ต้อง improvise อะไรทั้งนั้น แค่นั่งรถไฟฟรีตลอดเส้นทางจากเชียงใหม่ไปยะลา...


การเดินทางด้วยรถไฟช่วงแรกมีดังนี้...

  • วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ นั่งรถเร็วขบวน 102 ออกจากสถานีเชียงใหม่เวลา ๐๕.๔๕ น. ถึงสถานีหัวลำโพงเวลา ๒๑.๑๐ น.  นอนรอที่สถานีรถไฟจนถึงวันรุ่งขึ้น
  • วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ นั่งรถเร็วขบวน 171 ออกจากสถานีหัวลำโพงเวลา ๑๓.๐๐ น. ถึงสถานียะลาเวลา ๐๘.๔๘ น.  หาที่พักในยะลานอน ๑ คืน

วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๘ ใช้เวลาครึ่งวันเที่ยวเมืองยะลา ก่อนนั่งรถโดยสารระยะทาง ๑๔๐ กิโลเมตรไปอำเภอเบตง...


ผมอยากเข้าพักที่โรงแรมฟ้าอันรุ่งเพราะถูกดี....


กะว่าจะพักสัก ๒ คืน (๔-๕ เมษายน) จะได้มีเวลาได้เที่ยวชมเมือง ดูหอนาฬิกา ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ วัดพุทธาธิวาส มัสยิด วัดกวนอิม อาคารมูลนิธิอำเภอเบตง สวนสุดสยาม และอื่น ๆ...


วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๘ ออกเดินทางแต่เช้า เข้าประเทศมาเซียทางด่านเบตง จากนั้นจะต้องเดินทางรวดเดียวให้ถึง George Town บนเกาะปีนัง


ในชีวิตก็เพิ่งได้จองที่พักทางอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก โดยใช้บริการของเว็บ booking.com ได้ที่พักที่ Friendly Green House  ซึ่งโฆษณาว่า....
Friendly Green House is a hostel offering air-conditioned dormitory rooms with free WiFi.  Featuring its own restaurant, the property allows guests to paint on its walls. A 24-hour front desk and minimart is available.   Located in George Town, Friendly Green House is 800 metres from Komtar and Prangin Mall.  Pinang Peranakan Mansion is 1.4 km away while Penang International Airport is 15 km from the hostel.  Each dormitory room offers city views and features a clothes rack and comes with towels and linen. Guests have access to a shared bathroom.  Other facilities include a shared lounge, a games room and a ticket service. Bicycle rentals are available to explore the surrounding neighbourhood. Guests also have access to laundry and ironing facilities.

dorm bed ที่ Friendly Green House สองคืนแค่ ๓๒๑ บาท (๓๖ ริงกิต)  ถูกกว่านี้ไม่มีแล้ว...


จองผ่าน booking.com ดีจริง ๆ  ไม่ต้องจ่ายก่อน ไปจ่ายเอาตอนเข้าพักโน่น...


ผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับ George Town  รู้ว่าจากท่าเรือข้ามฟากจะต้องเดินไปทางไหน "Friendly Green House" อยู่ไม่ไกลครับ...


พักที่นั่นสองคืน  บ่ายโมงวันที่ ๘  ค่อยเช็คเอ้าท์แล้วนั่งรถเมล์ไปสนามบิน รอขึ้นเครื่องแอร์เอเซีย (เที่ยวบิน QZ105) ออกเวลา ๒๑.๔๕ น. ถึงสนามบินนานาชาติ Kualanamu (KNO) ในเมดันเวลา ๒๑.๓๕ น.

ถึงตอนนั้นแหละถึงจะได้ improvise ให้ได้ตื่นเต้นกันอีกที!!

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

Travellin’ light ไปสุมาตรา

เพื่อน ๆ ที่รักครับ ผมหยุดเรื่องวัดและการปั่นจักรยานไว้ก่อนนะ... จากนี้ขอเป็นเรื่องการเดินทางในเดือนเมษายนล้วน ๆ

