จากวัดหนองผำ (W3) ผมปั่นจักรยาน 450 เมตร ถึงวัดกู่บวกกู่ (W4)...

่
มีป้ายของกรมศิลปฯ ตั้งอยู่ พิมพ์ให้เพื่อน ๆ อ่านง่าย ๆ แล้วดังนี้
โบราณสถานวัดกู่่บวกกู่วัดกู่บวกกู่ ตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของแม่น้ำอิง ภายในพื้นที่เมืองโบราณเวียงลอ ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา มีอาคารหลักซึ่งถูกใช้ในหน้าที่เป็นวิหารที่มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยวางตัวในแนวทิศตะวันออก - ตะวันตก มีขนาดกว้าว 11.50 เมตร ยาว 27.00 เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือ อาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นอาคารโถง มีเสาอาคารก่อด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยม รับโครงสร้างส่วนบนซึ่งเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง พบชิ้นส่วนกระเบื้องดินขอเป็นจำนวนมากจากการขุดแต่ง อาคารมีการก่อสร้างทับซ้อน 2 สมัย ในสมัยแรกเป็นอาคารมีขนาดเล็กกว่าสมัยที่ 2 มีร่องรอยการขยายพื้นที่ออกไปทางด้านทิศตะวันตก และมีการสร้างลานประทักษิณเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่วิหารและเจดีย์เข้าด้วยกัน ในส่วนของเจดีย์ ปัจจุบันพบเพียงส่วนฐานเขียง มีขนาด 9 x 9.50 เมตร และทางด้านทิศตะวันออกพบแท่นวางสิ่งสักการะ อายุสมัยกำหนดให้อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 23 จากหลักฐานโบราณวัตถุ ภาชนะดินเผา จากแหล่งต่าง ๆ ในพื้นที่ล้านนาและเครื่องถ้วยที่ผลิตในสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911 - 2109) ซึ่งแพร่หลายในพื้นที่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 22 และจากตัวอักษรที่มีการจารึกลงบนก้อนอิฐที่ขุดพบ นิยมใช้ในพุทธศตวรรษที่ 21 -23
กู่บวกกู่ : ตั้งอยู่ถัดจากวัดหนองผําไปทางทิศตะวันตกใกล้แนวกําแพงเมืองเวียงลอ โบราณสถานในกลุ่มนี้ประกอบด้วยเจดีย์ซึ่งคงเหลือเพียงฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนเหลื่อมกัน 2-3 ชั้น ด้านตะวันออกของเจดีย์มีแท่นบูชาขนาดเล็กตั้งอยู่ ถัดจากแท่นบูชาเป็นวิหารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก มีบันไดทางขึ้น 3 ทาง โดยบันไดทางขึ้นหลักอยู่ทางทิศตะวันออก มีบันไดขนาดเล็กอีก 2 บันได อยู่ในแนวผนังด้านทิศเหนือ (ค่อนไปทางตะวันตก) และด้านทิศตะวันตกของอาคาร โดยบันไดที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกนี้มีขนาดเล็กกว่าด้านเหนือและอยู่ใกล้ตําแหน่งหลังฐานชุกชีวิหาร ทําให้สันนิษฐานได้ว่าบันไดนี้น่าจะใช้สําหรับให้ภิกษุสงฆ์เดินขึ้นสู่วิหาร พื้นวิหารปูด้วยอิฐทั้งแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่และอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เต็มพื้นที่แต่บางส่วนมีสภาพผุเปื่อย อิฐบางก้อนมีจารึกตัวอักษรธรรมล้านนา และวาดภาพลายเส้นบุคคลและสัตว์ โดยมีภาพสําคัญเป็นภาพบุคคลแต่งเครื่องทรง สวมมงกฏนั่งบนหลังช้าง ซึ่งน่าจะเป็นบุคคลชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองของเวียงลอ และเป็นไปได้ว่าบุคคลในภาพวาดนั้นน่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับผู้ที่ปั้นอิฐได้พบเห็นจึงนํามาวาดเป็นภาพไว้บนก้อนอิฐจึงเป็นภาพวาดที่สื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตและสภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้นว่าคงมีความสงบสุข บริเวณพื้นที่ส่วนท้ายวิหารพบร่องรอยฐานชุกชีสภาพปรักหักพัง แต่จากตําแหน่งของบันไดขนาดเล็กที่พบด้านหลังฐานชุกชี