วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

บ่อน้ำสองพี่น้อง วัดพระเจดีย์ซาวหลัง


จากพระอุโบสถวัดพระเจดีย์ซาวหลัง ผมอ้อมไปทางด้านหลัง เดินเลี้ยวขวาไปยัง "บ่อน้ำสองพี่น้อง"


ผ่านกุฏิสงฆ์ที่เรียงรายอยู่ด้านซ้ายมือไปหลายหลัง....


 

จนสุดระยะที่ "บ่อน้ำสองพี่นอง"...


"บ่อน้ำสองพี่น้อง" วัดพระเจดีย์ซาวหลัง มีประวัติความเป็นมาดังนี้...
ในกาลครั้งหนึ่งมีชายกำพร้าอนาถา ๒ คนพี่น้องมีความยากจนมาก คิดที่จะสร้างกุศล จึงได้ปรึกษาหารือกันว่า "ในชาติปางก่อนหนหลังเราทั้งสองเห็นจะเห็นจะไม่ได้ทำบุญอะไร คงจะเป็นคนใจคอคับแคบ ไม่ได้สละสิ่งของให้แก่คนอื่น ไม่เอื้อเฟื้อช่วยเหลือคนอื่น ดูถูกเหยียดหยามคนจนอนาถาเป็นแน่ เกิดมาชาตินี้จึงเป็นคนถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง เป็นคนจนไร้สมบัติ ไม่มีที่พึ่งอาศัย" เมื่อชายคนพี่พูดจบแล้ว ได้ชักชวนน้องว่า "นับเป็นบุญญาโชควาสนาของเราแล้วที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก ได้มาพบพระอรหันต์เถระเจ้า"  ในที่สุดก็ตกลงจะสร้างบ่อน้ำถวายคนละ ๑ บ่อ จึงพากันไปถึงสถานที่จะขุดบ่อน้ำ ทั้งสองพร้อมใจกันอธิษฐานว่า "ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน เป็นคนจนเข็ญใจ ไร้ทรัพย์สมบัติ ทั้งเป็นคนกำพร้า ไม่มีที่พึ่งพิงอาศัย มีจิตใจเลื่อมใคร่ที่จะสร้างบ่อน้ำถวายพระอรหันต์เถระเจ้า ณ ที่นี้ เมื่อขุดขออย่าให้น้ำลึกเกินไป ขอให้ลึกเพียง ๑ วาเถิด" เมื่ออธิษฐานแล้วก็พากันลงมือขุดลึกไปได้ ๑ วา ก็มีน้ำใสสะอาดไหลซึมออกมา เมื่อเห็นเช่นนั้นทั้งสองพี่น้องก็นำเอาก้อนอิฐมาก่อเป็นรูปบ่อน้ำ เมื่อเสร็จแล้วจึงกล่าวมอบถวายแด่พระอรหันต์เจ้าทั้งสองรูป เพื่อจะได้ใช้ ได้ดื่ม ได้สงส์(อาบ) ต่อไป จากนั้นสองพี่น้องก็เอาต้นมะม่วงมาปลูกไว้คนละต้น...
 เพื่อน ๆ ไปดูด้วยกันนะครับ...





 



 อีกบ่อหนึ่งอยู่ทางด้านขวา...



 

หากเป็นจริงตามตำนาน บ่อน้ำสองพี่น้องแห่งนี้มีอายุกว่า ๒,๐๐๐ ปี น่าอัศจรรย์จริง ๆ ครับ!

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

อุโบสถวัดพระเจดีย์ซาวหลัง


นำตำนาน "พระเจดีย์ซาวหลัง" จากแผ่นพับที่มีอยู่พร้อมภาพประกอบมาโพสต์ไว้แล้ว....ผมก็อยากพาเพื่อน ๆ ไปชมภายในพระอุโบสถกันต่อ

 
ตามตำนานเล่าว่า...
ภาวะสงครามที่มีพม่ารุกรานมาตลอด ทำให้วัดพระเจดีย์ซาวหลังกลายเป็นวัดร้างในกาลต่อมา จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๕๗ ถึงได้มีพระภิกษุชาวพม่าชื่อ "อูชะยันต่าเถระ" เดินทางจากเมืองมัณฑะเลย์เพื่อมาสอนภิกษุสงฆ์ชาวพม่าในนครลำปาง ท่านได้นำหนังสือบันทึกเกี่ยวกับเจดีย์ซาวหลังมาด้วย แล้วแจ้งให้ชาวลำปางทราบ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันค้นหาโดยใช้เวลาถึง ๓ วัน พบกลุ่มซากเจดีย์ที่ผุพังและถูกปกคลุมด้วยต้นไม้เถาวัลย์น้อยใหญ่ จากนั้นจึงทำการแผ้วถางและบูรณะปฏิสังขรณ์เจดีย์ขึ้นใหม่โดยช่างพม่า เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๔ ทำการสมโภชเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๗๙  พร้อมกันนั้นได้สร้างพระอุโบสถขึ้นอีกหลังหนึ่ง ไดยขอพระราชวิสุงคามสีมาและผูกสีมาพร้อมฉลองพระอุโบสถในวันศุกร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๗๙ ตรงกับเดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๑๐ ค่ำ...




เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของนครลำปาง...ประตูโบสถ์เปิดต้อนรับผู้มาเยือนครับ


บานประตูลงรักปิดทอง...


เสาประดับไว้ด้วยกระจกสี...


ประดิษฐานพระประธาน พระพุทธรูปปางมารวิชัยงดงามยิ่ง...
























