แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่าตูม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท่าตูม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บ้านบุญเหลือ

รถสองแถวสายสุรินทร์-กระโพ พาผมไปลงที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน แล้วท่านผู้ใหญ่ฯ ก็พาผมเดินไปยัง "บ้านบุญเหลือ" ศูนย์ประสานงานกลุ่มโฮมสเตย์บ้านหนองบัวซึ่งอยู่ไม่ไกล...



มี "ศาลปะกำ" อยู่หน้าบ้าน...


เว็บ truelife.com กล่าวไว้ว่า...
ศาลปะกำเป็นเสมือนเทวาลัย ที่สิงสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษและผีปะกำ ตามความเชื่อของชาวกูย นิยมปลูกสร้างไว้ในชุมชน คุ้มบ้าน หรือที่บ้านของทายาทฝ่ายบิดา มีลักษณะเป็นเรือนไม้คล้ายหอสูง มีเสาสี่ต้น หันหน้าไปทางทิศเหนือ ณ ตำแหน่งที่เงาบ้านไม่ตกทับตัวศาลและเงาศาลไม่ตกต้องตัวบ้าน ศาลปะกำใช้เป็นที่เก็บรักษาหนังปะกำ และอุปกรณ์ในการคล้องช้าง ชาวกูยเลี้ยงช้างเชื่อว่าหากจะทำกิจการอันใด ต้องทำพิธีเซ่นไหว้ เพื่อบอกกล่าวและขอพรผีปะกำ เพื่อความเป็นสิริมงคล และเสี่ยงทายผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ

อยู่บนพื้นที่ร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้...อาคารสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ คูหานึงเปิดเป็นร้านขายของชำ



เจ้าบ้านคือคุณประชิด บุญเหลือ ประธานสภา อบต. กระโพ และประธาน อสม. หมู่ ๑๔  ผู้มีอัธยาศัยดี ท่านคอยดูแลและให้ความช่วยเหลือผมเป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกประทับใจมาก ต้องขอขอบพระคุณ...

ภาพนำมาจากเว็บ อบต.กระโพ (ตกแต่งด้วย PhotoShop)

แม่บ้านของท่านก็ใจดี กรุณานำผลไม้จากต้นที่บ้านมาให้ผมได้ลิ้มรส






คุณปู่อายุ ๘๘  ปี ยังคงแข็งแรง ท่านรดน้ำสวนครัวแล้วเดินมาถามผมถึงอำเภอห้างฉัตร ลำปาง...





ส่วนคุณย่าก็แข็งแรงเช่นกัน เช้าวันพระ...ผมเห็นท่านขี่มอเตอร์ไซค์ไปวัดด้วยตนเอง!


บ้านบุญเหลือมีสมาชิกเป็นช้างสองแม่ลูก  ลูกชื่อ "น้อย"...


ส่วนแม่ชื่อ "สาว" กำลังมีท้องอ่อน ๆ


สมาชิกบ้านบุญเหลือช่างมีบุญหลายแท้น้อ...

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

โฮมสเตย์หมู่บ้านช้าง บ้านหนองบัว

ไปเที่ยวหมู่บ้านช้างบ้านจังหวัดสุรินทร์...ผมได้พักแบบโฮมสเตย์ที่บ้านหนองบัว ตามที่ได้เขียนไว้ใน แบกแรดไปสุรินทร์ - หาที่พักในหมู่บ้านช้าง



