วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Travellin' light ไปเวียดนาม - วัดเทียนมู่

City tour ช่วงเช้าเริ่มจากพระราชวัง บ้านสวนขุนนาง แล้วไปสิ้นสุดที่ "วัดเทียนมู่" วัดอายุเก่าแก่กว่า ๔00 ปี ตั้งอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำหอม  จริง ๆ แล้ววัดนี้อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง เพื่อน ๆ สามารถเช่าจักรยานปั่นมาเที่ยวเองได้ จากพระราชวังออกไปยังทางหลวงหมายเลข 1 (Le Duan) แล้วมุ่งหน้ามาตามถนนเลียบแม่น้ำแค่เพียง ๖ กิโลเมตรก็ถึงแล้ว 

จากบันไดทางขึ้น...ผมได้เห็นภาพสายน้ำอันงดงาม



ที่เห็นตั้งตระหง่านก็คือเจดีย์หรือหอฟุกเดียน (Phuoc Duyen Tower) สร้างในรัชสมัยพระเจ้าเถี่ยวตรีเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๗  เจดีย์รูป ๘ เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ มี ๗ ชั้นลดหลั่นกันไป (แด่พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ที่เสด็จมาโปรดสัตว์)  ความสูงโดยรวม ๒๑ เมตร สามารถเห็นได้ชัดเจน นับว่าเป็น landmark สำคัญริมฝั่งแม่น้ำหอม...




ด้านข้างซ้ายขวามีวิหารบรรจุศิลาจารึก...






และระฆังสำริดขนาดใหญ่หนักกว่า ๒ ตัน หล่อเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๕๓ เห็นบอกว่าถ้าเคาะระฆังนี้ จะได้ยินเสียงดังไปถึงตัวเมืองโน่น!!





เข้าไปยังบริเวณวัด ต้องเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไป...


พบกับรูปปั้นเทพเจ้าหกองค์ผู้คอยปกป้องความชั่วร้าย...










พูดถึงเรื่องวัดเทียนมู่ หนังสือท่องเที่ยวทุกฉบับจะต้องมีเรื่องของรถออสตินสีฟ้าคันนี้...


เพราะมันคือพาหนะซึ่งพระภิกษุถิกกว๋างดึ๊ก (Thích Quảng Đức) จากวัดเทียนมู่ ขับไปเผาตัวเองประท้วงในไซง่อนเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๖...

ภาพจาก wikipedia
ผมเกิดทันได้เห็นภาพพระเผาตัวประท้วงในไซ่ง่อนซึ่งถูกตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ภาพนี้...

ภาพชนะเลิศรางวัลพูลิตเซอร์ปี ๒๕๐๖ ถ่ายโดย Malcolm Browne

เพื่อน ๆ อ่านหน่อยครับ...
A relic - In this car The Most Venerable Thich Quang Duc went fromt An Wuong Pagoda to the intersection of Phan dinh Phung street and Le van Duyet street on June 11, 1963 in Saigon.
As soon as he got out of the car, the Most Venerable sat down in the lotus position and burnt himself to death to protest against the Ngo dinh Diem regime's policies of discriminating against Buddhists and violating religious freedom.

ลืมบอกไปว่าเจ้าไกด์หนุ่มไม่ได้ตามขึ้นไปด้วยหรอก ผมเห็นรออยู่ที่รถ ปล่อยให้ลูกทัวร์เที่ยวกันเอง!!

นักท่องเที่ยวที่มาด้วยกันต่างใช้เวลาที่วัดเทียนมู่ไม่นานนัก แค่เดินดูแล้วรีบกลับไปที่รถ คงจะหิวกันแล้ว!!

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Travellin’ light ไปเวียดนาม – An Hien Garden House

ไปกับทัวร์ก็ดีไปอย่างคือไม่ต้องคิดมาก แค่เดินตามไปไม่ให้หลง พยายามเปิดหูเปิดตาให้กว้างเข้าไว้ คอยบันทึกภาพและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ  บนเส้นทางเลียบแม่น้ำหอมไปยังเจดีย์เทียนมู่  (Thien Mu Pagoda) จุดสุดท้ายในช่วงเช้า เค้าพาไปดูบ้านสวนอายุ ๒๐๐ ปีของบรรดาขุนนางและข้าราชการระดับสูง ถ้าจะเปรียบไปแล้วคงคล้ายกับพาไปทัศนาที่อยู่ของมหาเศรษฐีแถวเบเวอร์ลีฮิลส์ในสหรัฐอเมริกา...


รถบัสไปจอดที่หน้าประตูรั้วของบ้านสวนแห่งหนึ่ง ลูกทัวร์ลงจากรถแล้วเดินตามไกด์หนุ่มเข้าไป...


บ้านขุนนางซึ่งมีชื่อว่า "An Hien Garden House"  เป็น excursion ก่อนที่จะไปวัดเทียนมู่....


บ้านที่เห็นเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ยึดหลักฮวงจุ้ย บนที่ดิน ๔,๖๐๘ ตารางเมตรหันหน้าสู่แม่น้ำหอม มีบ้านเนื้อที่ขนาด ๑๓๕ ตารางเมตรอยู่ตรงกลาง ด้านหน้าสร้างสระน้ำเอาไว้  คนเฒ่าคนแก่ชาวเวียดนามบอกว่ามีไว้เพื่อกันผี เค้าเชื่อกันว่าถ้าเป็นผีผ่านเข้ามาจะไม่มีเงาสะท้อนปรากฏให้เห็นบนผิวน้ำ...