ทําให้สันนิษฐานได้ว่าแท่นชุกชีนี้คงก่อสร้างไม่เต็มพื้นที่ผนังด้านหลังเพราะต้องเว้นช่องให้ภิกษุเดินจากบันไดด้านตะวันตกเข้าสู่ในวิหาร การขุดตรวจบนพื้นวิหาร พบว่าวิหารหลังนี้มีการก่อสร้างและบูรณะครั้งใหญ่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง โดยในการก่อสร้างครั้งแรก พื้นวิหารมีลักษณะเป็นพื้นปูอิฐและอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นในปัจจุบันประมาณ 20 เซนติเมตร โดยวิหารในยุคแรกสร้างนี้มีแท่นสงฆ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ติดแนวผนังด้านทิศใต้ของวิหาร และมีฐานเสาเป็นหินทราย ต่อมาจึงมีการปรับระดับปูอิฐยกพื้นวิหารให้สูงขึ้นทําให้อิฐพื้นวิหารในยุคที่ 2 นี้ปูทับขึ้นบนแท่นสงฆ์และฐานเสาเดิมโดยการบูรณะซ่อมแซมในครั้งที่ 2 นี้น่าจะเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 21 เพราะได้พบหลักฐานสําคัญคือชิ้นส่วนเศียรพระพุทธดินเผารูปทรงเครื่องซึ่งแสดงความสัมพันธ์กับศิลปะปูนปั้นที่ประดับผนังวิหารวัดเจ็ดยอดเมืองเชียงใหม่ที่สร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 20– ต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ดังนั้นการบูรณะวิหารหลังนี้จึงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังการสร้างวิหารวัดเจ็ดยอดเล็กน้อย อุโบสถตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของวิหาร มีลักษณะเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก สภาพค่อนข้างปรักหักพังพบร่องรอยของอิฐปูพื้นและฐานชุกชีขนาดเล็กอยู่ติดผนังด้านท้ายอาคาร ผลการขุดแต่งพบหลักฐานว่าอุโบสถหลังนี้มีการก่อสร้างบูรณะ 2 ครั้งเช่นกัน โดยการบูรณะในครั้งที่ 2 นั้น ได้ขยายอาคารออกไปด้านทิศเหนือทําให้พื้นอาคารในยุคนี้ปิดทับใบเสมาของอุโบสถในยุคที่ 1 ไว้ด้านใน
(ที่มา
- รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์
โครงการวิจัยการสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคนริมน้ําอิง
โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเวียงลอ ตําบลลอ อําเภอจุน จังหวัดพะเยา
โดยนายชิต กาศสนุก และ นายมนัส เวียงลอ หัวหน้าโครงการและคณะ)

ป้ายบรรยายเกี่ยวกับ "อุโบสถ" กล่าวว่า...
อาคารอยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวตามแนวทิศตะวันออก - ตะวันตก มีขนาดกว้าง 5.20 เมตร ยาว 9.50 เมตร พบก้อนหินกรวดแม่น้ำปักล้อมรอบอาคารอย่างมีแบบแผน ลักษณะการใช้งานเป็น "สีมา" จากหลักฐานดังกล่าว อาคารหลังนี้ถูกใช้งานในหน้าที่ "อุโบสถ" และพบร่องรอยหลักฐานการก่อสร้างแบ่งได้ 2 สมัย สมัยแรกเป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า และในสมัยต่อมาได้มีการขยายพื้นที่ใช้งานไปทางด้านทิศเหนือ การรื้อถอน "สีมา" เดิมออก แต่กลบฝังไว้ในพื้นที่ได้ทำการขยาย โบราณวัตถุที่พบคือชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาที่พอมีที่มาจากแหล่งเตาล้านนา เช่น เตาพาน เตาสันกำแพง เตาพะเยาฯ จากแหล่งสุโขทัย - ศรีสัชนาลัย และเครื่องถ้วยที่ผลิตในสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911 - 2109) ซึ่งแพร่หลายในพื้นที่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 22 ยังพบก้อนอิฐที่มีการจารึกตัวอักษรที่นิยมในพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 อุโบสถของวัดกู่บวกกู่มีการใช้งานในพุทธศตวรรษที่ 20 - 23
แดดเริ่มร้อนแล้วครับ...ไปต่อดีฝ่า!!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น