“โฮมสเตย์” ต่างกับที่พักแบบอื่น ๆ ตรงไหน? และทำไมจึงต้องเป็นโฮมสเตย์  เว็บโฮมสเตย์ไทย  อธิบายไว้ชัดเจนว่า...
ท่องเที่ยว และเลือกพักแบบ “โฮมสเตย์” ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งเต็มใจที่จะถ่ายทอดวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งแบ่งพื้นที่ของบ้านพักอาศัยและอาหารเพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยว เสมือนเป็นสมาชิกหรือญาติ พร้อมทั้งถ่ายทอดประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นแก่นักท่องเที่ยวและพานักท่องเที่ยวเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวและทำกิจกรรมต่างๆ นักท่องเที่ยวได้พบเจอผู้คน สัมผัสวิถีชีวิตที่แปลกใหม่ จากวัฒนธรรมที่แตกต่าง ในรูปแบบเรียบง่าย ท่ามกลางความเป็นธรรมชาติ และวิถีชีวิตชนบทที่แปลกไปจากที่เคย
พัก ๒ คืนในบ้านหลังใหญ่ มีผมนอนอยู่คนเดียว สบายมาก ๆ ครับ...


ห้องนอนอยู่ชั้นบน...







สองวันที่พักอยู่ ผมครองพื้นที่คนเดียวทั้งหมดเล้ย...


แต่ก็ต้องระวังอยู่ ๒ อย่าง คือตอนขึ้นลงบันได...


และเวลาสวมเสื้อต้องระวังอย่ายกมือขึ้นสุดแขน เพราะพัดลมเพดานอยู่ต่ำ คนตัวสูงมีสิทธิ์โดนใบพัดปัดมือ!!  นอกนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวล...


โฮมสเตย์คือการได้พักอยู่กับเจ้าของบ้าน แม้ว่าท่านจะจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม สำหรับผมแล้วสบายมั่ก...


มีเครื่องซักผ้าให้ใช้ด้วยรึ!


ดูห้องน้ำหน่อย ผมรับได้นะอย่างเนี้ย...


มีกาต้มน้ำ ตู้เย็น พร้อมน้ำเย็น กาแฟ และขนมให้กินฟรีซะอีก!


พัดลม ปลั๊กไฟมีให้ชาร์จแบตโดยไม่ต้องแย่งกัน...


ที่สำคัญคือ ที่พักโฮมสเตย์ติดอยู่กับบ้านของหมอช้าง...


ทำให้ได้คุยกับหมอช้างตัวจริงเสียงจริง...


ส่วน "บ้านบุญเหลือ" ซึ่งอยู่ตรงข้ามก็มีของจำหน่าย ทั้งพ่อบ้านและแม่บ้านคอยดูแลให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี...


ใต้ถุนบ้านยังสามารถไปสัมผัสช้างสองแม่ลูก (แม่ชื่อสาว ลูกชื่อน้อย) แบบประชิดติดงวง!


คุณป้าใจดีให้ผมได้ลองให้อาหารช้าง...


คุ้มสุด ๆ กับค่าที่พักแค่คืนละ ๑๕๐ บาท!  ผมดีใจที่มาเยือน... 

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ถึงสุรินทร์

สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชีมีนาฬิกาดิจิตอลติดตั้งอยู่เหนือชานชาลา...ดูเวลาได้ชัดเจน!


๒๐.๑๕ น. กำลังคิดว่าอีกครึ่งชั่วโมงก็ได้ไปแล้ว ผมได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่รถไฟแจ้งว่า "รถเสียเวลา ๓๐ นาที"  อ้าว...งั้นรถก็เข้า ๓ ทุ่ม ๑๕ ดิ!  ยังก่อน ๆ...ต่อมาประกาศเลื่อนออกไปอีกเป็น ๔ ทุ่ม! แต่ผมไม่อาทร เพราะไปถึงสุรินทร์ไม่ว่าตี ๓... ตี ๕... หรือ ๖ โมงก็คือกัน! นั่งอยู่ที่นี่ไม่มียุงเหมือนที่สถานีรถไฟมัณฑะเลย์...จะไปกลัวอะไร! ผมทดลองนอนตะแคงขดตัวบนม้ายาวดูบ้าง!


