แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บิดอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บิดอร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

รู้แล้วว่าตัวอะไร

เมื่อคืนนี้นอนฟังเสียงดมกลิ่น "ฟืดฟาด" และเสียงย่ำเท้ารอบเต็นท์...ผมไม่ได้ลุกขึ้นไปดูว่ามันเป็นตัวอะไร! 


เพื่อน ๆ ที่รักถ้าได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสายตาของผม คงจะพอจำได้ว่าผมเป็นคนสายตาสั้นมาก ๆ ชีวิตผมทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านไหน ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของสายตา ตอนเรียนหนังสือ ม.ศ. ๓ ที่มงฟอร์ต มองกระดานไม่เห็นก็คิดว่าแค่พอให้จบก็พอ ไปเรียนต่อเทคนิคทุ่งมหาเมฆ...ตอนอยู่ปี ๔ ก็ยังต้องสวมแว่นตาหนาเตอะ


 พอขึ้นปี ๕ ได้เปลี่ยนไปสวมคอนแทคเลนส์แบบแข็ง...


ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่ต้องสวมแว่น เวลาเดินทางต้องพกตลับใส่เลนส์และน้ำยาไปด้วยเสมอ...



ลำบากครับ! เนื่องจากดวงตาคนเราต้องได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจเกิดอาการตาแดงหรืออักเสบ ผู้สวมคอนแทคเลนส์แบบแข็งเวลานอนก็ต้องถอดออกใส่ตลับแล้วแช่น้ำยา เพื่อน ๆ ลองคิดดูสิครับว่านักเดินทางสายตาสั้นที่สวมคอนแทคจะลำบากแค่ไหน? ไหนจะต้องมีน้ำสะอาดไว้ล้างมือ และมีแว่นตาสำรองเตรียมไว้เวลาไม่สวมคอนแทค ยิ่งคนตาสั้นเกินพันอย่างผม พอถอดคอนแทคออกแล้วอยู่ในความมืด สภาพก็ไม่ต่างจากคนตาบอดคนหนึ่งเท่านั้น!  ด้วยเหตุนี้ผมจึงมิได้ลุกขึ้นดูว่าเสียงฟืดฟาดนั้นมันเป็นตัวอะไรกันแน่?  แต่ก็มิได้รู้สึกกลัวหรือที่ฝรั่งพูดว่า "get cold feet" เพราะผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่เสือ หรือสัตว์ร้ายที่จะมาทำอันตราย ความอ่อนเพลียจากการปั่นจักรยานร้อยกว่าโลทำให้ผมหลับเป็นตาย (sleep like a log) จนถึงเช้า...

วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ฟ้าสางแล้ว...ผมคืบตัวออกจากดักแด้ (ถุงนอน) ขยับไปรูดซิปเต็นท์แล้วโผล่หน้าออกดู ท่ามกลางม่านหมอกบาง ผมเห็นภาพเบลอ ๆ ของวัวตัวใหญ่สามตัวกำลังยืนอยู่ห่าง ๆ มันมองมายังผมอย่างเฉยเมย (ขอนำภาพ animation น่ารักมาประกอบด้วย จริง ๆ แล้วมันเป็นวัวสีดำนะครับ – ขอขอบคุณภาพจาก clipartbest.com)


เนื่องจากไม่มีรูปสถานที่จริงเก็บไว้ ผ่านมาแล้ว ๓ ทศวรรษปัจจุบันนี้เส้นทางที่ผมปั่นจักรยานไปกัวลาลัมเปอร์กลายเป็นทางหลวงอย่างดีหมดแล้ว ผมพยายามค้นหาในอินเทอร์เน็ตเพื่อนำภาพมาประกอบ อยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นภาพแบบเดียวกับเช้าวันที่ผมออกปั่นจากจุดพักแรมในบิดอร์มุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์  ได้จาก YouTube มา ๑ บานครับ ไม่แตกต่างกันเท่าใด ผมจำได้ว่ามีธารน้ำไหลผ่านใต้สะพาน หลังจากเดินลงไปล้างหน้าชำระร่างกาย (1) เก็บข้าวของแล้วผมก็ออกเดินทางต่อ...

แต่งภาพซะหน่อยเพื่อให้เห็นถุงทะเลหนักอึ้ง...อิอิ
บรรยากาศเช่นนี้เลยล่ะ...ผมต้องปั่น ๑๓๗ กิโลเมตรไปพบกับ Milon ที่ซากเครื่องบินเก่าหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัวลาลัมเปอร์เวลา ๖ โมงเย็น!

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

เส้นทางสุดโหด (กัวลากังซาร์ – บิดอร์)

การขี่จักรยานสู่กัวลาลัมเปอร์ในช่วงที่สองเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ จากกัวลากังซาร์ถึงบิดอร์รวมระยะทางประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตรนับว่าเป็นเส้นทางที่โหดที่สุดก็ว่าได้...



จากกัวลากังซาร์ไปอีโปห์ระยะทาง ๕๐ กิโลเมตร สำหรับการปั่นจักรยานโครงเหล็กสามสปีดที่มีถุงทะเลบรรจุของเต็มพิกัดมัดอยู่ข้างหลัง ถ้าไม่บอกว่า "โหดสุด ๆ" ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอะไรแล้ว!



