วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน


ติดกับวัดห้วข่วง (1) และวัดภูมินทร์ (3) เมืองน่านมีลานกว้าง มองดูคล้ายกับสนามหลวง (2)...





เพื่อน ๆ สามารถเดินไปยังพิพิธภัณฑ์ได้เลย...



วิกิพีเดียกล่าวไว้ว่า...
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดน่าน ตั้งอยู่ภายในคุ้มของอดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน (หอคำ) ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ พระเจ้าน่าน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น มีมุขด้านหน้า หลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด บนเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๒ งาน ๓๒ ตารางวา ครั้นเมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงพิราลัย เจ้านายบุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่านจึงได้มอบหอคำหลังนี้พร้อมที่ดินให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้เป็นอาคารศาลากลางจังหวัดน่าน ต่อมาเมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดหลังใหม่ขึ้น กรมศิลปากรจึงได้ขอรับมอบอาคารเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ และประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๐





ผมรู้สึกขัดตาเมื่อเห็นป้ายค่าธรรมเนียมเข้าชม ๑๐ บาท และ ADMISSION FEE 30 BAHT  ซึ่งราคาไม่ตรงกัน ผมสนับสนุนเรื่องเก็บค่าเข้าชมชาวต่างชาติแพงกว่าคนไทยด้วยกันนะ <em>(เหมือนในลาวหรือพม่า)</em> แต่คิดว่าป้ายควรเขียนบอกไว้หน่อยว่าสำหรับคนต่างชาติ (Foreigners) เสีย ๓๐ บาท มันจะได้ดูดี ไม่ใช่ละไว้ให้เข้าใจกันเอง...


ไปพิพิธภัณฑ์ก็รู้อยู่แล้วว่าดูแต่ตา มืออย่าต้อง ของจะเสีย ถ้าจะไม่ให้ถ่ายรูปก็เขียนติดไว้ให้ชัดเจนเช่นนี้นั้นดีแล้ว...


ในขณะเดียวกัน สมองรอยหยักน้อยของผมก็คิดว่าทุกวันนี้น่าจะเลิกคำสั่งห้ามถ่ายรูปได้แล้ว ให้เหลือเพียงห้ามใช้แฟลชและขาตั้งกล้องก็พอ จำได้ว่าพิพิธภัณฑ์ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ไม่เห็นเค้าห้าม ในอิตาลีก็เช่นกัน ผลงานของมีเกลันเจโล (Michelangelo) ที่อยู่วังวาติกัน ผมก็ยังไปเก็บภาพมาแล้ว ไม่เห็นเค้าห้ามอะไร!


ผู้สูงวัยอย่างผมเข้าชมฟรี จำได้ว่าวันนั้นผมซื้อหนังสือของพิพิธภัณฑ์ไว้ด้วย แต่ตอนนี้ไม่รู้อยู่ไหน ถ้าหาเจอแล้วจะนำมาเขียนต่ออีกหน่อยนะครับ!

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วัดหัวข่วง จังหวัดน่าน

ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องวัดเรื่องวาติดต่อกันมาค่อนข้างนาน...นับตั้งแต่จบเรื่อง "Travellin' light ไปพม่า" คิดว่าถ้าเพื่อน ๆ ติดตามอ่านคงเบื่อแย่เลย!  ผู้เขียนเองก็ยังเบื่อเลย (ฮา)  ตั้งใจว่าจะเริ่มต้นเขียน "Travellin' light ไปเวียดนาม" ในวันสองวันนี้แหละ คิดว่าว่าลองได้ติดเครื่องแล้วคงจะไปยาว นานแค่ไหนไม่รู้กว่าจะเล่าเรื่องการท่องเที่ยว ๒ สัปดาห์ไปฮานอย ดานัง เว้ และฮอยอันจนจบ!  ลุยเวียดนามก็ดุดันไม่แพ้ไปพม่า ผมมีเรื่องราวและภาพที่จะนำมาโพสต์ได้อีกเป็นเดือน ๆ!!  อย่างไรก็ตามวันนี้ขอพาเพื่อน ๆ ไป "วัดหัวข่วง" ก่อนนะครับ...