๒๒.๐๓ น. หนุ่มรถไฟมาบอกว่ารถกำลังจะเข้า เค้าเอาไฟฉายส่องดูหมายเลขตู้บนตั๋วแล้วพาเดินข้ามทางรถไฟไปส่งให้ยืนรอ ณ จุดที่จะขึ้นตู้ ๖ ได้พอดี ๆ (บริการเช่นนี้ตามสถานีใหญ่ ๆ คงไม่มี) พอรถเข้าเทียบ ผมเดินไม่เกิน ๓ เมตรไปขึ้นบันได แล้วตรงไปยังที่นั่งหมายเลข ๔๘ ซึ่งอยู่ทางด้านซ้าย มีผู้หญิงนั่งอยู่ด้านข้างติดหน้าต่าง ส่วนเบาะตรงข้ามมีหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอยิ้มให้!

รถเคลื่อนออกทันทีเมื่อคนขึ้นหมด...


ผมบันทึกไว้ว่า...
นั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ - มีคนขายของเดินผ่าน (กาแฟร้อน ๑๐ บาท) - ต้องระวังเพราะที่นั่งแคบ - ถึงสถานีปากช่องเวลาเที่ยงคืน - สาวสวยนั่งตรงข้ามลงไปหญิงนั่งข้างย้ายไปนั่งแทน - นั่งคนเดียวสบายหน่อย หลับดีขึ้น - ถึงสถานีบุรีรัมย์ - เจ้าหน้าที่เดินบอกให้ทราบถึงสถานีที่จะถึง ได้ยินชัดเจน - ถึงสถานีกระสัง ไปห้องน้ำ - take a leak ล้างหน้า และเตรียมตัวลง

พอผ่านกระสังก็เตรียมตัวลง สถานีข้างหน้าไม่ใช่กระสือ...แต่เป็นสุรินทร์  ผมเดินไปรอที่ทางลงขณะรถลดความเร็วเข้าเทียบชานชาลา


ถึงสถานีสุรินทร์แล้วคร้าบบบบ...


มอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้ามาถามว่าจะไปไหน ผมบอกว่ายังไม่ไป แล้วเดินหาที่นั่งให้เจ้าแรด...


มอเตอร์ไซค้รับจ้างอีกคนนึงเข้ามาถามอีก พอรู้ว่าจะไปท่าตูมก็บอกว่าต้องไปขึ้นรถที่ขนส่ง ห้องน้ำที่นี่กว่าจะเปิดก็ ๕-๖ โมง...แต่ที่นั่นเปิดตลอด เค้าขอค่าพาส่ง โดยคิด ๒๐ บาท ผมก็ยังไม่ไป  ไม่เห็นจะต้องรีบร้อน...ท้องฟ้ายังมืดอยู่เลย  ผมนั่งจดบันทึก..มองดูรถไฟฟรี (สุรินทร์-กรุงเทพ) เคลื่อนขบวนเข้าเทียบ!


แอบไปดูที่บอร์ด...


เห็นได้ว่าไปหมู่บ้านช้างต้องออกจากตัวเมืองสุรินทร์ไปไกลเหมือนกัน แต่รู้แล้วล่ะว่าต้องนั่งสองแถวไป...


เมื่อได้เวลาห้องน้ำเปิด  ก็ต้องเข้าซะหน่อย!  จ่าย ๓ บาท...


มีห้องอาบน้ำด้วยนะ สถานีรถไฟในเมืองไทย...มันก็ดีตรงนี้แหละ!


ฟ้าเริ่มสาง...ถ้าเป็นพระเณร ก้มลงเห็นเส้นลายมือก็ได้เวลาออกบิณ ผมกินขนมเปี๊ยะอาจารย์บี ๒ ชิ้นกับแล็คตาซอยแล้วเก็บสมุดบันทึก ยกเป้สะพายหลังแล้วเดินออกจากสถานี เห็นภาพผู้โดยสารซึ่งได้อาศัยพื้นที่ด้านหน้าหลับนอนตอนกลางคืน รู้สึกซึ้งน้ำใจของสถานีรถไฟสุรินทร์!


ผมลอดป้ายขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพออกสู่อ้อมกอดของจังหวัดสุรินทร์...


จุดมุ่งหมายข้างหน้าคือ "สถานีขนส่ง"