ระยะทางอีก ๗๐ กิโลเมตจากอีโปห์ไปบิดอร์ก็ใช่ว่าง่าย พลังจากเค้กและขนมปังไม่น่าจะทำให้ผมปั่นได้ไกลถึงขนาดนั้น!


Tunnel of Death - ภาพโดย Polycarp Norbert Nyulin - thanks!

ภายในอุโมงค์ - ภาพจาก skyscrapercity.com - thanks!

พอดีไปค้นเจอที่ผมได้เขียนไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ จึงขอนำมาสรุปไว้อีกครั้งดังนี้...
ตื่นแต่เช้ามืดเมื่อแสงสว่างจับขอบฟ้า ก็จัดการเก็บเต็นท์และข้าวของ เสียดายที่ไม่ได้รอให้เต็นท์แห้งเพราะต้องรีบออกเดินทาง แบกเจ้าลมม้า (ชื่อจักรยาน) ไปตั้งไว้บนทางหลวงแล้วค่อยเอาถุงทะเลขึ้นมัด…
๘.๐๐ น. ออกเดินทางไปตามซุปเปอร์ไฮเวย์ซึ่งตัดผ่านภูเขา เผชิญกับทางชันเป็นระยะยาวติดต่อกัน เกือบหมดทางที่จะเอาชนะ ต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ ดื่มน้ำในขวดจนหมด ปั่น ๖๖ ครั้งแล้วหยุดปล่อยให้รถวิ่งไปข้างหน้าแล้วปั่นต่ออีก สลับไปเรื่อย ๆ ถึงจุดที่เกือบเป็นลมต้องหยุดข้างทางแล้วลงไปดื่มน้ำจากน้ำตกโดยไม่หวั่นเกรงเชื้อโรค...
ในที่สุดก็ถึงทางลงเขาซึ่งยิ่งน่ากลัวเพราะรถวิ่งเร็วตลอดระยะ ๔-๕ กิโลเมตร ต้องผ่านอุโมงค์ยาวซึ่งทันสมัยมาก  ถึงอีโปห์ เวลาประมาณเที่ยงวัน แวะที่ร้านขายของข้างทาง สั่งสไปร์ทมาดื่ม ๒ ขวด เค้าคิด ๑ เหรียญ เจ้าของร้านเป็นคนจีน สามีเป็นแขก นำส้มโอมาให้กินและทำน้ำอ้อยให้อีก ๑ แก้ว นั่งพักอยู่นานจนหายเหนื่อยแล้วปั่นต่อ….
๑๓.๓๐ น. ออกเดินทางจากอีโปห์ หนทางธรรมดา แวะกินลอดช่อง ๑ ถ้วย (๔๐ เซนต์)
แวะกินน้ำมะพร้าว ๑ ถ้วย (๕๐ เซนต์)
เวลา ๑๖.๐๕ น. พบกับชายมาเลย์ชื่อ Mailon อายุ ๒๘ ปี (เคยปั่นจักรยานจาก KL ไปปาดังเบซาร์) บอกว่าจะให้ที่พักในกัวลาลัมเปอร์ นัดกันวันพรุ่งนี้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (ตรงเครื่องบินเก่า) เวลา ๖ โมงเย็น
ปั่นต่อไปอีกจนใกล้ค่ำที่บิดอร์ เห็นลำห้วยและที่ราบพอจะตั้งเต็นท์ได้ เลี้ยวรถเข้าไปหาที่ตั้งเต็นท์ ถูกมดแดงกัด คนงานคนหนึ่งบอกว่าให้พักข้างบนจะดีกว่า เพราะข้างล่างมียุงมาก และอาจมีงู
ตกลงตั้งเต็นท์ข้างบน รอให้มืดก่อน คือประมาณทุ่มกว่า ๆ  ตอนแรกอากาศร้อน พอตกดึกอากาศเย็นลง มีน้ำค้างตกจนเต็นท์เปียกชุ่ม อาหารค่ำมีเค้กและขนมปังนิดหน่อย…
เพื่อน ๆ ที่รักครับ ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นหลังจากผ่านไป ๒๙ ปี ผมดูภาพถ่ายดาวเทียมแล้วพยายามคิดว่าริมทางหลวงที่ผมหยุดพักค้างแรมในคืนวันน่าจะอยู่ตรงไหน ก็ได้ภาพนี้มาครับ...



ประมาณได้ว่าตรงจุดสีเหลืองนั่นแหละที่ผมหลบเข้าพักค้างคืน จำได้ว่าอยู่ริมธารน้ำไหล เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม ที่เห็นในภาพเป็นทางหลวงสร้างใหม่ แต่ก่อนยังไม่ได้เป็นถนนคอนกรีต จากไหล่ทางผมสามารถจูงจักรยานลงไปได้เลย  รอให้ใกล้ค่ำถึงค่อยตั้งเต็นท์  คืนนั้นอากาศหนาวเย็น ผมสะดุ้งตื่นกลางดึก ได้ยินเสียงสัตว์ขนาดใหญ่กำลังสูดหายใจ เดินดมกลิ่นแปลกปลอมอยู่รอบเต็นท์!!!


ไม่ได้รูดซิปโผล่หัวออกไปดู...ผมได้แต่นอนฟังและพยายามข่มตาหลับ!