ย่านประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองน่านคือบริเวณ"ข่วงเมือง" ซึ่งผมคงไม่ต้องบอกว่าอยู่ตรงไหน (ใครไปเที่ยวเมืองน่านแล้วหาข่วงเมืองไม่เจอก็คงไม่ต้องไปไหนแล้ว!! อิอิ ) ถ้าเพื่อนไปถึงที่นั่นแล้ว ตั้งนาฬิกาเอาไว้ได้เลย ๓ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยสำหรับการเที่ยวชมวัดวาอาราม โบราณสถาน และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งโอบกอดกันอยู่บริเวณนั้น! "วัดหัวข่วง" ก็เป็นหนึ่งในความภูมิใจของคนเมืองน่าน!


สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดน่าน ให้ข้อมูลไว้ค่อนข้างละเอียดว่า....
คำว่า "หัวข่วง" คือ ลานกว้าง ๆ วัดหัวข่วงก็คือวัดที่มีลานกว้าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ ๗๗ พ.มหาพรหม ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน ตั้งอยู่ในย่านประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองน่านในอดีต ใกล้กับ "หอคำ" ซึ่งเป็นตำหนักของเจ้าผู้ครองนครน่าน (ปัจจุบัน คือ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดน่าน) วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดภูมินทร์ คุ้มเจ้าราชบุตรมีประวัติการก่อสร้างสมัยใด ไม่ปรากฏชัดเจน แต่ปรากฏหลักฐานการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถวัดหัวข่วงครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๔ โดย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๐ สมัย พลตรีเจ้ามหาสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง วัดหัวข่วงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ เป็นวัดที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดน่าน เนื่องจากสิ่งก่อสร้างภายในวัดได้แก่ เจดีย์ พระอุโบสถ ธรรมมาสน์ และหอไตร ล้วนมีรูปแบบศิลปกรรมแบบล้านนาอย่างแท้จริง กรมศิลปากร จึงได้ประกาศให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๗ ตอนที่ ๑๒๓ ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๓
เจดีย์วัดหัวข่วง ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงประสาท หรือเรือนทอง ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะล้านนา ฐานล่างทำเป็นหน้ากระดานสี่เหลี่ยม รับฐานบัวลูกแก้ว ๒ ชั้น มีชั้นหน้ากระดานคั่นกลาง ฐานบัวลูกแก้วชั้นบนย่อเก็จรับเรือนธาตุไปจรดชั้นบัวถลาใต้ องค์ระฆัง ส่วนเรือนธาตุมีซุ้มจรนัมด้านละซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริด ที่มุมผนังทั้งสองข้างปั้นเป็นรูปเทวดาทรงเครื่องยืนพนมมือเหนือชั้นอัสดง ตอนสุดเรือนธาตุเป็นชั้นบัวถลาซ้อนกัน ๓ ชั้น องค์ระฆังมีขนาดเล็ก ไม่มีบัลลังก์ ลักษณะของรูปทรง โดยส่วนรวมคล้ายกับเจดีย์วัดโลกโมลี อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นระหว่างรัชกาลพระเมืองเกษเกล้า ราว พ.ศ.๒๐๗๑ แต่ส่วนฐานล่างและชั้นบัวถลาของเจดีย์ยกสูงขึ้น ทำให้มีลักษณะเรียวสูงกว่าแสดงถึงพัฒนาการทรงรูปแบบที่ชาวเมืองน่านดัดแปลงนำมาใช้ในระยะหลัง ซึ่งคงมีอายุไม่เก่าไปกว่าครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๒๗
"หอไตร" เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมทรงสูง ใต้ถุนก่อทึบมีทางเข้าทางเดียวมีบันได ภายในอาคารชั้นบนของหอไตร ฝาผนังทำด้วยไม้ มีหน้าต่างด้านละหนึ่งบาน ยกเว้นด้านหลังหลังคาเป็นรูปจั่ว มีการลดชั้นแบบปั้นหยา หลังคาด้านบนมีช่อฟ้าใบระกา หอไตรเป็นศิลปะล้านนา ผสมผสานศิลปะพม่า
ธรรมาสน์ เป็นธรรมาสน์ทรงสี่เหลี่ยม ยอดเป็นรูปน้ำเต้าสลักลาย ลงรักปิดทองประดับกระจก สร้างถวายโดยแม่เจ้าบัวแว่น ณ น่าน เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ และเจ้าราชวงศ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕
(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล)

