แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยางเนิ้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยางเนิ้ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วัดต้นเหียว อ.สารภี

เพื่อน ๆ ที่รักครับ คอมพ์เสียอีกแล้ว แต่ยังซ่อมได้ ผมต้องเอาเมนบอร์ดเก่ากลับมาใช้ พร้อมทั้งใช้โปรแกรมแก้ไขเรื่องฮาร์ดดิสก์ ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นวัน ๆ นอกจากนั้นเมื่อวันที่ ๓-๔ ผมยังมีโอกาสนำจักรยานพับขึ้นรถไฟไปลงที่สถานีหลักสี่ แล้วปั่นไปร่วมงานคอนเสิร์ทของ ดร.หมอน นักวิทยาศาสตร์  นักเปียโน และนักแต่งเพลงผู้มีความสามารถ ได้แสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวและฟังเพลงเพราะ ๆ ก่อนที่จะปั่นจักรยานรถไฟหลักสี่เพื่อจับรถด่วนขบวนสุดท้ายกลับลำปาง นับได้ว่าเป็นทริปจักรยานพับช่วงสั้น ๆ ที่สามารถนำเรื่องมาเขียนให้เพื่อน ๆ ได้อ่านอีกอย่างน้อยก็อีก ๒-๓ วัน

ส่วน "FB Trip ไปลำพูน" ยังคงเหลือ "วัดต้นเหียว" อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโบนัสสำหรับทริปนี้อีกวัดนึง ่ได้แวะไปเยี่ยมชมก็เมื่ออาทิตย์ใกล้ลับลา จากวัดช่างเคิ่งผมปั่นจักรยานประมาณ ๑ กิโลเมตรครึ่งถึงทางเข้าวัดต้นเหียวซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ...


 

วัดต้นเหียว
สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๕ ตั้งชื่อวัดโดยใช้ชื่อต้นไม้ที่ขึ้นอยู่หน้าบริเวณวัด ซึ่งก็คือ “ต้นไม้เหียว” ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ราว  ๗ ไร่ภายในวัดปรากฏหลักฐานทางโบราณวัตถุสำคัญ คือหอพระไตรปิฏก หอธรรม อันเป็นที่เก็บคัมภีร์ธรรมใบลาน หนังสือประวัติคำสอนและพระไตรปิฎก ซึ่งสันนิษฐานว่าหอพระไตรปิฏกหลังนี้สร้างขี้นพร้อมกับวัดต้นเหียว นอกจากนี้ทางวัดต้นเหียวยังเก็บหลักฐานทางโบราณวัตถุอย่างอื่น ได้แก่ ของเก่าของวิหารหลังเก่า เช่น หน้าจั่ว กลองหลวง นาคกระตัน เป็นต้น




ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของหอธรรมวัดต้นเหียวนั้นมีความพิเศษกว่าวัดทั่วไปในล้านนา เพราะวัดทั่วไปส่วนใหญ่นิยมสร้างหอธรรมเป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูนเพื่อความแข็งแรง ส่วนชั้นบนนิยมสร้างด้วยไม้ในลักษณะของสถาปัตยกรรมล้านนาย่อส่วน

หอธรรมวัดต้นเหียวเป็นอาคารปูนชั้นเดียว เสาสี่เหลี่ยม ต้นใหญ่และทึบตัน ทางเข้าด้านหน้าเป็นมุขยื่นออกมาเล็กน้อย ประตูโค้ง กรอบประตูประดับด้วยกระจกสีเรียบง่าย คล้ายลักษณะสถาปัตยกรรมยุโรป โครงสร้างหลังคาสร้างด้วยไม้แบบเรียบๆ หน้าบันกรอบกลางประดับกระจกสีเป็นลายเลขาคณิต รอบๆ เป็นไม้แกะสลักลายลายพรรณพฤกษา มองแล้วแปลกตาดี

พระวิหารของวัดต้นเหียวเป็นพระวิหารสร้างใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์ ลวดลายวิจิตรงดงาม ตัวอาคารเน้นโทนสีเขียวและทอง บันไดทางขึ้นพระวิหารด้านหน้าขนาบด้วยปูนปั้นพญานาคตามแบบธรรมเนียมนิยม หน้าบันประดับด้วยลวดลายพรรณพฤกษา ฝาผนังเขียนลวดลายจิตรกรรม เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ

(ที่มาข้อมูล : theyang.go.th - tripchiangmai.com - ขอขอบคุณ)

















หอไตรที่ถูกกล่าวถึง...





หอระฆังวัดต้นเหียวสร้างอยู่บนอาคาร ๓ ชั้นซึ่งใช้ประโยชน์ได้มากกว่าหอระฆังที่สร้างกันโดยทั่วไป...
 

ที่เห็นคงจะเป็นศาลาอเนกประสงค์...


FB Trip ไปลำพูนจบแล้ว ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ให้ความสนใจ แล้วผมจะไปแสวงหาเรื่องราวมาฝากอีกนะครับ...

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วัดแสนหลวง

"วัดแสนหลวง" เป็นวัดเก่าวัดแก่ ตั้งอยู่ในตำบลยางเนิ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ บนถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ที่มีต้นยางเรียงรายอยู่สองข้างทาง....


