แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้านหนองบัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้านหนองบัว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

โฮมสเตย์หมู่บ้านช้าง บ้านหนองบัว

ไปเที่ยวหมู่บ้านช้างบ้านจังหวัดสุรินทร์...ผมได้พักแบบโฮมสเตย์ที่บ้านหนองบัว ตามที่ได้เขียนไว้ใน แบกแรดไปสุรินทร์ - หาที่พักในหมู่บ้านช้าง



“โฮมสเตย์” ต่างกับที่พักแบบอื่น ๆ ตรงไหน? และทำไมจึงต้องเป็นโฮมสเตย์  เว็บโฮมสเตย์ไทย  อธิบายไว้ชัดเจนว่า...
ท่องเที่ยว และเลือกพักแบบ “โฮมสเตย์” ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งเต็มใจที่จะถ่ายทอดวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งแบ่งพื้นที่ของบ้านพักอาศัยและอาหารเพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยว เสมือนเป็นสมาชิกหรือญาติ พร้อมทั้งถ่ายทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นแก่นักท่องเที่ยวและพานักท่องเที่ยวเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวและทำกิจกรรมต่างๆ นักท่องเที่ยวได้พบเจอผู้คน สัมผัสวิถีชีวิตที่แปลกใหม่ จากวัฒนธรรมที่แตกต่าง ในรูปแบบเรียบง่าย ท่ามกลางความเป็นธรรมชาติ และวิถีชีวิตชนบทที่แปลกไปจากที่เคย
พัก ๒ คืนในบ้านหลังใหญ่ มีผมนอนอยู่คนเดียว สบายมาก ๆ ครับ...


ห้องนอนอยู่ชั้นบน...







สองวันที่พักอยู่ ผมครองพื้นที่คนเดียวทั้งหมดเล้ย...


แต่ก็ต้องระวังอยู่ ๒ อย่าง คือตอนขึ้นลงบันได...


และเวลาสวมเสื้อต้องระวังอย่ายกมือขึ้นสุดแขน เพราะพัดลมเพดานอยู่ต่ำ คนตัวสูงมีสิทธิ์โดนใบพัดปัดมือ!!  นอกนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวล...


โฮมสเตย์คือการได้พักอยู่กับเจ้าของบ้าน แม้ว่าท่านจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม สำหรับผมแล้วสบายมั่ก...


มีเครื่องซักผ้าให้ใช้ด้วยรึ!


ดูห้องน้ำหน่อย ผมรับได้นะอย่างเนี้ย...


มีกาต้มน้ำ ตู้เย็น พร้อมน้ำเย็น กาแฟ และขนมให้กินฟรีซะอีก!


พัดลม ปลั๊กไฟมีให้ชาร์จแบตโดยไม่ต้องแย่งกัน...


ที่สำคัญคือ ที่พักโฮมสเตย์ติดอยู่กับบ้านของหมอช้าง...


ทำให้ได้คุยกับหมอช้างตัวจริงเสียงจริง...


ส่วน "บ้านบุญเหลือ" ซึ่งอยู่ตรงข้ามก็มีของจำหน่าย ทั้งพ่อบ้านและแม่บ้านคอยดูแลให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี...


ใต้ถุนบ้านยังสามารถไปสัมผัสช้างสองแม่ลูก (แม่ชื่อสาว ลูกชื่อน้อย) แบบประชิดติดงวง!


คุณป้าใจดีให้ผมได้ลองให้อาหารช้าง...


คุ้มสุด ๆ กับค่าที่พักแค่คืนละ ๑๕๐ บาท!  ผมดีใจที่มาเยือน... 

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สุสานช้าง บ้านหนองบัว จ.สุรินทร์


คำว่า "สุสานช้าง" ถ้าเป็นทางเหนือก็จะเรียกว่า "ป่าเห้วจ๊าง" แต่ไม่มีใครสร้างไว้ เมื่อช้างตายคงจะเอางา กระดูก และหนังไปเป็นประโยชน์กันหมด ดังคำที่ว่า "พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี"  แต่ที่จังหวัดสุรินทร์มี "สุสานช้าง (Elephant's Graveyard)" ซึ่งนับเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย และแห่งเดียวในโลกก็ว่าได้ 



วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๙ ผมปั่นจักรยานจาก "บ้านบุญเหลือ" หมู่ ๑๔ บ้านหนองบัว ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานกลุ่มโฮมสเตย์ ไปยังวัดป่าอาเจียงซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของสุสานช้าง ตั้งใจมาแต่แรกแล้วว่าจะต้องไปเยือนให้ได้ พอมาถึงวันแรก ยังไม่ทันได้เข้าที่พัก ท่านประธานสภา อบต. ก็ให้จักรยานผมออกปั่นทันที..


ไปอีกไม่ไกล เลี้ยวขวาเข้าไปยังวัดป่าอาเจียง...


พบป้ายบอกทางไปสุสานช้าง...


อยู่นั่นไง...


มีป้ายด้วย อ่านหน่อยนะ...

ประวัติความเป็นมาของสุสานช้าง...สุสานช้าง หมายถึงที่ฝังศพช้างที่เสียชีวิต ให้ได้กลับคืนมาอยู่รวมกัน เป็นสถานที่เก็บรวบรวมโครงกระดูกหรือประวัติของช้างแต่ละเชือกตลอดทั้งข้อมูลของช้าง ประวัติชาติพันธุ์ และสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวรอบรับโครงการนำช้างคืนถิ่น อีกทั้งยังเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สืบค้นข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นคนกับช้างที่มีเพียงหนึ่งเดียวประจำจังหวัดสุรินทร์ และประเทศไทย และแห่งเดียวในโลก โดยส่วนรวมไว้บริการสำหรับผู้สนใจทั่วไปให้สมบูรณ์แบบอยู่ในสถานที่เดียวกันสืบต่อไป
สุสานช้างนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่พักสงฆ์วัดป่าอาเจียง โดยความคิดริเริ่มและนำพาของหลวงพ่อพระครูสมุห์หาญ ปญญาธโร รศ.อัจฉรา ภาณุรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นายเสนีย์ จิตตเกษม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และนายอนันตพล บุญชู นายอำเภอท่าตูม ในขณะนั้น รองรับญาติธรรมสายบุญสายศรัทธาผู้มาเยี่ยมเยือนสนับสนุนโครงการช้างคืนถิ่นให้ประสบความสำเร็จในอนาคต
เป็นหลุมฝังศพช้างเรียงรายอยู่ในป่าละเมาะของวัดป่าอาเจียง...






ท่านประธานฯ บอกว่าหลุมเก็บโครงกระดูกช้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเมตรครึ่ง ติดกระจกด้านบน สามารถมองเห็นได้ มักจะมีขโมยมาขุด จึงได้ทำที่ครอบเป็นรูปหมวกโบราณปิดเอาไว้อย่างที่เห็น...



วันนี้มีเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา...



ตาแก่เมืองลำปางซึ่งบ้านอยู่ห่างจากศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยแค่ ๑๐ กว่ากิโลเมตรก็มาทัศนศึกษากับเค้าด้วย!