ไกด์หนุ่มพาลูกทัวร์ไปหยุดยืนอยู่หน้าบ้านแล้วเริ่มสาธยาย พอพูดถึงคำว่า "แมนดาริน" ก็เกิดวิวาทะกับหนุ่มฝรั่งคนหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างถือดี คิดว่าตัวเองรอบรู้  หนุ่มเวียดถามด้วยความไม่พอใจว่ารู้จักแมนดารินหรือเปล่า? ฝรั่งอึกอักตอบว่า "คนจีน" ไกด์แสดงสีหน้าเย้ยหยันแล้วบอกว่าเป็นคนเวียดนาม  จริง ๆ แล้วไม่มีใครผิด นอกจากจะหมายถึงจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่แล้ว แมนดารินก็คือพวกขุนนางหรือข้าราชการระดับสูงของจักรพรรดิเวียดนาม วันนี้เค้าพามาดูบ้านสวนของศักดินาชาวเวียด  ซึ่งก็ยังดีกว่าไปดูเรือนขุนช้างที่วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี...

เพื่อน ๆ ตามไปดูด้วยกันนะ....




แท่นบูชาบรรพบุรุษตั้งอยู่ตรงกลาง...











จากนั้นก็เดินชมสวน ก่อนกลับไปขึ้นรถ...




ผมอยากรู้อยู่เหมือนกันว่าลูกอะไร แต่ไม่รู้จะถามใครดี!

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เมื่อคนแบกเป้หายป่วย...

สวัสดีครับ เพื่อน ๆ ที่รักทุกท่าน...   ผมหายเงียบไปนานกว่า ๒ สัปดาห์ เนื่องจากโดนไข้หวัดเล่นงาน ความภูมิใจที่ตัวเองเคยทนร้อนทนหนาวและทนแดดทนฝน ตอนนี้ไม่หลงเหลืออยู่เลย ผมเริ่มเตือนตัวเองว่า "ถ้าไม่หันกลับมาดูแลสุขภาพตัวเอง  คงจะอยู่เขียนบล็อก exploring the world ได้อีกไม่นาน..." 



ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่าถ้าขอให้มีอายุยืนยาวต่อไป ผมจะขออีกสักกี่ปี?  "๑๐ ปีพอแล้ว!" นั่นคือคำตอบของผม  ตอนนี้ผ่านมาแล้วเกือบ ๒ ปี จากนี้ไปผมจึงขออยู่ในโลกใบนี้อีกสัก ๙ ปี น่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะถึงตอนนั้นเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยก็คงจะหมดหรือใกล้หมดเต็มที สายตาคงจะใช้การไม่ได้ดีอีกต่อไป และหัวใจคงอ่อนล้าจนพร้อมที่จะหยุดเต้นได้ในทุก ๆ นาทีที่ผ่านเลยไป!

แล้ว ๙ ปีหรือ ๓ พันกว่าวันที่เหลืออยู่ผมจะทำอย่างไรกับชีวิตดี?  คำตอบมีดังนี้..

  • อยู่เพื่อใช้หนี้ ผมยังคงมีหนี้สินที่จะต้องชำระอีก ๒ ราย รวมเป็นเงินประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ บาท ขอสัญญาว่าหลังสงกรานต์ปี ๒๕๕๘ ผมจะเคลียร์ให้หมดทั้ง ๒ รายการ
  • อยู่เพื่อดูแล ผมยังมีหน้าที่ดูแลผู้อยู่ใกล้ชิดซึ่งคงต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งจนถึงตัวเองซึ่งถ้าหากไปก่อนก็ปิดฉากได้  แต่ถ้าเหลือเป็นคนสุดท้าย ถึงตอนนั้นคงไม่มีใครมาช่วยดูแล  เคยบอกตัวเองเสมอว่าจะไม่ทำให้ตัวเองเป็นภาระสำหรับผู้อื่น ในบั้นปลายของชีวิต ผมก็ยังเชื่อมั่นเช่นนั้นเสมอ
  • อยู่เพื่อให้ จริง ๆ แล้วไม่มีอะไรจะให้ได้มากนัก นอกจากความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ และประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ ผมก็พยายามที่จะให้  แม้เด็กรุ่นใหม่และผู้ปกครองดูเหมือนจะไม่เห็นคุณค่าสักเท่าใด
  • อยู่เพื่อขออภัย  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเคยทำผิดพลาดไว้ ส่วนใหญ่เป็นการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นการกระทำที่ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสิน หรือบางครั้งก็เถรตรงเกินไป ผมยังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะได้เอ่ยปากคำว่าขอโทษ...
  • อยู่เพื่อเสพ ข้อนี้ดูเหมือนจะเอนมาทางเป็นผู้รับ เพราะผมอยากจะให้รางวัลชีวิตกับตัวเองคือ ดูหนัง อ่านหนังสือ และท่องเที่ยว
  • อยู่เพื่อรอการพิสูจน์ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"  ผมอยากจะได้เห็นในสัจธรรมข้อนี้ ก่อนที่จะจากโลกนี้ไป

ช่วงที่ป่วย ผมมีเวลาได้คิดทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมาค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกเอาเสียเลย ชีวิตผมเหมือนกับกังหันลมในช่วงที่ปราศจากแรงลม  พลังในตัวผมอ่อนลงจนแทบวัดค่ามิได้ ถึงกระนั้นผมก็ยังมีความหวังว่าอีกไม่ช้า จะมีลมพัดมาแล้วทำให้ชีวิตได้โลดแล่นอีกครั้ง

เมื่อคนแบกเป้หายป่วย เขาจะกลับไปวางแผนเดินทางต่อ ดวงตาจะเปล่งประกาย ฉายแววแห่งความหวังเหมือนดังเดิม พร้อมที่จะเขียนบล็อกต่อไป  อยากบอกเพื่อน ๆ ว่า "ผมกลับมาแล้วครับ..."

ด้วยรักและคิดถึง...