นำภาพมาฝากเพื่อน ๆ แล้วนะ เริ่มต้นที่พระอุโบสถกันก่อนเลย...
















พระเจดีย์...





หอไตร...





"หอคำ" หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่านในปัจจุบันคือจุดหมายต่อไป!  (ขออีกวันเดียวก่อนเล่าเรื่องไปเวียดนาม)

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน เมืองปาน

ถ้าเพื่อน ๆ ไปเที่ยวน้ำตกแจ้ซ้อน (1) ซึ่งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ผมก็ไม่อยากให้พลาดโอกาสที่จะไปเยือนวัดศรีหลวงแจ้ซ้อน (2)  วัดเก่าแก่อายุนับพันปี! 


จากน้ำตกแจ้ซ้อน (1) ขับรถไปตามถนนราบเรียบสู่บ้านหลวง  ระยะทางประมาณ ๕-๖ กิโลเมตรเท่านั้น...


วัดศรีหลวงแจ้ซ้อนอยู่ทางขวามือ..



ข้อมูลทะเบียนโบราณสถานจังหวัดลำปาง จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง กล่าวว่า...
วัดศรีหลวงแจ้ซ้อน อยู่เลขที่ ๓๙๔ หมู่ที่ ๕ บ้านหลวงแจ้ซ้อน อำเภอแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง ได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ สิ่งสำคัญที่ขึ้นทะเบียนได้แก่ พระธาตุเจดีย์ ๑ องค์ อุโบสถ ๑ หลัง และ วิหาร ๑ หลัง วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๑๒๕๐ และใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฏแน่นอน เดิมชื่อว่า "วัดศรีหลวง" มีพระธาตุเจดีย์อยู่เดิม ประวัติความเป็นมากล่าวว่าในราว พ.ศ. ๒๒๑๘ ครูบาจากจังหวัดลำพูน ได้พาช่างจีนมาช่วยงานบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์ก่อน จากนั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๐ จึงได้สร้างวิหารหลวงขึ้นโดยถือแบบอย่างช่างเชียงใหม่และลำพูน
ถ่ายภาพมาให้ดู ก่อนที่เพื่อน ๆ จะไปสัมผัสด้วยตนเองนะครับ  พระวิหารสร้างแบบก่ออิฐถือปูน!  เก่ามากกกกกก.....



บันไดทางขึ้นมีประติมากรรมปูนปั้นรูปสัตว์ในนิยาย....





ได้ทราบว่าภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนและธรรมาสไม้สักเก่าแก่อายุร้อยกว่าปี เสียดายที่วันนี้ประตูปิดอยู่ ไม่งั้นผมคงได้เห็น...






ด้านหลังวิหารประดิษฐานเจดีย์ทรงระฆังคว่ำหุ้มด้วยทองจังโก (ทองเหลืองที่ตีแผ่เป็นแผ่นบาง นิยมใช้หุ้มองค์พระเจดีย์ป้องกันการผุกร่อน)  ศิลปกรรมล้านนาผสมพม่า...



พระอุโบสถ...


เดินสำรวจให้ทั่ว ๆ นะครับ...





เสร็จแล้วแวะไปตลาดและเที่ยวชมภายในหมู่บ้านด้วยเน้อ!