จากเชียงใหม่ ถ้าเพื่อน ๆ ขับรถผ่านที่ทำการอำเภอสารภีไปอีกเล็กน้อย ก็จะเห็นวัดแสนหลวงอยู่ทางด้านซ้ายมือ...


วัดแสนหลวงสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๘ (ในสมัยพระเจ้ากาวิละ)  ถึงวันนี้ก็มีอายุกว่า ๒๐๐ ปี เป็นวัดมหานิกาย มีเนื้อที่ ๕ ไร่ ๓ งาน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๑  เว็บของเทศบาลตำบลยางเนิ้ง ได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของวัดแสนหลวงไว้ค่อนข้างละเอียดดังนี้...
ในรัชสมัยของพระเจ้าเมกุฏิวิสุทธิวงศ์ แห่งราชวงศ์เม็งราย องค์ที่ ๒๐ ได้เสียเมืองเชียงใหม่ให้แก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๐๒ และพระองค์ก็ได้ถูกจับตัวไปยังกรุงอังวะ นับจากนั้นล้านนาไทยก็อยู่ใต้อำนาจของพม่านานถึง ๒๑๖ ปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๗ พญาจ่าบ้าน (บุญมา) ซึ่งเป็นน้าของพระเจ้ากาวิละ ได้ร่วมกับพระเจ้ากาวิละนำทัพของพระเจ้าตากสินมหาราชเข้าตีเมืองเชียงใหม่ขับไล่พม่าออกไป แต่ก็หาความผาสุกไม่ได้เนื่องจากยังถูกพม่ายกทัพมารบกวนอยู่เสมอ ซ้ำร้ายยังขาดแคลนอาหารด้วย จึงอพยพผู้คนถอยร่นจากเมืองเชียงใหม่มาตั้งรับข้าศึกอยู่ที่ “เวียงหวาก” ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอสารภี จากนั้นจึงปรึกษาหารือกันและเห็นชอบว่าควรจะสร้างวัดขึ้นสักวัดหนึ่งเพื่อไว้บำเพ็ญกุศลของข้าราชการในราชสำนักและไพร่ฟ้าประชากร โดยมอบหมายให้พญาแสนหลวงเป็นสล่า (นายช่าง) ได้มีการออกแบบก่อสร้างวัดในปี พ.ศ. ๒๓๓๘ ตรงกับเดือน ๖ เหนือ ออก ๑๕ ค่ำ ยามใกล้รุ่ง ซึ่งอาราธนามหาเถรเจ้าจ่อคำต๊ะโรเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ พญาแสนหลวงเป็นหัวหน้าฝ่ายฆารวาส การก่อสร้างดำเนินงานไปเกือบจะเสร็จ ทางสล่าอยากได้เตียงไว้ในกุฏิให้พระสงฆ์ไว้นอน และอยากจะได้เตียงถวายเจ้าเหนือหัวด้วย จึงได้พากันไปตัดต้นยางต้นหนึ่งซึ่งในตำนานกล่าวว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ มีลำต้นเอนไปทางทิศตะวันออก พอคณะช่างไปถึงต้นยางใหญ่ สล่าผู้เป็นหัวหน้าก็ยกขวานฟันลงที่ต้นยางนั้น ขณะนั้นเองก็เกิดอาเพศขึ้น ต้นยางใหญ่ต้นนั้นเกิดอาการสั่นสะเทือน และมีเสียงครางฮือๆ เหมือนได้รับความเจ็บปวดอย่างสาหัส พวกสล่าต่างพากันทิ้งเครื่องมือและหนีไปคนละทิศละทาง พญาแสนหลวงจึงสั่งให้ลูกน้องนำข้าวตอก ดอกไม้ ธูปเทียน เหล้าไห ไก่คู่ หมากเมี่ยง พูล ยา มาตั้งศาลเพียงตาทำพิธีบวงสรวง เสร็จแล้วจึงตัดต้นยางนั้นต่อ การก่อสร้างดำเนินงานจนเสร็จ และไม่นานนักพญาแสนหลวงก็ถึงแก่อนิจกรรมลงและอีกเพียง ๓ วัน มหาเถรเจ้าจ่อคำต๊ะโรก็ถึงแก่มรณกรรม พระเจ้ากาวิละจึงได้ให้สล่าทำหอ (ศาล) ไว้ ๒ หอ คือหอคำซึ่งสร้างไว้ที่หลังพระวิหาร (ต่อมาหอคำหลังนี้ได้หายสาบสูญไป) ส่วนอีกหอหนึ่งคือ หอพญาแสนหลวงซึ่งสร้างไว้ที่มุมกำแพงวัดด้านเหนือ คือริมศาลาบาตรใต้ต้นโพธิ์ พระเจ้ากาวิละและพญาจ่าบ้านจึงได้กรุณาโปรดให้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดแสนหลวง” เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้แก่พญาแสนหลวง ผู้ออกแบบและดำเนินงานก่อสร้างวัดนี้ ส่วนศาลพญาแสนหลวงนั้นต่อมาได้นามว่า “ศาลเจ้าพ่อแสนหลวง” เพื่อเป็นที่สักการบูชาของประชาชน
แต่เดิมวัดนี้ไม่มีเจดีย์ ปัจจุบันนี้ได้สร้างพระเจดีย์เสร็จแล้ว....งดงามมาก!!























เพื่อน ๆ ผ่านไปอำเภอสารภี อย่าลืมแวะวัดแสนหลวงนะครับ!