ตามที่ได้เขียนไว้ในบล็อกช่างเหอะ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาที่ผ่านมา เรื่อง "นั่งรถไฟฟรี ๑,๘๒๐ กิโลเมตร ว่า...
....ผมจะนั่งรถเร็วขบวน 102 ออกจากเชียงใหม่เวลา ๐๕.๔๕ น. ถึงกรุงเทพเวลา ๒๑.๑๐ น. นอนรอที่สถานีหัวลำโพงจนถึงวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็นั่งรถเร็วขบวน 171 ออกจากกรุงเทพ (๑๓.๐๐ น.) ถึงสถานียะลาเวลา ๘.๔๘ น. จากยะลาก็ไปเบตง "เบตง" เมืองซึ่งมีคำขวัญว่า "เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน" อยากจะพักสักคืนสองคืน (ขึ้นอยู่กับสถานการณ์) ก่อนเดินทางเข้ามาเลเซียทางด่านเบตง

ผมตั้งใจว่าจะเดินทางเข้ามาเลเซียโดยนั่งรถจากชายแดนไปบัตเตอร์เวิร์ธ แล้วลงเรือข้ามฟากไปเกาะปีนัง ที่คิดได้ตอนแรกก็มีแค่นั้นเอง แต่แล้วในระหว่างค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรือที่จะข้ามไปยังเมดัน (Medan) ประเทศอินโดนีเซีย พบว่าปัจจุบันนี้ไม่มีเรือโดยสารให้บริการระหว่างปีนัง-เมดันอีกต่อไป บริษัทเดินเรือแจ้งว่า "Please note this ferry is no longer operating due to competition from the cheap budget airlines"  ผมคลิกอ่านไปทั่วตามเว็บสายการบินที่ให้บริการเส้นทางปีนัง-เมดัน  แล้วไม่รู้ว่าทำอีท่าไหนไปเจอโปรโมชั่นพิเศษ (Economy Promo) ของแอร์เซียเข้า ค่าโดยสารจากปีนังไปเมดันแค่ ๓๗๕ บาทเท่านั้น ไปกลับก็ ๗๕๐ บาท!!  ไม่มี Fuel Charge!  นอกจากค่าภาษีสนามบินของมาเลเซียและอินโดนีเซีย  รวมค่าเลือกที่นั่งและค่าธรรมเนียมการใช้บัตรแล้วแค่พันแปดร้อยกว่าบาท  หาไม่ได้ง่ายนักสำหรับจังหวะดี ๆ เช่นนี้ ผมรีบจองทันที (ได้ที่นั่ง 15A  ทั้งไปและกลับเหมือนทุกครั้ง)...


ขาไป - เดินทางวันพุธที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๘  ด้วยเที่ยวบิน QZ105 จากสนามบินนานาชาติ Penang (PEN) เวลา ๒๑.๔๕ น. ถึงสนามบินนานาชาติ Kualanamu (KNO) ในเมดัน เวลา ๒๑.๓๕ น. (ท้องถิ่น) ขากลับ วันพุธที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๘ เที่ยวบิน QZ108 จากสนามบินนานาชาติ Kualanamu (KNO) เวลา ๐๕.๐๕ น. ถึงสนามบินนานาชาติ Penang (PEN) เวลา ๐๗.๐๐ น.

เมดันเป็นเมืองใหญ่อันดับ ๔ ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีข่าวว่ารถติดวินาศสันตะโร ผมคงจะใช้เป็นแค่ทางผ่าน... แล้วจะไปที่ไหนล่ะ?   ผมคงต้องรีบเร่งอย่างมาก เพราะมีเวลาแค่ ๗ วัน!

จุดหมายแรกที่จะไปคือ Bukit Lawang เพื่อเยี่ยมเพื่อนอุรังอุตัง...

ภาพจาก 00protectendangeredanimals00.blogspot.com
คุณ รชฏ ใจกล้า ได้ให้ความรู้ไว้ว่า...
ลิงอุรังอุตัง สุมาตรา (ชื่อสามัญ: Sumatran Orangutan/ ลิงอุรังอุตัง สุมาตรา  ชื่อวิทยาศาสตร์: Pongo abelii)  มีแหล่งที่อยู่บนหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย มีรายงานไม่เกิน ๗,๕๐๐ ตัว เป็นผลเนื่องมาจากการบุกรุกทำลายป่า การเผาป่า และการตัดไม้ ทำการเกษตรอย่างผิดกฎหมาย  ในปี ๒๕๔๕ ได้มีการขึ้นบัญชีของ The World Conservation Union จัดให้เป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ (endangered) และมีรายงานประมาณการจำนวนของลิงอุรังอุตัง สุมาตราในปัจจุบันว่าเหลือเพียง ๓.๕๐๐ ตัวเท่านั้น
จากนั้นก็จะไป Berastagi เพื่อปีนภูเขาไฟ...