เก็บภาพเจ้าเหมียวไว้ ๑ บาน... ก่อนที่ผมจะออกไปยัง "บ่อน้ำสองพี่น้อง"





รูปเยอะหน่อยนะครับ อยากให้เพื่อน ๆ ที่รักได้เห็น...

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

วัดพระเจดีย์ซาวหลัง

"วัดพระเจดีย์ซาวหลัง" เป็นวัดเก่าแก่สร้างมานานกว่าพันปี ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองลำปาง ห่างจากกำแพงเมืองประมาณ ๒ กิโลเมตร...


ผมมีแผ่นพับวัดพระเจดีย์ซาวหลังเก็บไว้ ๑ ฉบับ มีข้อมูลเกี่ยวกับวัดอยู่ด้วยดังนี้...
๑. ชื่อวัด ตามหนังสือที่ ศธ.๐๔๕/๑๑๖๙ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๒๗ ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ รับรองสภาพว่าเป็นวัดโบราณสร้างก่อนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๘๕ ปรากฏชื่อว่า "วัดพระเจดีย์ซาวหลัง" ชาวบ้านเรียกชื่อ เช่น วัดป่าเจดีย์ซาว วัดเจดีย์ซาวหลัง วัดเจดีย์ซาว
๒. สถานที่ตั้ง ห่างจากตัวเมือง ๔ กิโลเมตร ห่างจากกำแพงเมือง กิโลเมตรที่ ๒ ถนนสายลำปาง - แจ้ห่ม
๓. เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๖๕ ตารางวา
๔. ลักษณะภูมิประเทศ มีทุ่งนาล้อมรอบ ตั้งระหว่างหมู่บ้านวังหม้อและหมู่บ้านห้วยทราย ห่างจากแม่น้ำวัง ๑ กิโลเมตร
๕. ศิลปกรรม แบบพม่า ได้รับการบูรณะในสมัยเจ้าพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองลำปางองค์สุดท้ายเป็นประธานการบูรณะ โดยช่างชาวพม่าที่อาศัยในนครลำปางขณะนั้น (พ.ศ. ๒๔๕๗ - พ.ศ. ๒๔๖๔)
๖. ตำนานศาสนวงศ์ (พ.ศ. ๒๐๐๖) สถานแห่งนี้เรียกกันว่ากุลนคร (เมืองละกอน หรือ ลัวะกอน) เขตอรัญวาสี มีพระอริยะเจ้าผู้สำเร็จอภิญญาสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ความเป็นไปในเมือง ได้อาศัยจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่นี้
๗. พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานให้ยกฐานะของวัดเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
ได้ไปเก็บภาพ "วัดพระเจดีย์ซาวหลัง" มาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้...


ตำนานที่เล่าสืบมาตั้งแต่อดีตกาลกล่าวว่า....
หลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วประมาณ ๕๐๐ ปี พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรื่องในชมพูทวีปและได้แพร่หลายออกไปยังนานาประเทศ อันเป็นผลมาจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ซึ่งพระโมคคัลลีบุตรและพระติสสะเถระเป็นประธาน ได้จัดส่งพระอริยะสงฆ์สาวกออกเผยแผ่ประกาศพระพุทธศาสนาในต่างแดนเป็นครั้งแรก ในกาลนั้นพระอรหันต์เถระเจ้า ๒ รูป ไม่ปรากฏนามได้จาริกมาถึงบริเวณสถานที่แห่งนี้ เห็นว่าเป็นที่สงบเงียบเหมาะที่จะบำเพ็ญสมณธรรม จึงได้เอาเป็นที่พำนักอาศัยและอบรมศีลธรรม สั่งสอน แนะนำพุทธบริษัทในละแวกนั้น ในกาลครั้งนั้นได้มีพญามิลินทร์เป็นเจ้าผู้ครองนครแห่งหนึ่งและมีอำนาจ ได้มีความเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระอรหันต์เถระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง จนรับเป็นผู้อุปัฏฐากด้วยศรัทธาแรงกล้า เจ้าพญามิลินทร์มีความประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปในอนาคต โดยคิดสร้างถาวรวัตถุขึ้นในสถานที่แห่งนี้ จึงได้นำความไปปรึกษากับพระอรหันต์เถระเจ้าทั้ง ๒ รูป ท่านก็เห็นชอบด้วย ได้ใช้มือเสยพระเกศา (เส้นผม) ติดมือมาองค์ละ ๑๐ เส้น รวมกันได้ ๒๐ เส้น แล้วส่งมอบให้เจ้าพญามิลินทร์ตามความประสงค์ เจ้าพญามิลินทร์ได้นำพระเกศาที่ได้มานั้นบรรจุในผอบทองคำเส้นละ ๑ ผอบ รวมทั้งของมีค่าต่าง ๆ นำบรรจุในหลุม แล้วก่อเป็นองค์เจดีย์ขึ้นครอบตามจำนวนเส้นเกศา ประดับด้วยยอดฉัตรทองคำ เพื่อเป็นที่สักการะแก่ชนรุ่นหลังต่อไป...









วิหารหลังเล็กประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน



กล่าวกันว่าใครนับเจดึย์ได้ครบ ๒๐ องค์ ผู้นั้นคือผู้มีบุญ ผมไม่ได้เข้าไปเดินนับข้างในเพราะไม่อยากเหยียบย่ำสนามหญ้าสวยงาม ครั้นจะเดินนับอยู่ข้างนอกก็ร้อนแดด คงต้องยอมรับว่าตัวเองไม่มีบุญ

ขอเพื่อน ๆ ช่วยไปนับแทนด้วยนะครับ!