ที่มาของภาพ galeriwisata.wordpress.com
ถ้าต้องนอนในเมดัน ๒ คืน ผมไม่มีเวลาพอที่จะไปต่อจนถึงทะเลสาบโตบา (Lake Toba)

ภาพจาก th.aectourismthai.com
ไม่เป็นไรครับ ไปสุมาตราครั้งแรกขอแค่อุรังอุตังกับภูเขาไฟก่อนก็พอ...

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

วัดปางม่วง อำเภอห้างฉัตร

ก่อนเขียนเรื่อง "Travellin' light ไปสุมาตรา" การผจญภัยซึ่งกำลังจะเริ่มในเดือนเมษายนนี้... ผมขอเขียนเรื่องวัดต่ออีกวันนะครับ!


"วัดปางม่วง" ตั้งอยู่บ้านปางม่วง หมู่ ๙ ตำบลห้างฉัตร เป็นวัดเก่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๐ ชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดพระธาตุปางม่วง"


จากสี่แยกห้างฉัตร (1)  เพื่อน ๆ ขับรถไปถึงสี่แยกไฟแดง (ถนนลำปาง-ห้างฉัตร) (2)  ให้ตรงไปยังบ้านแม่ฮาว ข้ามทางรถไฟ (3) แล้วเลี้ยวซ้าย ขับตรงไปอีกเล็กน้อยถึงทางแยกไปบ้านวอแก้ว (4) ไม่ต้องเลี้ยวนะครับ  ขับตรงไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็จะถึงวัดปางม่วง (5)  รวมระยะทางประมาณ ๙ กิโลเมตร...


ซุ้มประตูตั้งเด่นอยู่ข้างหน้า ไม่ต้องกลัวว่าจะหาไม่เจอ...


ขับรถขึ้นไปตามทางเลยครับ...


วัดปางม่วงตั้งอยูบนภูเขาลูกเล็ก...


วัดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นปูชนียสถานโบราณทางศาสนาอันดับ ๗ เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๓  เว็บห้องสมุดประชาชนอำเภอห้างฉัตรได้ลงประวัติความเป็นมาของวัดปางม่วงไว้น่าสนใจดังนี้...
โดยอดีตกาลประมาณ ๑,๔๐๐ กว่าปี สมัยพระนางจามเทวี ผู้ครองนครหริภุญชัย หรือจังหวัดลำพูนในปัจจุบัน ได้มาประทับเมืองเวียงตาลซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอห้างฉัตร ซึ่งมีพระโอรสองค์ที่ ๒ เป็นเจ้าเมือง ได้สุบินว่ามีชีปะขาวรูปหนึ่ง ชรอยว่าเป็นท้าวสักกะเทวราชจำแลงกายมาทูลพระนางว่าที่บนดอยกุโสนั้นมีพระเกศาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ เส้นบรรจุอยู่ พระนางจึงเล่าสุบินนิมิตให้แก่พระราชบุตรผู้เป็นเจ้าเมืองฟัง พระราชบุตรจึงให้ข้าราชบริพารออกตรวจค้นหาดอยกุโสไม่นานก็พบว่าอยู่ตรงข้ามตำบลห้วยตาน พระนางจามเทวีจึงรับสั่งให้พระราชบุตรเตรียมไพร่พลไปตั้งปางตรงจุดที่ต้นมะม่วง ทำพิธีเฉลิมฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืน เริ่มตั้งแต่วันเพ็ญเดือน ๖ ใต้ ซึ่งตรงกับเดือน ๘ เหนือ แรม ๘ ค่ำ กำหนดนี้ได้ปฏิบัติเป็นประเพณีสรงน้ำพระธาตุมาตราบเท่าทุกวันนี้มิได้ขาด การฉลองที่จัดขึ้นในครั้งนั้นเรียกว่า “งานปางม่วน” เพราะมีการละเล่นสารพัดเท่าที่จะมีได้ในยุคนั้น ชาวเมืองอื่นที่อยู่ใกล้เคียงก็มาร่วมม่วนด้วย จึงเรียกติดปากว่า “ปางม่วน” นาน ๆ เข้าก็เลยเพี้ยนมาเป็นปางม่วงจนทุกวันนี้ ต่อมามีนายช่างชาวอินเดียชื่อ นายคาบิเยน โภราค่า ซึ่งเป็นช่างควบคุมงานซ่อมรางรถไฟที่เสียหายจากพายุฝนทำให้ต้องทำการซ่อมให้แล้วเสร็จก่อนวันพีธีเปิดรถไฟสายกรุงเทพ – เชียงใหม่ ได้ร่วมประเพณีสรงน้ำพระธาตุปางม่วง ได้รับรู้เรื่องเล่าความเป็นมาและปาฏิหารย์จากผู้เฒ่าผู้แก่จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธา และเห็นว่าบรรดาพุทธศาสนิกชนทุกสารทิศต่างก็ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง ในการขึ้นไปสักการะบูชาองค์พระธาตุ รวมถึงการถวายอาหารแด่พระสงฆ์สามเณร เพราะทางขึ้นไปนั้นสูง ทั้งไม่มีบันไดต้องปีนป่ายขึ้นอย่างลำบากยากยิ่ง และพิจารณาเห็นว่าองค์พระเจดีย์ที่มีอยู่นั้นเล็กเกินไปไม่สมกับความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนที่มาสักการบูชาอย่างมาก จึงอยากจะสร้างให้องค์ใหญ่กว่าเก่าแต่ติดขัดที่ตนเองไม่ได้ร่ำรวยจึงได้นำเรื่องนี้ไปกราบเรียนให้เจ้าบุญวาทย์ เจ้าเมืองลำปาง ท่านเจ้าหลวงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา สั่งเบิกเงินจากคลัง ๔ ปีบให้สร้างองค์เจดีย์ตามความประสงค์ และได้แล้วเสร็จก่อนกำหนดวันทำพิธีเปิดรถไฟสายกรุงเทพ – เชียงใหม่ และในวันเปิดทางเดินรถไฟเจ้าบุญวาทย์ได้ขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์องค์ใหม่ เกิดความพอใจ แต่ทางขึ้นไปนมัสการไม่สะดวก จึงมอบเงินให้อีก ๘ ปีบให้นายคาบิเยน สร้างบันไดขึ้น และศาลาพักใกล้องค์พระเจดีย์อีกหนึ่งหลัง (บันไดที่นายคาบิเยนสร้างขึ้นคราวนั้น ไม่ได้ราดซีเมนต์อย่างที่เห็นทุกวันนี้ เพียงแต่เอาหินมาเรียงซ้อนกันเป็นขั้น ๆ ขึ้นไปเท่านั้น)
ผมถ่ายภาพเส้นทางสำหรับเดินขึ้นมาให้เพื่อน ๆ ดูด้วย มีอยู่ ๒ ทางคือ ถนนคอนกรีตเล็ก ๆ...


และเส้นทางที่มีบันไดและราวเหล็ก...


ส่วนถนนทางสำหรับพาหนะนั้นค่อนข้างอันตราย เพื่อน ๆ ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่...


ขึ้นถึงข้างบนแล้ว จะมองเห็นทัศนียภาพเบื้องล่างได้ชัดเจน (ถ้าไม่มีหมอกควัน) บางครั้งอาจพอดีได้ยินเสียงรถไฟวิ่งผ่านสถานีปางม่วง...




พระธาตุปางม่วงมีลักษณะสถาปัตยกรรมไปทางอินเดีย เพราะผู้สร้างพระธาตุเป็นคนอินเดียชื่อ คาบินเยน โภราด่า (นายช่างคุมงาน) ลักษณะเด่นของพระธาตุคือ มีลวดลายรูปดาบไขว้ปรากฏอยู่  และด้านข้างพระธาตุทั้ง ๔ ด้านมีกระโจมรูปสามเหลี่ยม ยอดประดับด้วยสัญลักษณ์คล้ายหอกสามง่าม...


ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปองค์เล็ก...



ด้านข้างมีศาลาประดิษฐานพระนอน...





มีพระบรมธาตุแช่แห้งจำลองด้วย...


พระอุโบสถก่อด้วยศิลาแลง..






พระประธานภายในอุโบสถ...



ทางขึ้นไปยังรอยพระพุทธบาทวังมะนาว


เห็นมณฑปครอบรอยพระพุทธบาท...







วัดปางม่วงกำลังสร้างวิหารทำด้วยไม้สักทั้งหลัง!!


เจ้าอาวาสวัย ๔๐ ปีกำลังคุมงานก่อสร้างหน้าบัน...



ท่านบอกกับญาติโยมว่า "เดือนพฤษภาฯ มีปอยหลวง...มาเน้อ"